posttoday
เที่ยวไทยครึกครื้นฯตอน สิมิลัน ฝันฉันยังมีเธอ

เที่ยวไทยครึกครื้นฯตอน สิมิลัน ฝันฉันยังมีเธอ

12 เมษายน 2553

สิมิลัน หมู่เกาะแห่งท้องทะเลอันดามัน ที่เต็มไปด้วยหาดทรายขาวสะอาดแสนจะนุ่มเท้า รวมถึงน้ำทะเลสีฟ้าใส ราวกับสระว่ายน้ำ

สิมิลัน หมู่เกาะแห่งท้องทะเลอันดามัน ที่เต็มไปด้วยหาดทรายขาวสะอาดแสนจะนุ่มเท้า รวมถึงน้ำทะเลสีฟ้าใส ราวกับสระว่ายน้ำ

โดย นิธิ ท้วมประถม

สิมิลัน หมู่เกาะแห่งท้องทะเลอันดามัน ที่เต็มไปด้วยหาดทรายขาวสะอาดแสนจะนุ่มเท้า รวมถึงน้ำทะเลสีฟ้าใส ราวกับสระว่ายน้ำธรรมชาติที่แสนจะกว้างใหญ่ นั้นเป็นสถานที่ซึ่งผมสัญญากับตัวเองไว้เสมอว่าจะต้องมาเยี่ยมเธอทุกปี เพราะความสวยงาม ที่ไม่เคยเปลี่ยน และความหลังที่แสนสวยงามหลายอย่างที่ถูกเก็บเอาไว้ ณ ผืนทราย และท้องทะเลแห่งนี้

และในปีนี้ก็เช่นกัน ผมก็มีโอกาสกลับไปหาเธอ สิมิลัน หมู่เกาะทั้งแปด ในทะเลอันดามันอีกครั้ง โดยมีโอกาสเดินทางร่วมกับทีมงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ซึ่งทำให้การเดินทางของผมต้องเปลี่ยนไปจากการขับรถไปเองตามสถานที่ต่างๆ มาเป็นนั่งรถตู้เหมือนกับทีมงานของพี่ๆ จาก ททท.

 

เที่ยวไทยครึกครื้นฯตอน สิมิลัน ฝันฉันยังมีเธอ

จะว่าไปแล้วผมเองไม่ค่อยคุ้นกับการนั่งรถตู้เท่าไหร่ เพราะยังสนุกกับการขับรถไปไหนต่อไหนด้วยตัวเอง และที่สำคัญยังรู้สึกมั่นใจในการเดินทางมากกว่าการนั่งให้คนอื่นเป็นคนขับ แต่ก็ว่าไม่ได้ครับเพราะหลายต่อหลายคนสะดวกใจที่จะนั่งรถตู้มากกว่า เพราะสบายสามารถดูหนังฟังเพลงได้อย่างสบายใจ แต่หากขับรถไปเองละก็หลังขดหลังแข็งไม่น้อยทีเดียว

การนั่งรถตู้ลงใต้ไปทับละมุ จ.พังงา ทำให้ผมไม่สามารถคำนวณระยะเวลาในการเดินทางได้เลยครับ เพราะไม่คุ้นกับความเร็วของรถตู้ เพราะหากผมขับไปเอง กทม.-ทับละมุ ก็ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งครับ แต่พอเป็นรถตู้ความเร็วที่ใช้ไม่ค่อยสูงนักเลยทำให้เวลาการเดินทางทะลุเกิน 10 ชั่วโมง เล่นเอาบั้นท้ายระบมไปตามๆ กัน

ผมและคณะเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เวลาประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งในช่วงแรกผมคาดว่าน่าจะไปถึงทับละมุประมาณตี 2 แต่ผิดคาดครับ เพราะเวลาเลยไปไกลกว่าที่คาดเหลือเกิน

ขบวนของเราออกจาก กทม.แบบไปเรื่อยๆ ครับ ผมเองนั้นเมื่อไม่ได้ขับ ก็ต้องเป็นผู้โดยสารที่ดีโดยการเตรียมหนังแผ่น เอาไว้สำหรับแก้เบื่อระหว่างการเดินทางและก็ได้ผลครับ เพราะเพียงแค่หนังเรื่องแรกยังไม่ทันจบตาผมก็เริ่มปรือแล้วครับ ไม่เหมือนเวลาขับเอง ไม่ค่อยง่วงเท่าไหร่

เหลือบตาดูข้างทางเพิ่งถึงเพชรบุรีเองครับ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เริ่มเห็นเค้าลางของการเดินทางไกลเสียแล้ว เสียงพูดคุยในรถตู้เริ่มเงียบลงเรื่อยๆ เหลือแต่เสียงของหนังที่ฉายอยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เกือบ 2 ทุ่มขบวนของเราเพิ่งมาถึงแยกบายพาสเข้าหัวหิน ก็เลยตัดสินใจทานข้าวเย็นที่หัวหินกันก่อน เพราะตามแผนแรกนั้น ผมกะว่าจะไปทานข้าวเย็นช่วงดึกๆ ที่ร้านคุณสาหร่าย ก่อนถึงแยกปฐมพร จ.ชุมพร แต่ดูแล้วไม่ไหวแน่ๆ ก็เลยจัดการกันเสียก่อน

นอกจากทานข้าวต้มร้านข้างทางแล้ว ทีมงานยังซื้อผักสดอีกหลายต่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี มะนาว เพื่อไปเป็นเสบียงสำหรับการเดินทางท่องทะเลครั้งนี้ด้วย

อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับว่าทำไมถึงซื้อผักสดไปด้วย พวกผมยังไม่ใช่พวกวัว พวกช้างอะไรนะครับที่จะทานผักสดเปล่าๆ แต่การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางแบบล่องเรือสำราญครับ ใช้ชีวิตกินนอนอยู่บนเรือตลอด 3 วันเต็มๆ ซึ่งจะสำราญหรือไม่อย่างไร ตามอ่านต่อได้เลยครับ

 

เที่ยวไทยครึกครื้นฯตอน สิมิลัน ฝันฉันยังมีเธอ

หลังจากข้าวต้มร้อนๆ ตกถึงท้อง พร้อมทั้งเสบียงอาหารชุดใหญ่อยู่หลังรถอย่างดี ก็เริ่มเดินทางต่อครับ เพราะระยะทางยังอีกยาวไกล เพิ่ง 1 ใน 4 ของระยะทางเท่านั้นเอง

หนังเรื่องที่สองเริ่มฉาย พร้อมทั้งความง่วงที่เข้ามารุมล้อมผมอย่างหนัก ทำให้ต้องสัปหงกไปตลอดทาง แต่บอกได้เลยครับว่าเมื่อยจริงๆ หลับแบบไม่เต็มตาเลยครับ ก็เลยลุกขึ้นมาคุยกับพี่ ททท. ที่ไม่หลับเลยครับ อึดจริงๆ หรืออาจจะเป็นเพราะอายุมากแล้ว ก็เลยไม่ค่อยนอนกลางคืนก็ไม่รู้ หุหุ

นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ แวะปั๊มน้ำมันสุดท้ายก่อนถึงแยกปฐมพร ก็เที่ยงคืนกว่าๆ แล้วครับ เข้าห้องน้ำเรียบร้อย ออกมาเห็นร้าน Cafe’ Amazon ยังเปิดอยู่ ก็เลยสั่งกาแฟร้อนมาดื่มให้อุ่นท้องเสียหน่อย เพราะหวังว่าจะนั่งตาคอยดูเส้นทางเป็นเพื่อนคนขับเสียหน่อย เพราะเลยจากนี้ไปอีกนิด พอเลยสุราษฎร์ธานี เลี้ยวขวาไปพังงา เส้นทางช่วงนั้นเริ่มคดโค้งขึ้นเขา ลงเขา ไม่น้อยแล้วครับ

ซึ่งส่วนตัวผมนั้นค่อนข้างจะชอบการขับรถกับถนนช่วงแบบนี้เหลือเกิน จะได้เข้าโค้งแบบเต็มๆ แต่พอมาเป็นรถตู้ความสนุกหายไปหมดครับ เหลือแต่ความกังวลกับเส้นทางนี้แทนว่าคนขับจะขับอย่างไร เข้าโค้งแบบไหน แถมยังดึกขนาดนี้คนขับง่วงหรือเปล่า สารพัดจะกังวล

การเดินทางครั้งนี้เลยกลายเป็นบทเรียนสำหรับผมไปด้วยว่า ไม่ควรเดินทางกลางคืนจริงๆ แม้ว่าคนนั่งจะรู้สึกว่าคุ้มเพราะไม่ต้องเสียเวลาเที่ยว แต่หากคิดถึงเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยอมเสียเวลาเดินทางกลางวันดีกว่าสบายใจกว่ากันเยอะครับ

และในที่สุดเราก็มาถึงที่พักคืนแรกของเราที่ อ.เขาหลัก ซึ่งเราจองโรงแรมเอาไว้พักผ่อนก่อนจะไปรอนแรมในทะเล และก็ได้เพียงแค่พักจริงๆ ครับ เพราะมองนาฬิกาแล้วปรากฏว่าเกือบตี 4 แล้ว เฮ้อ... แล้วอย่างนี้จะนอนคุ้มค่าโรงแรมหรือนี่

เวลาตี 4 ที่ไปถึงที่พักนั้น ทำได้เพียงพักแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นครับ แต่ก็ยังดีที่มีหลักแหล่งสำหรับอาบน้ำอาบท่า เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ก่อนที่อีก 3 วันที่เหลือต้องไปเผชิญชะตากรรมในท้องทะเล ก็ต้องขอขัดสีฉวีวรรณกันเต็มที่เสียหน่อย

 

หลังจากที่หลับไปได้เพียงแวบเดียว ก็ต้องเดินทางต่อไปยังทับละมุ ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือสำหรับเดินทางไปเกาะสิมิลัน ซึ่งท่าเรือทับละมุนั้นถือเป็นท่าเรือหลักที่นักท่องเที่ยวทั่วไปจะเดินทางไปเกาะสิมิลัน โดยมีเรือให้เลือกทั้งเรือเร็ว และเรือเมล์ครับ ก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของแต่ละคนครับว่าจะเดินทางกันแบบไหน

ส่วนการเดินทางของผมในทริปนี้นั้นเป็นการเช่าเรือตกปลา ที่ตกแต่งเพิ่มเติมเป็นเรือสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินทางตะลอนไปเกาะต่างๆ ของสิมิลันตลอด 3 วัน ซึ่งแน่นอนครับ ต้องรวมกิจกรรมตกปลาไปด้วยอย่างแน่นอน แหม...มาถึงนี่ทั้งทีก็ต้องทำกิจกรรมนี้เสียหน่อย

เรือลำสีขาวลำใหญ่จอดรอทีมงานอยู่ที่ท่าเรือ ซึ่งดูแล้วน่าสบายไม่น้อยเพราะมีห้องนอนติดแอร์ พร้อม 8 เตียงเดี่ยว สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว ได้พักผ่อนยามเหน็ดเหนื่อยอย่างเต็มที่

เสียงเครื่องเรือดังสนั่น พร้อมทั้งเรือแล่นออกจากท่าเรืออย่างรวดเร็ว ครีมกันแดด หมวกปีกขนาดใหญ่ เสื้อแขนยาว และที่ขาดไม่ได้คือ ยาแก้คลื่นไส้ ถูกลำเลียงออกมาในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวพรรณต้องเผชิญกับแดดอันแสนแรงกล้าของท้องทะเลอันดามัน

เที่ยวไทยครึกครื้นฯตอน สิมิลัน ฝันฉันยังมีเธอ

ทะเลสีฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา เริ่มปรากฏแก่สายตา พร้อมลมแรงๆ ที่พัดมาปะทะหน้ายามเรือวิ่งนั้นเป็นความสุขที่บอกไม่ถูกจริงๆ ครับ เหมือนกับได้หลุดออกมาจากโลกแห่งความวุ่นวายจริงๆ

และทันทีที่เรือออกสู่ท้องทะเลกว้าง ผมก็เริ่มปล่อยเหยื่อปลอมสำหรับหลอกล่อปลาทะเลออกไปโลดแล่นบริเวณท้ายเรือทันที เผื่อจะมีโปรตีนจากเนื้อปลาสดๆ มาทานระหว่างการเดินทาง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีปลาทะเลโชคร้ายตัวไหนมาแผ้วผ่านเหยื่อปลอมของผม เฮ้อ...ทะเลไทยวันนี้ แร้นแค้นเหลือเกิน

จะไม่ให้แร้นแค้นยังไงละครับ ระหว่างทางที่เรือแล่นไปหมู่เกาะสิมิลัน เห็นแต่เรืออวนล้อมลากคู่ แล่นสวนสนามกันเต็มไปหมด เยอะกว่าเรือทัวร์ท่องเที่ยวเสียอีก แถมเรือลากคู่บางคู่ยังลากอวนใกล้ๆ กับเกาะที่ดูยังไงๆ ก็ผิดกฎหมายเห็นๆ แต่ก็ยังลากกันอย่างหน้าตาเฉย แล้วอย่างนี้จะเหลืออะไรละครับพี่น้อง

นั่งอยู่เพลินๆ กลิ่นอาหารก็ลอยมาเข้าจมูก พร้อมกับอาหารที่เด็กเรือเดินขึ้นมาเสิร์ฟถึงที่โต๊ะกินข้าว อาหารแบบเรียบง่ายแต่อร่อยถึงใจ ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียวสีเหลืองอร่ามได้ใจ ผัดผักบุ้งที่แม้ว่าจะสีออกดำไปหน่อยแต่ก็อร่อยถึงใจ แต่ที่โดนใจผมที่สุดเห็นจะเป็นแกงไก่ใส่มะเขือพวง และมะเขือเปาะ รสชาติอย่างนี้ขึ้นเหลาสบายๆ ครับ

อาหารกลางวันมื้อแรกบนเรือแจ่มมากครับ ผมเองนั้นถนัดอยู่แล้วกับอาหารที่ จุ่มโพ หรือ กุ๊ก ประจำเรือทำ รสชาติเด็ดขาดครับ แค่ไข่เจียวยังอร่อย นับถือฝีมือจริงๆ

หลังจากกับข้าวเพียง 3 อย่างมาตั้งอยู่ตรงหน้า ใช้เวลาไม่นานก็เหลือกลับไปแต่วิญญาณ ซึ่งอาหารมื้อแรกนั้นยังเป็นที่ถูกปากอยู่ครับ แต่สถานการณ์เริ่มแย่ลง เมื่อคลื่นลมเริ่มแรงขึ้นครับ

จากเรือที่แล่นเรียบๆ ก็ต้องโยนไปโยนมา เล่นเอาทีมงานที่มาจาก ททท. ออกอาการไม่ดีเสียแล้ว ยาแก้คลื่นไส้ที่ให้ทานตั้งแต่ขึ้นเรือรู้สึกว่าจะต้านทานอาการเมาเรือของพี่ๆ ไม่ได้ เลยทำให้ต้องหลบไปนอนห้องแอร์กันอย่างสบายใจ

ส่วนผมนั้นยังไหวอยู่ครับไม่มีปัญหา อาศัยออกเรือไปตกปลาบ่อยๆ ก็เลยมีภูมิต้านทานอาการเมาเรืออยู่บ้าง

เรือแล่นฝ่าคลื่นลูกโตๆ แบบโยนไปโยนมาอยู่หลายชั่วโมง เงารางๆ ของหมู่เกาะสิมิลัน ก็เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความชัดและความใหญ่ของเกาะที่มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้รอยยิ้มของพี่ๆ จาก ททท.มีมากขึ้นตามไปด้วย เพราะนั่นหมายความว่าไม่ต้องนั่งทนกับการโยนไปโยนมาเหมือนนั่งบนเปลอีกต่อไป

แต่ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ เพราะทริปนี้ไม่ได้เน้นการใช้ชีวิตบนเกาะครับ แต่เน้นใช้ชีวิตบนเรือตกปลาที่แปลงเป็นวิมานของผมอย่างเต็มที่ตลอด 3 วัน

เกาะแรกที่กัปตันลือ หรือ ไต๋ลือ ผู้กุมพังงาเรือนำเที่ยวของเราจะไปก็คือ เกาะสี่ หรือ เกาะเมี่ยง ซึ่งถือเป็นเกาะที่เป็นหัวใจของการเที่ยวสิมิลันก็ว่าได้

ภาพของเกาะสี่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ภาพของหาดทรายขาวสะอาดตาเริ่มแจ่มชัดขึ้น น้ำทะเลสีน้ำเงินครามเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าใส เหมือนกับน้ำในสระว่ายน้ำ

ความสวยงามของสิมิลันจากมุมมองนี้ เธอยังคงสวยงามเหมือนเดิม มนต์เสน่ห์แห่งสิมิลัน คือน้ำทะเลสีฟ้าใส ชายหาดสีขาวละเอียดนั้นยังคงขลังอยู่เหมือนเดิม

ผมมาสิมิลันหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ภาพของเกาะสี่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ยังอดที่จะตะลึง และชื่นชมกับความงามที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้

เรือของเราค่อยๆ แล่นเข้าเกาะสี่ไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้สมาชิกทุกคนบนเรือได้มายืนมองความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เกาะสี่นี้โดยพร้อมเพรียงกัน แถมด้วยเสียงอุทานที่ผมได้ยินจนชินหูว่า

“สวยจัง” “น้ำใสจัง”

ซึ่งก็จริงๆ ครับ สวยจัง และน้ำใสจังจริงๆ

ในที่สุดเรือของเราก็มาจอดและผูกเรือกับทุ่นบริเวณหน้าเกาะสี่ เพื่อรอให้เรือของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติสิมิลันมารับขึ้นไปบนเกาะ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการขึ้นเกาะสี่ของผมครั้งนี้ ก็คือ การไปใช้หนี้ พี่ไสว เจ้าหน้าที่อุทยานฯ อาวุโสบนเกาะสี่ ที่เมื่อครั้งที่แล้วที่ผมได้มาเยี่ยมเยือนนั้น เรานั่งเสวนาสารพันปัญหา จนแอลกอฮอล์ที่พี่ไหวกักตุนไว้ ถึงกับหมดสต๊อก

เรียกว่าดื่มกันจนเกลี้ยงเกาะ แถมเป็นของพี่ไหวเสียอีก ก็เลยต้องเอาไปคืนเสียหน่อย แล้วค่อยไปกินของที่เราเอาไปคืนต่ออีกที หุหุหุ คุ้มสุดๆ

ทันทีที่เอาเชือกผูกกับทุ่น แทนการทอดสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้สมอเรือไปทำลายปะการังใต้ท้องทะเล เรือเล็กของเจ้าหน้าที่ก็แล่นมารับพวกผมอย่างรวดเร็ว

และแน่นอนครับ กลุ่มแรกที่กระโดดลงไปในเรือเล็ก คือพี่ๆ จาก ททท. ที่คิดว่าคงอยากจะเหยียบพื้นดินกันน่าดู ผมก็เลยอ้อยอิง หยิบโน่นหยิบนี่ อยู่อีกสักนิดถึงจะลงไปร่วมนั่งด้วย

แวบเดียวเท่านั้น พวกผมก็มายืนหรากันที่อยู่บนหาดใหญ่ของเกาะสี่แล้วครับ นี่ถ้าไม่กลัวเสียกิริยา ก็อยากจะลงไปเกลือกกลั้วกับหาดทรายที่นี่จริงๆ ก็แหม...ทรายมันนู้ม นุ่ม นี่ครับ

ที่เกาะสี่นี่มีหาดทรายอยู่ 2 หาดครับ คือหาดใหญ่กับหาดเล็ก ซึ่งหาดเล็กนั้นต้องเดินข้ามไปอีกฟากหนึ่งของเกาะ แต่คุ้มครับเพราะหาดเล็กก็สวยใช่ย่อย แถมเงียบสงบอีกต่างหาก ยิ่งช่วงเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดเล็กละก็ โรแมนติกสุดๆ

ทันทีที่เดินขึ้นไปบนเกาะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯ พี่ไหวก็มายืนต้อนรับพร้อมรอยยิ้มซื่อๆ ที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เอ๊ะ ที่รอนี่รอผม หรือรอของฝากกันหว่า

เจอะหน้ากันแบบจังๆ ยกมือไหว้ทักทายกันตามประสาคนไทยหัวใจใสสะอาด

“น้ำแข็ง โซดา พร้อมยังครับพี่ เอ้ย...ไม่ใช่ สบายดีหรือเปล่าครับพี่”

เป็นประโยคทักทายประโยคแรก ก่อนจะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไปตามประสา ส่วนพี่ๆ ททท.นั้นต่างแยกย้ายไปหาที่นั่งตามมุมสงบๆ ของตัวเองเพื่อซึมซับกับความสบายยามที่ได้นั่งบนพื้นดินให้เต็มที่

เกาะสี่ในวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดๆ คือ ได้สร้างตึกอำนวยการสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นแบบถาวรแล้วครับ คือเป็นตึกปูนทรงทันสมัย โดยอยู่ลึกเข้าไปด้านในตัวเกาะ ซึ่งผมดูแล้วขัดๆ ตาเหมือนกันครับ เพราะไม่ได้เข้ากับธรรมชาติที่เป็นอยู่เลย ก็ไม่รู้ว่ากรมอุทยานฯ คิดยังไง ถึงออกแบบสิ่งก่อสร้างที่ไม่กลมกลืนกับธรรมชาติให้มาอยู่ด้วยกันแบบนี้ ตลกดีครับ

ส่วนเรื่องบ้านพัก และเต็นท์ บนเกาะสี่แห่งนี้ ยังเหมือนเดิมครับ คือมีบ้านพัก 45 หลัง เต็นท์ 45 หลัง ซึ่งช่วงที่ผมไปนั้นยังไม่เต็มครับ เพราะเป็นวันธรรมดา ทำให้บรรยากาศค่อนข้างสงบดีเหลือเกิน

มีนักท่องเที่ยวต่างชาติใส่ชุดว่ายน้ำเดินอวดหุ่นอยู่ที่ชายหาด ยิ่งทำให้ชายหาดที่เกาะสี่แห่งนี้สวยมากขึ้นอีกเท่าทวีคูณ

น่าเสียดายที่ทริปนี้ผมไม่ได้ค้างบนเกาะ เลยไม่มีโอกาสได้เสวนากับพี่ไหวเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา เพราะภารกิจของผมที่ตั้งใจมาในครั้งนี้คือการออกไปตกปลา และล่องเรือเที่ยวตามเกาะต่างๆ

ซึ่งการตกปลาของผมนั้นอยู่นอกเขตอุทยานฯ นะครับ ไม่ต้องห่วง เพราะถ้าอยู่ใกล้ๆ อุทยานฯ ไม่ต้องถึงขนาดตกหรอกครับ แค่ปักคันเบ็ดอยู่ข้างเรือก็ถูกจับยึดอุปกรณ์แล้วครับ ไม่คุ้มแน่นอน

หึหึ...ผมนั่งคุยกับพี่ไหวอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ขอตัวลากลับไปขึ้นเรืออีกครั้ง แต่ก่อนกลับผมขอให้พี่ไหวติดต่อกับทหารเรือที่ดูแลเกาะหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยเต่าทะเล ที่เมื่อครั้งก่อนผมได้ขึ้นไปที่นั่นและได้เห็นลูกเต่าฟักออกจากไข่พอดี

คราวนี้เลยอยากจะไปดูอีกสักครั้งว่าจะโชคดีเหมือนเมื่อปีที่แล้วหรือเปล่า และที่สำคัญ จะเอาเครื่องใช้จำเป็นบางอย่างไปให้เจ้าหน้าที่บนเกาะหนึ่งด้วย

“ขึ้นเรือคร้าบบบบ กลับเรือคร้าบบบบ”

ผมตะโกนบอกกับทีมงานให้กลับขึ้นไปใช้ชีวิตบนเรืออีกครั้ง

ตอนหน้า มาดูกันครับว่าการผจญภัยของผมจะเป็นอย่างไร ปลาที่ผมได้คือปลาอะไร และจะได้เห็นลูกเต่ารุ่นใหม่หรือเปล่า ติดตามกันต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท