posttoday
ธรรมบรรยายจากมุมไบ มงคลสูตร...สู่การเจริญวิปัสสนา (ตอน ๑๔)

ธรรมบรรยายจากมุมไบ มงคลสูตร...สู่การเจริญวิปัสสนา (ตอน ๑๔)

20 พฤษภาคม 2556

คำว่า “บูชา” เป็นอาการแสดงออกในทางพฤติกรรม คือ จากพฤติจิต สู่พฤติกรรม คนที่มีศีลธรรม มีจริยธรรม มีคุณธรรม จะรู้จักคำว่า “บูชา” รู้จักการเคารพ รู้จักการสักการะ

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

คำว่า “บูชา” เป็นอาการแสดงออกในทางพฤติกรรม คือ จากพฤติจิต สู่พฤติกรรม คนที่มีศีลธรรม มีจริยธรรม มีคุณธรรม จะรู้จักคำว่า “บูชา” รู้จักการเคารพ รู้จักการสักการะ รู้จักบูชาบุคคลที่ควรบูชา เช่น พ่อแม่ ผู้มีคุณ ครูบาอาจารย์ และรู้จักทันทีว่า อะไรควรไม่ควรตามฐานะ

ต่อไปข้อที่ ๔ “ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ” เรื่องนี้สำคัญมาก คือ การอยู่ในประเทศอันสมควร ถ้าเราพูดพอให้เข้าใจ การเกิดในประเทศ หรือการหาสังคม ณ ปัจจุบัน ก็น่าจะมีความคล้ายกัน เมื่อก่อนเราเรียกว่าเกิดในประเทศ ก็คือการเข้าหาพื้นที่สังคมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยศีลธรรม ในพื้นที่นี้มีสิ่งที่เป็นมงคล มีคนดี มีครูบาอาจารย์ มีการกระทำที่ดีของสังคม เราไปอยู่ในสังคมที่ดี เราก็ได้รับการสั่งสอนที่ดี ได้รับการเกื้อกูลให้ทำความดี ดังนั้นประเทศหรือสังคมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ข้อที่ ๕ “ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา” ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้ในกาลก่อน นี่คือให้คำนึงถึงการกระทำที่มีผล แสดงว่าตรงนี้จะต้องเป็นศรัทธาที่มั่นคง มีความศรัทธาความเชื่อมั่นในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ต้องเชื่อเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของกฎแห่งกรรม นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ กับการที่ใครจะเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะ “บุญที่ทำไว้ในกาลก่อน” คือการเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม การเชื่อกฎข้อนี้จึงจัดอยู่ในหมวดสัทธา ๔ ของพระพุทธศาสนา ได้แก่

สัทธาข้อที่ ๑ กัมมสัทธา คือ มีความศรัทธา มีความเชื่อในเรื่องของกรรม

สัทธาข้อที่ ๒ วิปากสัทธา คือ มีความศรัทธา มีความเชื่อในเรื่องผลของกรรม

สัทธาข้อที่ ๓ กัมมัสสกตาสัทธา คือ มีความศรัทธา มีความเชื่อในความเป็นจริงว่า สัตว์ทั้งหลายอาศัยกรรม

สามข้อนั้น เป็นเรื่องของการเข้าใจในความเป็นจริงของโลกนี้อย่างเป็นธรรมดา เป็นการเตรียมตัวในขั้นเชื่อเรื่องของศีลธรรม มีความเกรงกลัวบาป สะดุ้งกลัวต่อบาป ไม่อยากจะทำบาปกรรมแล้วในขั้นนี้ แต่สัทธาข้อที่ ๔ นี้ บ่งบอกถึงความเป็นพุทธะ หรือชาวพุทธที่แท้จริง คือ ตถาคตโพธิสัทธา เป็นความเชื่อมั่นในธรรมะที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นอริยสัจ ความเชื่อศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ เป็นไปเพื่อดับสิ้นกรรม การดับสิ้นกรรม ก็คือ การสิ้นกิเลส, การสิ้นกิเลส ก็คือ การไม่เกิดอีกต่อไป คือการออกไปจากวัฏสงสารวนเวียนของความทุกข์

เพราะฉะนั้น นี่จึงดูเหมือนธรรมดามากในเรื่องของบุญที่ทำไว้ในกาลก่อน แต่แท้ที่จริงนั้นเป็นเรื่องการเชื่อกฎแห่งกรรม ที่ทำให้เราตั้งมั่นว่า การที่เรามีทุกอย่างในปัจจุบัน ไม่ว่าฐานะความเป็นมนุษย์ก็ดี มีสมบัติก็ดี ก็เพราะเราทำดีมา ผลจึงถึงปัจจุบัน และให้เราก็ต้องทำดีต่อไป ตรงนี้เป็นการเชื่อในคติกรรมของพุทธศาสนา อันเน้นที่ปัจจุบันว่าต้องทำดีต่อไป ถ้าสิ่งใดที่ไม่ดี ก็ทำให้ดี ขาดเหลืออะไรมาก็ต้องเติมเข้าไป

สังเกตหรือไม่ว่า ขั้นที่ ๑, ๒, ๓, ๔ และ ๕ นี้จะต่อเนื่องกัน พอมาถึงขั้นที่ ๖ ก็จะต่อเนื่องจากขั้นที่ ๖ คือ เมื่อเราเข้าใจเรื่องกรรมเก่า หรือผลบุญที่เกิดขึ้นจากการกระทำแล้ว เข้าใจเพื่ออะไร ก็เพื่อความมั่นคงในการกระทำความดี ณ ปัจจุบัน

นี่จึงให้เข้าสู่ขั้นที่ ๖ คือ “อัตตะสัมมาปะณิธิ” คือ การตั้งตนประพฤติตนชอบ ถูกต้องตามธรรม ข้อนี้เป็นการย้ำอีกครั้งว่า ต้องทำปัจจุบันให้ถูกต้องตรงตามธรรม และขั้นที่ ๖ นี้เท่ากับว่าเป็นการรองรับขั้นที่ ๕ ด้วยในทันที คือเน้นว่าปัจจุบันคุณต้องทำความดีนะ “อัตตะสัมมา...” คือการประพฤติตนชอบตามหลักศีลธรรม ยังไม่ได้พัฒนาในขั้นโลกุตรธรรม แต่ถ้าคนเราเดินมาถึงแค่จุดนี้ได้ แสดงว่าเราตรวจสอบตนเองได้ว่า ต้องเป็นผู้มีกาย วาจา ใจ ที่สุจริต คือ กาย วาจา ใจ ที่ต้องมีศีลมีธรรม กาย วาจา มีศีลกำกับ จิตมีธรรมะ ก็คือ กาย วาจา ใจนั้น ตั้งอยู่ในความสุจริต ไม่ประพฤติความชั่วทั้งกาย วาจา ใจ ตรงนี้คือเบื้องต้นของการเดินทางเข้าสู่เส้นทางพระพุทธศาสนาที่สอนเรื่องของกุศลกรรมบถ ๑๐ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องกระทำคือกุศล ๑๐ อย่าง ประกอบด้วย กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ และให้ละ คือ ไม่กระทำในอกุศลทั้ง ๑๐ ทางกาย วาจา ใจ เช่นเดียวกัน คือ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ ที่ต้องละ คือสำคัญที่สุดตรงนี้ คือ หัวใจการสอนของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง

ฉะนั้น ถ้ามีใครถามท่านทั้งหลายว่า พุทธศาสนาสอนอะไรในเบื้องต้น ท่านทั้งหลายต้องตอบว่า พระพุทธศาสนาสอนให้มีกรรมบถทั้ง ๑๐ เป็นกุศล ถึงจะถูกต้อง ไม่ใช่มีศีล ๕ เพราะศีล ๕ นั้นเกิดมาก่อนพระพุทธศาสนา และมีในทุกๆ ศาสนา แต่พุทธศาสนาเน้นตรงนี้ คือ เน้นกรรม เน้นการกระทำที่ต้องเป็นกุศลทั้ง ๑๐

ท่านต้องตอบอย่างนี้ถึงจะเป็นชาวพุทธที่ถูกต้อง ไม่ใช่เหมือนกับที่พวกเราชอบพูดว่า พุทธศาสนาสอนให้เรามีศีล ๕

ศีล ๕ เป็นส่วนประกอบเพื่อให้เกิดการกระทำทางกาย วาจา แต่ยังไม่ได้ควบคุมถึงจิต แต่พุทธศาสนาสอนให้ควบคุมทั้ง ๓ ทาง โดยต้องมีศีลธรรม คือกาย วาจา ใจ จะต้องสมบูรณ์พร้อมทั้ง ๑๐ อันเป็นกุศล

จุดตรงนี้ที่เน้นกรรมบถ ๑๐ คือ การทำให้มีสติและสัมปชัญญะในการควบคุมจิตและกาย การประพฤติปฏิบัติธรรมจึงเริ่มตรงนี้ การเจริญสติ ทั้งกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ จึงเกิดขึ้นได้ และย่อมทำให้เกิดสติอันสมบูรณ์ นั่นหมายถึง มีสัมปชัญญะพร้อมด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าตรงนี้ยังไม่ตั้งพร้อม การเจริญสติจะดำเนินต่อไปไม่ได้เลย

สติปัฏฐาน ๔ หรือวิปัสสนาญาณ จึงเริ่มตรงนี้ แต่ก็ยังต้องมีความถึงพร้อมมากกว่านี้ ซึ่งต้องดูมงคลข้อต่อไป

ข้อที่ ๑๑ “มาตาปิตุอุปัฏฐานัง”

ข้อที่ ๑๒ “ปุตตะ”

ข้อที่ ๑๓ “ทารัสสะ สังคะโห”

อ่านต่อฉบับหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท