
รักจาง เพราะการเมือง (?!?)
....วิชช์ญะ ยุติ
ว่าจะไม่เอาตัวไปข้องเกี่ยวกับการเมืองแล้วเชียว แต่ไม่วายก็ต้องมีเรื่องให้เอี่ยวเข้าจนได้
NadDate บริษัทจัดหาคู่ออนไลน์ เพิ่งออกมาเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นคู่รักที่กำลังสวีตหวานกันอยู่ โดยนำกระแสการเมืองร้อนๆ ในบ้านเราตอนนี้ตั้งเป็นหัวข้อ
“ความเห็นที่ต่างกันทางการเมืองมีผลต่อความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักหรือไม่”กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของ 60 คู่รัก ลงความเห็นว่าการเมืองต่างขั้วต่างสีจะไม่มีอิทธิพลต่อความรักของพวกเขา หากจะมีจริงๆ จนถึงขั้นแตกหัก เหตุเพราะทะเลาะเบาะแว้งรุนแรง 93 เปอร์เซ็นต์ ก็ยืนกราน คงไม่เลิกรากันในทันควัน แต่เลือกที่จะใช้วิธีระงับอารมณ์ขุ่นเคือง หรือไม่ก็หยุดปัญหาด้วยการไม่คุยเรื่องการเมืองไปเลย
มีเพียง 17 เปอร์เซ็นเท่านั้น ที่เชื่อมั่นว่าความรักจะจืดจางลง และอาจนำไปสู่การเลิกร้างได้อย่างไม่ยากเย็น เมื่อคู่รักยังคงนำการเมืองมาเป็นประเด็นสนทนาในชีวิตประจำวัน
เหล่าคนดังเล่า พวกเขาคิดยังไง
หมวยฮอตอินเทรนด์
“คริส หอวัง” ประสบการณ์ตรงๆ ของเธอยังไม่เคยเจอกับตัว มีแต่คนรอบข้างที่เป็นแบบอย่างให้เห็น และเธอก็มองว่ามันน่ารักดีหากคู่รักจะคิดต่างกันบ้าง“
เป็นเพื่อนของคุณแม่ค่ะ ประมาณ...สามีอยู่สีแดง ภรรยาอยู่สีเหลือง แต่ทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันนะ ไม่ได้เลิก ชีวิตคู่ราบรื่นดี เพียงแต่จะไม่คุยเรื่องการเมืองกัน เพราะคุยกันก็มีแต่ทะเลาะ ทีวีก็ช่องใครช่องใคร ติด 2 จาน จานแดง จานเหลือง ฟังดูก็น่ารักดีนะ เพราะความชอบนี่ไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว บังคับกันไม่ได้ด้วย มันก็เหมือนคนหนึ่งชอบอาหารญี่ปุ่น อีกคนชอบอาหารฝรั่งนั่นแหละ ไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน แต่สามารถนั่งร่วมโต๊ะกันได้”ปัจจัยที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักยุติลงนั้น ในมุมมองของสาวคริส การเมืองอาจไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่นำไปสู่อาการหมางเมิน ทว่าเมื่อปรับตัวปรับใจเข้าหากัน ทุกอย่างก็ไร้ปัญหา
“
กรณีที่ทะเลาะนี่คริสว่ามันต้องหนักหนาขนาดที่สามีหรือภรรยาอินสุดๆ แล้วล่ะ สามีหรือภรรยาจะไปม็อบ แต่อีกฝ่ายพยายามห้าม แต่อีกฝ่ายไม่ฟัง ดึงกันไปดึงกันมาจนกลายเป็นเรื่องทะเลาะ จริงๆ ที่ทะเลาะก็เพราะอีกฝ่ายเป็นห่วง แต่อีกฝ่ายกลับคิดว่าไม่ชอบแล้วยังมาขวางอีก มันเป็นการมองคนละมุม ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจในมุมของอีกฝ่ายก็จะไม่มีการทะเลาะเกิดขึ้นหรอก สำคัญคือต้องคุยกันด้วยเหตุผล แต่ถ้าสุดๆ แล้วเลิกคุยเรื่องการเมือง น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”ฟากหนุ่มเซอร์ตัวพ่อ
“เป้อารักษ์ อมรศุภศิริ” ยอมรับว่ามีเพื่อนที่คิดต่างเรื่องการเมือง ทะเลาะกันรุนแรงก็เคย ซึ่งบทสรุปไม่ได้ออกมาในรูปแบบตัดเพื่อนหรือเลิกคบ เพราะถึงวันนี้พวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนซี้ปึ้กกันอยู่ เพียงแต่จะไม่นำการเมืองมาเป็นหัวข้อสนทนาอีก“
เราจะรู้ใช่ไหมครับว่านิสัยเพื่อนแต่ละคนเป็นไง ถ้ารู้ว่าเขาเป็นยังงี้ ก็เลี่ยงเถอะ ไม่ต้องคุยเรื่องการเมืองแล้ว หาเรื่องอื่นคุยดีกว่า เพราะสุดโต่งไปก็ไม่เป็นผลดีกับใคร”ตอนที่คบหากับอดีตแฟนสาว
“ก้อย รัชวิน” เป้บอกไม่ค่อยได้คุยการเมืองเท่าไหร่ เลยโชคดีไปที่ไม่มีเรื่องให้ปวดหัวเพราะเรื่องนี้“
ระหว่างเพื่อนกับแฟนนี่ ความเป็นแฟนมันดูจะมีดีกรีที่รุนแรงกว่านะ ถ้าเกิดทะเลาะกันขึ้นมา มันเหมือนจะพร้อมทะเลาะได้ทุกเวลา คิดดูสิ ขนาดไม่ใช่เรื่องการเมืองก็ยังทะเลาะกันเลย และบางทีมันก็ไม่ค่อยมีเหตุผลหรอก นับประสาอะไรกับการเมือง คนก็ย่อมมีคิดต่างได้บ้าง แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าการเมืองจะทำให้ความสัมพันธ์จบลงง่ายๆ เพราะอย่างน้อยๆ มันต้องมีอย่างอื่นประกอบด้วย”อีกหนึ่งหนุ่มนักร้องไฮโซหล่อเฟี้ยวแห่งวง Present Perfect
“เภารัฐพล พรรณเชษฐ” เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ประเด็นการเมืองจะเป็นตัวแปรให้คู่รักสั่นคลอน ยิ่งเฉพาะคู่ไหนที่อินจัดมากๆ การแตกหักก็เห็นอยู่รอมร่อ“
ถ้าเป้าหมายทางความคิดของแต่ละคนต่างกันชัดเจน ผมว่าอันตรายครับ เพราะมันเหมือนแต่ละคนพร้อมจะฉะกัน และความรุนแรงมันก็พร้อมจะปะทุขึ้น คนเราเห็นต่างกันได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบ สำหรับคนที่เป็นคู่รัก ต้องรู้จักที่จะเรียนรู้อีกฝ่าย ถ้าคนหนึ่งร้อนอยู่ แทนที่จะทำตัวเป็นฟืน ก็ควรเปลี่ยนมาเป็นน้ำเย็นซะจะได้ช่วยลดอุณหภูมิเดือดของอีกฝ่าย”นอกจากนี้ หนุ่มเภา ยังแนะนำว่า หากไม่อยากให้บรรยากาศการสนทนาการเมืองดูซีเรียสเกินไป ก็ลองใช้อารมณ์ขันมาเป็นตัวช่วยผ่อนคลาย ทำเรื่องเครียดให้เป็นเรื่องฮา สร้างเสียงหัวเราะจากสถานการณ์อึดอัด
“
เรามีเรื่องอีกตั้งเยอะให้คิด เรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องงาน ถ้าขืนมัวคิดแต่เรื่องการเมืองแล้วเอามาเป็นประเด็นคุยกันระหว่างคู่รัก เพื่อนๆ หรือคนในครอบครัว ผมว่าต้องระวังนะ เพราะไม่อยากให้มันกลายเป็นชนวนความคิดที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่คนสองคนแค่นั้นล่ะ”แล้วคุณล่ะ การเมืองร้อนๆ ตอนนี้ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิต (คู่) หรือเปล่า







