
ด้านมืดของเฟซบุ๊ก
โดย...เบบี้เฟซ
โดย...เบบี้เฟซ
เพราะเฟซบุ๊คเปรียบเสมือนโลกชุมชนเสมือนจริงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คนเข้ามาพูดคุย บอกเล่า และสร้างความสัมพันธ์เก่าใหม่ไปพร้อมๆ กัน เมื่อชุมชนหนึ่งๆ ที่มีประชากรมากขนาดนั้น การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และผู้คนต่างๆ นี้เอง ก็พาเอานิสัย บุคลิกส่วนตัวเข้ามาในโลกนี้ด้วย
เฟซบุ๊คทำให้คนกล้าที่จะพูดเรื่องตัวเองมากขึ้น ช่างคุยมากขึ้น หลงตัวเองมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการใช้สื่อเฟซบุ๊คเพื่อสื่อสารกับคนทั้งโลกว่าคุณทำอะไรอยู่
หารู้ไม่ว่าการเล่นเฟซบุ๊กทั้งวันทั้งคืนอย่างขาดสตินั้น กำลังจะนำคุณไปสู่นรกทั้งเป็น
สถานการณ์
ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการจากสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า 7 อุปนิสัยที่อาจพัฒนาเป็นบุคลิกภาพ ที่เป็นปัญหาเชิงจิตวิทยาในระยะยาวของผู้ใช้เฟซบุ๊คที่อาจรู้ไม่เท่าทัน คือ หนึ่ง หลงใหลตัวเองมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่มักชอบโพสต์รูปตัวเอง หรือตั้งสเตตัสเจ๋งๆ แล้วรอคนมากดไลค์ชื่นชม สอง ขี้อิจฉามากขึ้น พอเห็นคนอื่นโพสต์เรื่องตัวเอง หน้าตาดี ชีวิตดี ฐานะดี ดูดี ดูเท่ คนอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่ดีเทียบเท่าเขา จะกลายเป็นคนที่ขี้อิจฉา รู้สึกว่าตนเองเป็น “ไอ้ขี้แพ้”
สาม มองโลกในแง่ร้าย ผู้คนมักโพสต์เรื่องราวปัญหาสังคมเชิงตีแผ่ ประจาน ร้องเรียน ส่งจนหลายคนรู้สึกว่าโลกนี้ช่างโหดร้าย ทำให้มีนิสัยไม่ไว้วางใจในสิ่งต่างๆมากขึ้น สี่ ชอบสอดส่องสอดรู้ชีวิตคนอื่น นับตั้งแต่วินาทีที่คุณรับคนแปลกหน้าเป็นเพื่อน ชีวิตของคุณและเขาก็ถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา การสอดส่อง ติดตามผู้อื่นแสดงว่าคุณมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างหนัก แยกไม่ออกระหว่างพื้นที่สาธารณะ และความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น
ห้า เปิดเผยตนเองและเป็นกันเองมากขึ้น ทุกคนหลงลืมระยะห่างทางกายภาพในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้คนในเฟซบุ๊คเข้ามาพูดจาทักทายกับบุคคลต่างๆ เสมือนเป็นเพื่อนมาอย่างยาวยาน หก จมทุกข์แบกโลกซึมเศร้า หลายคนที่ในชีวิติจริงพวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาจึงแบกโลกที่พวกเขาอยู่มาสถิตไว้ในเฟซบุ๊ค กลายเป็นแหล่งระบายอารมณ์ จมทุกข์ โศกเศร้า ผิดหวังเสียใจจนเป็นเรื่องปกติ
สุดท้าย หลงใหลยึดติดแบบอย่างชีวิตของผู้อื่น ผู้ที่ติดเฟซบุ๊คจะแยกแยะไม่ออกระหว่างชีวิตจริง โลกจริง พวกเขาเริ่มรู้สึกยึดติด ติดตาม ผูกพันกับชีวิตของคนอื่นๆ มากขึ้น กลายเป็นว่า พวกเขาจะใช้ชีวิตของตนเองด้วยการยึดเอาชีวิตของคนอื่นเป็นแนวทาง ที่พักพิงใจ และเริ่มสนใจชีวิตตนเองน้อยลง
ทางออก
อาการของคนติดเฟซบุ๊กงอมแงมเขาเรียกกันว่า "ผีเฟซบุ๊ก" วิธีหักดิบไม่ยาก ถ้าใจหนักแน่นพอ
ข้อแรกคือชัตดาวน์การเข้าถึงอินเตอร์เนต หากเมื่อใดต้องใช้คอมพิวเตอร์ แล้วกลัวจะอดใจจากเฟสบุ๊กไม่ได้ ให้จัดการปิดการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตทุกๆทางซะ ตามมาด้วยปิดแอพเฟสบุ๊กบนมือถือ เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนช่วยสนับสนุนการเข้าถึงเฟสบุ๊กผ่านแอพพลิเคชั่น จงทำให้แน่ใจว่าปิดแอพพลิเคชั่นเหล่านั้นไปแล้ว หรือถอดการติดตั้งออกไปเลยจะดีกว่า
หมั่นเตือนตัวเองว่าเล่นเฟสบุ๊กเป็นอะไรที่เสียเวลา เฟสบุ๊กอาจช่วยให้การติดต่อสื่อสารกับเพื่อนฝูง ญาติสนิท มิตรเลิฟ ที่ห่างหายกันได้อย่างง่ายๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันเทียบไม่ได้สักเศษเสี้ยว กับการพูดคุยพบปะกันในชีวิตจริง และยิ่งติดมากขึ้น ก็ลดโอกาสการพบเจอเพื่อนๆ มากขึ้นด้วย
ออกไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างอื่นทำ เล่นกีฬา เที่ยวต่างจังหวัด เข้าร้านหนังสือ หรือไม่ก็หาเวลานัดทานข้าวกับเพื่อนฝูงครอบครัวบ้าง เพื่อสลัดไอ้เจ้าเฟสบุ๊กไปจากสมอง
หากเราใช้สื่ออย่างรู้ตระหนักเท่าทันสภาวะจิตใจตนเอง เท่าทันอารมณ์ และรู้ทันความโลกเสมือนจริงนี้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันสื่อและใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข
Ask the expert
Q: ตอนนี้เด็กๆในบ้านพูดไม่ฟังเลย เราจะมีวิธีพูดคุยกับพวกเด็กเหล่านี้อย่างไร
A: ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อินไซด์คิดส์ แนะนำว่า วิธีที่เราพูดกับเด็ก ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสอนและสร้างระเบียบวินัย ทักษะทางสังคม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นให้กับพวกเขา และอย่าลืมว่าเด็ก ๆ เรียนรู้จากวิธีการพูดของคุณ และพวกเขาก็จะใช้วิธีนั้นพูดกับคนอื่น ๆ เช่นกัน ลองนำ 7 เคล็ดลับพูดให้ลูกฟังไปใช้ดู
1. พูดชื่อลูกเมื่อคุณต้องการพูดกับเขา เช่น “น้องบอลครับ ลูกช่วยทำ……”
2. เมื่ออยากห้ามสิ่งหนึ่ง ควรมีทางเลือกอย่างอื่นให้ลูกบ้าง เช่น “ลูกไปสวนสาธารณะคนเดียวไม่ได้นะ แต่ลูกสามารถไปเล่นที่สนามหญ้าข้างหลังบ้านได้”
3. ใช้คำพูดเชิงบวกในคำสั่งห้าม เช่น แทนที่คุณจะพูดว่า “ห้ามวิ่ง” ลองเปลี่ยนเป็น “เราเดินเวลาอยู่ในห้อง ถ้าอยู่ข้างนอกเราวิ่งได้เต็มที่เลยนะจ๊ะ”
4. ให้ทางเลือกกับลูก เช่น “ลูกจะสวมเสื้อผ้าก่อนหรือว่าจะแปรงฟันก่อนคะ” หรือ “ลูกจะใส่สีแดงหรือสีฟ้าครับ”
5. พูดจาสุภาพไพเราะกับลูก เด็กอายุ 2 ขวบสามารถเรียนรู้คำว่า “please”ได้แล้ว ทำให้ลูกรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องการเห็นเขาเป็นคนสุภาพ พูดจาไพเราะ และมีมารยาท เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่ทำบ้างไม่ทำบ้างก็ได้ ดังนั้น เราต้องพูดกับลูกเหมือนกับที่เราอยากให้ลูกพูดกับเรา
6. บอกแผนการล่วงหน้าให้ลูกมีเวลาเตรียมตัวบ้าง เช่น “เราจะไปกันแล้ว บ๊ายบายของเล่นก่อน บ๊ายบายเพื่อน ๆ ด้วย”
7. ใช้ประโยค “เวลาที่ลูกทำแบบนี้…..พ่อ/แม่รู้สึก….เพราะ….” เช่น “เวลาเราเดินให้ห้างสรรพสินค้า แล้วลูกวิ่งไปไกล แม่รู้สึกกังวลมากเลยเพราะกลัวว่าลูกจะหลงทาง” เพื่อเป็นการให้เหตุผลกับสิ่งที่เราต้องการจะห้ามเด็กๆและให้เด็ก ๆ เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นด้วย
He Said / She Said
ฉ่าย พนักงานบริษัท
“ผมชอบผู้หญิงขาวๆ ใจดีๆ ดูแล้วมองโลกในแง่ดี ผมว่าผู้หญิงลักษณะนี้มักจะโดนใจผู้ชาย และเชื่อว่าเธอจะดูแลตัวเองดี รวมไปถึงเราและครอบครัวเราด้วย”
ก้อย พนักงานบริษัท
“ผู้ชายที่เป็นผู้ชายค่ะคือสเปคของดิฉัน (หัวเราะ) จริงๆ นะค่ะเพราะผู้ชายสมัยนี้ดูยาก จะหล่อ ไม่หล่อ รวยไม่รวย ดิฉันว่าเป็นปัจจัยรอง ขอให้เป็นผู้ชายก่อนที่เหลือก็จะตามมาเองค่ะ”
Quote
“การเปลี่ยนแปลงทุกๆ อย่าง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เฝ้ารอคอยมานานแสนนานก็ตาม มักจะมาพร้อมกับความสลดหดหู่ด้วยเสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงมักจะทำให้เราต้องทิ้งบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ข้างหลัง เหมือนกับที่เราต้องตายก่อนที่จะไปเกิดใหม่ได้นั่นแหละ”
อนาโตล ฟรองซ์ กวีและนักนักสือพิมพ์ชาวฝรั่งเศส







