
เรื่องน่าทำก่อนหมดโอกาส (1)
หนูดี
– วนิษา เรซโลกนี้มีเรื่องน่าทำมากมาย พอๆ กับเรื่องไม่น่าทำ บางครั้งเรามีความคิดในหัวมากมาย ว่าเราอยากทำอะไรแต่ไม่เคยมีเวลาหรือมีโอกาสที่จะทำสิ่งนั้นอย่างจริงๆ จังๆ เสียที ได้แต่รอ....อะไรก็ไม่ทราบ บางคนรอเวลา บางคนรอมีเงิน บางคนรอลูกโต เราอาจจะทำสิ่งใหญ่ๆ หลายอย่างไม่ได้ในตอนนี้ด้วยข้อจำกัดบางประการ แต่ก็มีหลายสิ่งที่ทำได้นะคะ ที่สำคัญเวลาในโลกนี้ของเรามีจำกัดมาก เผลอไม่ทันไร ผ่านไปหนึ่งปี เผลอไม่ทันไร คนที่เรารู้จักก็ตายจากไป อีกไม่นาน ไม่เกินร้อยปี เราทุกคนในที่นี้ ทั้งคนเขียนและคนอ่านก็จะไม่เหลือใครอยู่เลย คิดแล้วใจหายนะคะ
ลองมาคิดกันเล่นๆ ไหมคะว่า มีอะไรบ้างน่าทำก่อนตายสำหรับชีวิตๆ หนึ่ง หนูดีแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างนี้ค่ะ
1.น่ากลับไปค้นหารากเหง้าของตัวเอง
สำหรับคนที่ไม่เคยได้อยู่จังหวัดที่ตัวเองถือกำเนิดมา หรือไม่เคยได้ฝึกภาษาท้องถิ่นของตัวเอง หนูดีว่า นี่เป็นเรื่องน่าทำมาก เพราะว่าเมืองไทยเล็กๆ ของเรานี้ มีภาษาพื้นถิ่นมากมาย อาหารพื้นถิ่นก็มาก การกลับมาสัมผัสและเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราอบอุ่นใจ รู้สึกเหมือนตัวเรามีรากเหง้าได้มากทีเดียว ทุกวันนี้ เวลาหนูดีได้ข่าว เด็กชาวเขาลงมาทำงานที่พื้นราบจนเริ่มไม่มีคนสืบทอดภูมิปัญญาชนเผ่าแล้วแสนเสียดาย เขาจะรู้ไหมนะว่า สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแค่ไหน
ครั้งหนึ่ง มีเพื่อนชาวอเมริกันของคุณแม่ สามีภรรยา จะมาเที่ยวเมืองไทยแล้วขอไปเยี่ยมบ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง หนูดีนึกว่าเขาจะไปทำบุญ แต่ที่จริงแล้วเขากำลังพา
“ลูกสาว” วัย 16 ปีกลับไปเยี่ยม “บ้านเกิด” เพราะว่าเขาได้อุปการะลูกสาวไปจากเมืองไทย และบอกเด็กมาเสมอว่าวันหนึ่งหนูต้องกลับมาบ้านเกิด และการมาครั้งนี้คือของขวัญวันเกิดอายุ 16 ปีค่ะ หนูดีได้คุยกับน้องก็เห็นว่าเขาตื่นเต้นมากที่ได้เห็นบ้านเด็กกำพร้าที่เขาอยู่ตอนเกิด ทั้งสัมภาษณ์คน ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ไม่เห็นสิ่งนี้เป็นปมด้อยแม้แต่นิดเดียว พ่อแม่บุญธรรมคู่นี้เลี้ยงลูกมาได้ดีจริงๆ ค่ะ รากเหง้าเป็นสิ่งทรงคุณค่า เพราะถ้าเราไม่มี เราจะรู้สึกเหมือนหลงทางอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่อยู่ที่บ้านก็เป็นได้2.น่าติดปีกโบยบินไปให้ไกล
หากเรามีรากแก้วที่แข็งแรงอยู่ ณ จุดหนึ่งของโลกแล้ว เราจะติดปีกโบยบินไปที่ไหน เราก็จะไม่รู้สึกหลงทางเลย ครั้งหนึ่งในชีวิต หนูดีว่า เราน่าลองไปอยู่
“ที่อื่น” ดูบ้างนะคะ ไปอยู่ในที่ที่ไม่ใช้ภาษาของเรา มีวิธีคิดไม่เหมือนเรา และมีวัฒนธรรมที่แทบจะตรงข้ามกับของเรา กระบวนการนี้ จะทำให้สมองเราสับสนแทบตายในตอนแรก แต่เวลาผ่านไปไม่นาน เราจะพบว่า ตัวเราเฉียบแหลมขึ้นมากมาย รู้สึกว่าเราวางอัตตาตัวเราไปได้เยอะมาก นี่ยังไม่รวมถึงว่า หากเราไปเรียนต่อหรือไปทำงาน เรายังได้ความรู้มาเป็นของแถมอีกด้วย และยิ่งเราจากไปนานเท่าไร เรายิ่งจะเห็นค่าสิ่งที่เรามีอยู่ในถิ่นเดิมเท่านั้น หนูดีจำได้ว่า ตอนกลับเมืองไทยแรกๆ ไม่ยอมใส่อะไรเลยนอกจากผ้าซิ่นเท่านั้นอยู่นาน นึกแล้วก็ขำตัวเองว่าเป็นไปได้ขนาดนั้น3.น่าทดลองทำสิ่งใหม่กับชีวิต
สมองเราจะเริ่ม
“อยู่ตัว” เกินไป คิดติดขัด ไม่เฉียบคมอย่างสมัยเด็กๆ หากเราไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นประจำ ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ จะทำให้สมองยืดหยุ่นได้ดี ทำให้คิดได้ฉับไวดูหนุ่มสาวอยู่เสมอด้วยค่ะ สิ่งที่น่าเรียนรู้มีอยู่มากมายในโลก เวลาใดที่เราคิดว่าโลกนี้น่าเบื่อเหลือเกิน ลองเรียนอะไรใหม่ๆ สิคะ มีได้ตั้งแต่ลองเรียนเล่นมายากล ครั้งหนึ่งหนูดีเคยทำค่ายมายากลที่โรงเรียนวนิษา เด็กๆ มาค้างกัน 3 วัน 2 คืน ภายในเวลาเท่านั้น เล่นกันได้หลายกล วันสุดท้ายเราถึงกับเปิดการแสดงให้พ่อแม่ดู เป็นที่สนุกสนานเฮฮา นอกจากนี้ก็น่าลองเรียนทำอาหารเมนูใหม่ๆ นะคะ ยิ่งน่าลองทำสูตรอาหารประจำบ้านเก็บกันไว้เลยค่ะ เวลาเห็นใครทำอะไรอร่อย ขอสูตรเขาไว้เสียเลยจะได้ส่งต่อให้ลูกๆ ได้ น่าสนุกนะคะ เรียนภาษาที่สามก็น่าสนุกไปอีกแบบ แม้จะยากเย็น แต่ทราบไหมคะว่า คนที่พูดได้ 3 ภาษาแล้ว จะเรียนภาษาที่ 456 ได้ง่ายดายมากเลยค่ะ เพราะสมองจะปรับตัวให้มีโครงสร้างหน่วยเสียงเพื่อรองรับภาษาสากลได้4.น่าฝึกการให้
บางคนเกิดมาเพื่อจะให้ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่นั้นต้องฝึกค่ะ โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ เพราะหากเด็กไม่ถูกฝึกให้แบ่งและเป็นแต่ฝ่ายได้รับมาจนเคยชินเสียแล้ว พอโตขึ้นเขาจะรู้สึกเหมือนโลกนี้ทั้งโลกติดหนี้เขา หรือพ่อแม่ติดหนี้เขา ซึ่งจะทำให้ทั้งคนรอบข้างและตัวของเขาลำบากไปด้วยค่ะ เพราะสังคมใหญ่ไม่ได้ใจดีและมีแต่ให้เหมือนสังคมเล็กๆ ในบ้านแน่นอน
คนที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ มักเป็นคนที่รู้จักให้ และไม่จำเป็นต้องให้ในรูปแบบของการทำบุญเสมอไป เราให้ได้อย่างสร้างสรรค์มากมาย หนูดีเพิ่งเห็นภาพดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นอยู่กลางน้ำ มีชื่อว่า
“พลับพลึงธาร” ทราบไหมคะว่า โลกนี้ทั้งโลก มีพลับพลึงเพียงสี่พันธุ์เท่านั้นที่ขึ้นใต้น้ำได้ มีอยู่แค่ในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ และที่สุดท้ายใน จ.พังงา ประเทศไทย ดอกพลับพลึงธารพันธุ์นี้ มีขึ้นเพียงแห่งเดียวในโลก คือเมืองไทยเท่านั้น และจะบานเฉพาะในเดือน ต.ค. และ พ.ย. สวยงามมาก ดอกสีชมพูจะออกดอกชูไสวกลางสายน้ำ เหมือนบัวแต่ไม่ใช่บัว และที่สำคัญ พลับพลึงธารในปัจจุบันกำลังดึงดูดมิจฉาชีพให้เข้ามาเหมือนของสวยงามสูงค่าทั่วไป เมื่อฤดูน้ำแห้ง ในยามกลางคืนก็มีคนมาลอบขุด ขนกันไปเป็นคันรถสิบล้อ ชาวบ้านเองก็สู้ไม่ไหว กลัวอิทธิพลมืด ลองคิดดูสิคะ หากเราไปเที่ยวเชิงนิเวศน์ และกลายเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ผลักดันให้พลับพลึงธารกลายเป็นพืชอนุรักษ์ หากค้าขายผิดกฎหมายได้ จะเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนกับโลกสิ่งน่าทำมีอีกมากมายนะคะ หนูดีว่า แล้วสัปดาห์หน้ากลับมาคุยกันกับอีก 5 อย่าง ที่น่าทำก่อนหมดโอกาสค่ะ







