posttoday
สองศิลปินไทย ไปเวนิส เบียนนาเล่

สองศิลปินไทย ไปเวนิส เบียนนาเล่

16 พฤษภาคม 2556

คอศิลปะทั้งหลายจะมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น จะชอบแบบเข้าเส้นหรือเพิ่งจะหันมาชม แจ้งให้ทราบว่า กำลังจะมีงานศิลปะ อ่อ!!!

โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ วศินบุรี ภัทรชัย ปรีชาพานิช + ภาพ อริญชย์ วิศิษฐ์ แถมเงิน

คอศิลปะทั้งหลายจะมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น จะชอบแบบเข้าเส้นหรือเพิ่งจะหันมาชม แจ้งให้ทราบว่า กำลังจะมีงานศิลปะ อ่อ!!! ไม่ใช่สิ ต้องเรียกมหกรรมศิลปะใหญ่เว่อร์ อลังการดาวล้านดวง ถึงจะถูก งานชื่อ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ จัดที่ประเทศอิตาลีนู่น ไกลไปนิด แต่รับรองคุณๆ จะติดใจ ถ้าได้ไปเห็นกับตาอ่ะนะ (555)

งานเปรียบประดุจโอลิมปิกศิลปะเชียวนะเออ เพียงแต่จะต่างกับโอลิมปิกกีฬาก็ตรงเขาจัด 2 ปีครั้ง ทว่าก็เป็น 2 ปีที่คุ้มค่าแก่การรอคอย ใครได้ไปร่วมแสดงผลงาน ย่อมถือเป็นเกียรติเป็นศรีแห่งวงศ์ตระกูล เหนือสิ่งใด ยังเป็นที่เชิดหน้าชูตาในฐานะตัวแทนศิลปินที่มีธงชาติของตัวเองแปะหน้าอก

ครั้งที่ 55 นี้ กำหนดการจัดงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-24 พ.ย. 2556 ประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้า มีตัวแทนศิลปินเรียบร้อยที่จะไปประกาศศักดา ณ ศาลาไทย โดยการคัดเลือกและสนับสนุนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

“วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์” กับ “อริญชย์ รุ่งแจ้ง” คือสองศิลปินไทยที่เรากำลังพูดถึง

ก่อนที่ทั้งคู่จะบินไปอิตาลี เพื่อเตรียมติดตั้งผลงานร่วมกับสองภัณฑารักษ์ “เพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์” และ “วรเทพ อรรคบุตร” เราก็มีโอกาสจับเข่าคุยกับทั้งคู่อย่างสบายอารมณ์ แม้ทุกคนจะยุ่งกับภารกิจที่งวดเข้ามา แต่ก็ยังพอมีเวลาให้เราได้ไต่ถามและอัพเดทถึงความพร้อม ก่อนผลงานชุดดังกล่าวจะถูกนำออกสู่สายตาชาวโลกได้เห็นเป็นประจักษ์พยาน

จะเอาอะไรไปโชว์ (ชาวโลก)

เป็นคำถามที่ใครๆ ก็ใคร่รู้

ปีนี้ธีมที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดไว้ คือ “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

ฟังดูง่ายและแอบเชยนิดๆ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสองศิลปินไอเดียบรรเจิด (ซะอย่าง) คงจะงัดไม้เด็ดออกมาสู้ (เราเชื่อเช่นนั้น)

สองศิลปินเฉลยให้เราฟังว่า พวกเขาจะทำงานเชิงทดลองกับสื่อและเนื้อหาที่ชิดใกล้ด้วยความสนใจส่วนตัว เพื่อสำรวจและเปิดแง่มุมอย่างถ้วนถี่ในปรากฏการณ์ร่วมสมัย ซึ่งดำเนินควบคู่ไปกับการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารอันท่วมท้นและทรงพลัง โดยทั้งคู่ให้ความสนใจและไต่ถามถึงลักษณะทางวัฒนธรรมที่ดำรงเป็นปึกแผ่น หรือสถิตอยู่ในแกนแห่งวัฒนธรรม อันมีท่าทีพลิกผันตั้งแต่การรวมกันกับการกีดกัน หรือจะเป็นความตื้นเขินกับความละเอียดอ่อน ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่เบา

วศินบุรี : “ยอมรับครับว่าคิดเยอะมาก ตอนที่กำลังเริ่มทำงานอยากทดลองอยากเล่น อยากใช้สื่อใหม่ๆ บางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลับมาหาวัสดุที่ตัวเองคุ้นเคย จุดหนึ่งอาจเป็นเพราะอยากเอาวัสดุอย่างเซรามิกที่วงการศิลปะมองว่าเป็นแค่งานศิลปหัตถกรรม หรือวัสดุที่ใช้ทำโมเดล ออกไปสู่การรับรู้และอาจเป็นการเปิดมุมมองใหม่ของงานที่มาจากวัสดุนี้ด้วย ซึ่งที่จริงแล้วผมไม่ได้ยึดติดกับวัสดุ แต่ทุกๆ คนก็คงมีวัสดุที่คุ้นเคย และด้วยเงื่อนไขเวลาค่อนข้างจำกัดมากๆ รู้ตัวแบบกระชั้นครับ ผมก็เลยหันกลับมามองสิ่งที่ผมทำอยู่ นั่นคือเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งก็สามารถตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่ง ครัวไทยผมมองว่าไม่เจาะจงว่าต้องเป็นเรื่องอาหาร สำหรับผมครัวไทยคือความเป็นเมืองเกษตรกรรมต่างหาก ดินจากราชบุรีก็เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นครัวไทยที่หลอมรวมไว้ซึ่งองค์ความรู้ของผู้คน ชุมชน และสังคม ที่มาร่วมแรงร่วมใจให้เกิดเป็นผลงานศิลปะ”

อริญชย์ : “น้ำหนักที่ผมให้คงไม่ได้อยู่ที่ฟอร์ม หรือรูปแบบการนำเสนออย่างเดียว เนื้อหาผมยังให้เป็นหัวใจอันดับหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะต้องทำความเข้าใจกับมันพอสมควร เพราะมันมีสองส่วนที่สนับสนุนกัน เชื่อมโยงกัน ส่วนหลักกับส่วนย่อย ผมชอบที่จะเล่าผ่าน Narrative หรือเรื่องเล่า ที่มีทั้งเรื่องส่วนตัวกับเรื่องคนอื่นที่ออกไปเชิงประวัติศาสตร์ แต่สามารถเชื่อมโยงกับเรื่องส่วนตัวของผมได้ มันก็เลยกลายเป็นงานที่เป็นทั้ง Small Narrative กับ Grand Narrative”

ไทยจ๋า…ขนาดไหน?

วศินบุรีนำเสนอผลงาน Poperomia ผ่านศิลปะจัดวาง งานประติมากรรม และภาพยนตร์เรื่อง ทองปาน ปี 2519 รวมไปถึงยังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมด้วยการร่วมลงมือพันอิฐ

“ประเด็นความเป็นไทย มันคงอยู่ที่การตั้งคำถามว่าเราเป็นใคร และจะก้าวเดินต่อไปยังไง มากกว่าจะสื่อออกมาตรงๆ ความเป็นไทยในผลงานของผมมันอาจอยู่ในรูปของควาย พระพุทธรูป เด็ก ซึ่งเป็นงานประติมากรรม แล้วทุกส่วนก็จะเชื่อมโยงกันหมดเลยครับ อย่างการพันอิฐ ผมว่ามันเป็น Interactive อย่างหนึ่งนะครับ ผมได้ประกาศหาคนที่ต้องการมีส่วนร่วมเข้ามา ผมคิดว่าถ้าเราคิดถึงทิศทางของสังคมในตอนนี้ สังคมที่มีวัฒนธรรมต่างๆ และกลุ่มคนที่หลากหลาย ผสมอยู่มั่วไปหมด การพันอิฐบางส่วนเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมจริงๆ ที่พอมีคนมากมายมาทำอะไรด้วยกัน บางสิ่งที่เหนือการควบคุมก็จะเกิดขึ้น หลายๆ คนคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำคือผู้กำหนดทิศทาง จริงๆ แล้ว ใครคือผู้กำหนดทิศทาง หรือเราเป็นเพียงอิฐหนึ่งก้อนที่หลงทางอยู่ในกระดานใหญ่แค่นั้น” วศินบุรี บอก

ความหมายที่ปรากฏในผลงานของวศินบุรีนั้นจะมุ่งสำรวจลักษณะทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งถูกแทรกซึมหรือถูกดูดกลืนจากสิ่งที่เป็นอยู่ดั้งเดิม จนค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเชิงล้มล้างและเชิงสร้างสรรค์ โดยมีเป้าประสงค์ใหญ่ก็เพื่อขยายขอบเขตการรับรู้ของผู้ชมต่อวัฒนธรรมร่วมสมัยในหลากหลายระดับ

ขณะที่ Golden Teardrop เป็นผลงานของอริญชย์ นำเสนอ รูปแบบประติมากรรมและวิดีโอสารคดี ที่เล่าโดยการให้ปากคำของบุคคลและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ รวบรวมและประกอบเข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวที่ไหลเวียนผ่านบทสนทนาทั้งในระดับส่วนตัวและสาธารณะ ซึ่งปลุกเร้าผู้ชมให้ได้สัมผัสถึงความคลางแคลงใจ พะวักพะวงต่อคำถามและความสงสัย จนอยากขุดค้นลงไปใต้ภาพที่ถูกวางทับซ้อนกันอย่างแน่นหนา

“ผมจะมีประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไทยจ๋ามั้ย คงไม่ขนาดนั้น คงพอจะทำให้คนชมงานเข้าใจและสะท้อนความเป็นไทยได้มากพอสมควร ผ่านการกลั่นกรองจากสิ่งต่างๆ บางอย่างอาจจะไกลตัวคนไทย แต่ถ้าลองจับมันมาเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะหญิงญี่ปุ่นซึ่งเป็นแฟนของเพื่อนผมเอง นักผจญภัยชาวกรีกที่เดินทางมายังประเทศสยาม เมื่อปี ค.ศ. 1675 เพื่อทำการค้ากับบริษัท บริทิช อีสต์ อินเดีย รวมไปถึงเรื่องราวของขนมหวานอย่างทองหยอดทำจากไข่แดง แล้วมันก็เดินทางข้ามมหาสมุทรและเผยแพร่อีกครั้งในสมัยอยุธยา มันแฝงความเป็นไทยไว้หมดเลย” อริญชย์ เล่า

ท้าทาย?!! กับการไปเวนิส เบียนนาเล่

เป็นธรรมดา ครั้งแรกย่อมเกิดอาการตื่นเต้น เนื้อเต้น ดีใจ ระคนกับความคาดหวังเล็กๆ เลี่ยงไม่ได้ เป็นใครก็คงรู้สึกเช่นนี้แหละ แม้กระทั่งสองศิลปินที่มากด้วยไอเดียและประสบการณ์การสร้างสรรค์ผลงานออกสู่สาธารณะก็มีอาการเช่นนั้น

วศินบุรี : “สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นกับงานนี้มากกว่าคือการบริหารจัดการที่ทำให้ใจเต้นได้ทุกๆ วัน ผมไม่เคยทำงานกับคิวเรเตอร์แบบจริงจังเหมือนครั้งนี้มาก่อน ต้องยอมรับว่า หลายๆ สิ่งคงไม่สามารถก้าวมาได้ไกลขนาดนี้ ถ้าไม่มีคนที่บริหารจัดการที่ดี ผมคิดว่าทุกๆ งานมันมีจุดที่เป็นปัญหาและไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังไว้ ซึ่งในส่วนของการสร้างงานไม่ได้มีปัญหาอุปสรรคใดๆ แม้เราอาจจะมีเวลาที่สั้น นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกใช้วัสดุที่ควบคุมได้ในเวลาที่จำกัด แต่ปัญหาที่ยิ่งใหญ่และผมคิดว่ายากที่สุดคือสิ่งที่กำลังรอเราอยู่ในช่วงเวลาที่เรากำลังไปติดตั้งงานต่างหาก”

อริญชย์ : “การได้ไปเวนิส เบียนนาเล่ ผมไม่มองว่ามันเป็นเรื่องตื่นเต้นหรือไม่ตื่นเต้น ท้าทายมั้ย ท้าทายแน่นอนครับ เพราะผมว่าไม่ว่าจะเป็นงานอะไร หรือที่ไหน มันมีความสำคัญเท่ากัน พองานที่จะออกมาจากสู่สาธารณะ ผมว่ามันสำคัญหมดนะ อย่างเวนิสผมก็คิดว่ามันสำคัญสำหรับผม เวนิสมันคือโอกาสครับ โอกาสที่ดีที่เข้ามาให้ผมได้ก้าวไปอีกจุดหนึ่ง จากที่เคยโชว์ในงานเล็กๆ จู่ๆ ก็ต้องทำงานที่ใหญ่ขึ้น แล้วต้องทำให้ดีและทำให้เต็มที่ มันคือความรับผิดชอบของการเป็นคนทำงานศิลปะครับ ส่วนการมีโจทย์ก็ไม่กดดันครับ เพราะมันเป็นงานแนวทางเดียวกับที่ผมทำอยู่แล้ว บังเอิญมันตรงกับโจทย์ ก็เลยไม่จำเป็นต้องไปตอบโจทย์ใคร มันเหมือนกับเป็นการต่อยอดงานเก่ามากกว่า และยิ่งจะทำให้มันดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

หลังจบการแสดงมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ที่ประเทศอิตาลี ผลงานทั้งสองชุดของทั้งสองตัวแทนศิลปินไทย ก็จะถูกนำมาจัดแสดงให้คนไทยได้ชมกันอย่างเต็มตา ส่วนว่าจะเป็นที่ไหนและเมื่อไหร่ ได้โปรดอดใจรอ พลันที่รู้ข่าว เราจะรีบมารายงาน

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์