
แต่งไทย...ภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ 
ในโอกาสครบรอบ 1 ปี พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีการจัดกิจกรรม “แต่งไทยพระราชนิยม เดินชมไม่เสียอัฐ”
โดย...ณัฐพล ช่วงประยูร
ในโอกาสครบรอบ 1 ปี พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีการจัดกิจกรรม “แต่งไทยพระราชนิยม เดินชมไม่เสียอัฐ” เชิญชวนชาวไทยร่วมสืบสานความเป็นไทย ด้วยการแต่งกายชุดไทยเข้าชมนิทรรศการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในช่วงวันครบรอบที่ผ่านมา แถมมีการร่วมสนุกกับกิจกรรมตอบคำถามเพื่อรับของที่ระลึกตลอดเดือน พ.ค.ศกนี้ด้วย
ในวันงานเราจึงได้แวะเวียนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ หมายใจว่าจะได้ไต่ถามถึงความภาคภูมิใจและสไตล์ของการเลือกแต่งกายไทยในวันนั้น แม้เป็นครั้งแรกของบางท่านและเป็นหลายครั้งของบางคนก็ตาม แต่ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่างดงามเพียงใด
ในวันงานกติกาสนุกบอกไว้ว่า สำหรับสุภาพบุรุษสวมเสื้อพระราชทานกับโจงกระเบน หรือกางเกงแบบสากล ส่วนสุภาพสตรีใส่ได้ทั้งชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ และชุดไทยแบบผสมผสาน เช่น สวมเสื้อลูกไม้ เสื้อแขนกระบอก พร้อมนุ่งซิ่น หรือโจงกระเบน เป็นต้น
ปิยวรา ทีขะระ
หัวหน้าคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เล่า... “ตลอด 1 ปีที่เปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ มา ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง คนเข้ามาเยอะขึ้นจากผู้เข้าเยี่ยมชมวันละ 300 คน มาเป็น 500 คน และปัจจุบันยอดสูงสุด 1,800 คนค่ะ
ด้วยความตั้งใจแรกสุด เป้าหมายหลักคือ ให้คนไทยได้ความรู้และจรรโลงความคิดจิตใจทุกคน อยากให้ครอบครัวพาลูกมาเที่ยว นอกจากการเดินห้าง แต่ที่เข้ามาส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เนื่องจากอยู่ในเขตพระบรมหาราชวังค่ะ
กิจกรรมที่เกิดขึ้นคือ แต่งไทยไม่เสียค่าเข้า แรกสุดว่าทำแค่วันครบรอบวันเดียว แต่ต่อไปคงจะเพิ่มวันขึ้น รวมถึงมีกิจกรรมสนุกๆ อย่างสมุดกิจกรรมตอบคำถามระหว่างชม เป็นเกมที่ทำให้การชมมีความหมายและสนุกค่ะ
ดิฉันมองว่า การเปลี่ยนแปลงการแต่งกายในอดีตได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ อย่างสมัยรัชกาลที่ 45 จะผสมผสานระหว่างการแต่งกายไทยและตะวันตก เสื้อเป็นตะวันตกและผ้านุ่งยังเป็นผ้าไทย จนสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองก็จะเป็นตะวันตกล้วน อย่างยุค 2503 ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปเจริญสัมพันธไมตรี โดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนหนึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ คนไทยเป็นอย่างไร เสื้อผ้าเป็นอย่างไร ฯลฯ เพราะเสื้อผ้าก็สะท้อนหลายสิ่ง ทั้งความเจริญ เอกลักษณ์ของเรา จากนั้นก็เกิดชุดไทยพระราชนิยมขึ้น ปัจจุบันก็มีการปรับประยุกต์ให้มีการรูดซิป หรือทำให้นุ่งง่ายขึ้นค่ะ
ในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย ไม่ได้ใช้ชุดแบบนี้มากเท่าไร แต่เมื่อเราส่งเสริมอย่างนี้ อย่างน้อยก็ยังได้ใช้ เพราะการที่ชาวบ้านทอผ้าแต่ไม่มีคนใช้ ของพวกนี้ก็จะหายไป เราต้องช่วยกันใช้ มิเช่นนั้นของเหล่านี้จะไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เหมือนบางประเทศที่ไม่มีการทำงานฝีมือเหล่านี้อีกแล้ว น่าเสียดายมากค่ะ
หากเราจะแบ่งชุดไทยง่ายๆ ตามกาลเทศะ อย่างชุดไทยเรือนต้น สำหรับใส่ไปฟังเทศน์ที่วัด ใส่ไปงานบุญ งานช่วงกลางวัน ส่วนถ้าเป็นชุดไทยจิตรลดา ก็จะทางการขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง แต่ถ้าเป็นชุดไทยอมรินทร์นั้น สำหรับสวมไปงานราชพิธี ซึ่งใกล้เคียงกับชุดไทยบรมพิมาน แต่อย่างหลังผ้าทรงจะเป็นหน้านางต้องใส่เข็มขัด
สำหรับการแต่งกายของแขกที่แวะมาชมนิทรรศการวันนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการแต่งกายของประชาชนในอดีตตามสมัยนิยม เช่น เป็นแบบฉบับแต่งตามวันอย่างสุนทรภู่ หรือหลักสวัสดิรักษา”
สมพร ธิรินทร์
แฮร์สไตลิสต์และเจ้าของร้านทำผม “เดอะ เลานจ์” ย้อนเล่าครั้งแรกที่มาพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ “มาเพราะอยากเห็นฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประทับใจในความงดงามของฉลองพระองค์ที่ทรงคุณค่าเหลือเกิน หลังจากนั้นก็พาพี่สาวและชวนเพื่อนๆ มาด้วย สำหรับวันนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ก็ตั้งใจแต่งตัวมาร่วมกิจกรรม “แต่งไทยพระราชนิยม เดินชมไม่เสียอัฐ”
ด้วยความเป็นคนชอบผ้าไทยอยู่แล้ว ไปไหนเจอผ้าสวยๆ ก็มักจะซื้อไปฝากคุณพ่อ คุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่บ้าง หรือเก็บไว้เองบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะนำผ้าไทยเหล่านั้นไปสวมใส่ในโอกาสไหน พอตอนหลังชอบซื้อบ่อยเข้า ก็เริ่มศึกษาก็ได้ความรู้เรื่องผ้าจากคนรอบข้าง ยิ่งทำให้รู้สึกภูมิใจเวลาใส่ผ้าไหมไทย ซึ่งมีเสน่ห์ตรงลวดลายที่ละเอียด เป็นงานฝีมือที่มีผืนเดียวในโลก และมีความสวยงามไม่น้อยไปกว่าผ้าไหมจากประเทศอื่นๆ
ดังนั้นเวลามีงานที่เป็นโอกาสสำคัญ อย่างงานแต่งงานของเพื่อนๆ ช่วงพิธีเช้าก็จะแต่งผ้าไทยใส่โจงกระเบนไปร่วมงานอยู่บ่อยๆ หรือถ้าไปออกงานสังคม มีงานสัมภาษณ์ออกสื่อ ก็จะหาโอกาสใส่ชุดผ้าไทยเสมอ เพื่อช่วยเผยแพร่และนำเสนอความเป็นไทยให้คนอื่นๆ ได้เห็น ว่าการประยุกต์ผ้าไทยให้เข้ากับชุดสากลก็เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้ ก็อยากจะเชิญชวนให้มาสวมใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไทยให้มากขึ้น เพราะผ้าไทยไม่มีคำว่า เชย หรือล้าสมัย
ใครที่ยังไม่เคยมาที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ หรือคนที่สนใจอยากศึกษาศิลปะเกี่ยวกับผ้าไทย อยากให้มาที่นี่และลองเปิดใจกว้างดูว่าพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ของเมืองไทยเราเป็นอย่างไร เพราะเมื่อได้มาแล้วจะรู้สึกหลงเสน่ห์แล้วจะอยากมาอีก ที่สำคัญมาแล้วชอบช่วยบอกต่อปากต่อปากด้วย เหมือนอย่างผมที่มาแล้วมาอีก เป็นครั้งที่ 5 แล้วครับ”
สามสรา เอี่ยมเอกดุลย์
ไฮโซประชาสัมพันธ์คนสวย หลังจากเข้าเว็บไซต์พบแคมเปญ “แต่งไทยพระราชนิยม เดินชมไม่เสียอัฐ” เลยตัดสินใจแต่งมาร่วมงาน “แก้มชอบชุดไทยอยู่แล้ว อย่างที่แต่งมาเป็นไทยประยุกต์ ไม่ใช่ตามระเบียบแบบแผน ใส่เป็นผ้าซิ่นและท่อนบนเป็นกลิ่นไทยๆ ค่ะ
เราใส่ชุดไทยทุกครั้งก็ภูมิใจทุกครั้ง เรารู้จักแบรนด์หลายๆ แบรนด์ของต่างชาติ แต่เราก็ไม่อยากให้ลืมความสวยงามของไทยเรา คิดว่าเสน่ห์ผู้หญิงไทยที่ใส่ชุดไทยยิ่งทำให้ดูดี เพราะบุคลิกภาพ กิริยา เป๊ะขึ้น ผ้าไทยก็มีลายที่สวยงาม ตอนนี้ก็เริ่มสะสมบ้างแล้ว เพราะเห็นคุณแม่มีหลายชุดมาก
เวลาสวมใส่กระโปรงแคบหน่อย จะยิ่งทำให้บุคลิกภาพดูดี ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เดิน แต่จริงๆ คล่องตัว สบาย ไม่ร้อนอย่างที่คิดค่ะ
สมัยนี้คนสวมใส่ผ้าน้อยชิ้นลงเยอะ เสื้อผ้าเบามาก แก้มว่าเราควรจะประยุกต์ความเป็นไทยลงไปสักหน่อย แม้จะไม่ได้ใส่ชุดไทยจริงๆ แต่ว่าอยากให้คงเสน่ห์ของหญิงไทยไว้ด้วยค่ะ”
มินต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง
ดาราสาวดาวรุ่ง มินต์ ชาลิดา จากละครชุดเรื่อง สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรณพีร์ แวะมาถ่ายงานให้นิตยสารเล่มหนึ่ง เลยได้โอกาสสัมภาษณ์ซะเลย
“มินต์กำลังถ่ายละครย้อนยุคที่ต้องแต่งตัวโบราณ มาที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ทำให้เราได้ทราบว่าการแต่งตัวของยุคสมัยต่างๆ เป็นอย่างไรค่ะ ได้เห็นฉลองพระองค์สวยงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่างดงามมากแค่ไหน
ส่วนตัวมองว่า แม้จะไม่ค่อยทะมัดทะแมงเหมือนใส่ชุดสากล แต่ว่าสวยงามมาก สะท้อนความเป็นไทยได้อย่างดี ในละครก็สวมชุดนางรำและใส่ชุดไทยเยอะคะ มินต์ว่ามีเอกลักษณ์ มีรายละเอียดประณีตสวยงาม น่าภูมิใจมาก”
ทราบไว้ก่อนไปพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ
พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมุ่งหวังให้เป็นแหล่งความรู้ที่ยั่งยืนเกี่ยวกับผ้าตลอดจนประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายของไทย ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของผ้าชนิดต่างๆ และการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงปัจจุบัน สะท้อนผ่านเครื่องแต่งกายในราชสำนักยุคต่างๆ รวมทั้งฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงนำความเป็นไทยออกไปสู่สากลและก่อให้เกิดรายได้กลับมาสู่ผู้ผลิตในประเทศ
นอกจากเป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยแล้ว พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ยังเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บรักษาผ้าไทยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดแสดงงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าทั้งของราชสำนักและผ้าพื้นเมืองจากท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเป็นการ สืบสานสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่สืบไป
สถานที่ตั้ง ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างประตูวิมานเทเวศร์กับประตูวิเศษไชยศรี โทร. 02-225-8420 และ 02-225-9430 เว็บไซต์ www.queensirikitmuseumoftextiles.org
หลักแต่งกายตามวันในอดีต
ตามตำราของหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล
วันอาทิตย์ ทรงผ้าลายสีลิ้นจี่ ทรงสะพักแพรสีโศก หรือผ้าสีเขียวใบไม้ ทรงสะพักสีทับทิม
วันจันทร์ ทรงผ้าเหลืองอ่อน ทรงสะพักแพรสีน้ำเงิน หรือทรงสีบานเย็น ทรงผ้าสีนกพิราบน้ำเงินหม่น ทรงแพรสีจำปาแดง
วันอังคาร ทรงผ้าสีม่วงอ่อน ทรงแพรสีโศก หรือทรงผ้าสีโศก ทรงแพรสีม่วง
วันพุธ ทรงผ้าสีเหล็กหรือสีถั่วเขียว ทรงแพรสีจำปาอ่อนหรือแก่ก็ได้
วันพฤหัสบดี ทรงผ้าสีแสด ทรงแพรสีเขียวอ่อน หรือทรงผ้าสีเขียวใบไม้ ทรงสะพักสีแดงเลือดนก (ทับทิม)
วันศุกร์ ทรงผ้าสีน้ำเงินแก่ ทรงแพรสีเหลือง (ดอกกะบอก) หรือทรงแก่กว่าหน่อยก็ได้
วันเสาร์ ทรงลายพื้นม่วง ทรงแพรสีโศก
วันพระ ทรงผ้าสีแดง ทรงสะพักสีชมพู
ส่วนเมื่อเวลาไว้ทุกข์ ใช้ผ้าทรงสีม่วง ทรงสะพักแพรสีนวล หรือผ้าทรงสีเขียว ทรงแพรสีม่วงอ่อน ม่วงแก่ตามที่ชอบ







