posttoday
ธรรมบรรยายจากมุมไบ มงคลสูตร...สู่การเจริญวิปัสสนา (ตอน ๑๒)

ธรรมบรรยายจากมุมไบ มงคลสูตร...สู่การเจริญวิปัสสนา (ตอน ๑๒)

15 พฤษภาคม 2556

ในขั้นแรกที่เรียกว่า อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือ การเห็นสิ่งที่ต้องเห็น และเกิดญาณขึ้นในวงกลมนี้ เห็นความเกิดและความดับ

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ในขั้นแรกที่เรียกว่า อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือ การเห็นสิ่งที่ต้องเห็น และเกิดญาณขึ้นในวงกลมนี้ เห็นความเกิดและความดับ ที่เรียกว่า เกิดญาณ การเห็นความเกิดความดับขึ้นในวงจรนี้ แสดงว่าเราเริ่มมีปัญญาเกิดขึ้นแล้ว เบื้องต้นเรียกว่า มีธรรมจักษุ ดวงตาเห็นธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่า “ยังกิญจิ สมุทยะ ธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะ ธัมมันติ” เห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของสังขาร ของสภาพธรรมนั้น

ในสภาพแห่งการมีชีวิตอยู่ของพวกเราทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน บนความมีชีวิตสืบเนื่องอยู่ มีความเกิดความดับอยู่ทุกขณะจิต ลมหายใจเข้าก็เกิด ลมหายใจออกก็ดับ ให้เข้าใจตรงนี้สั้นๆ ก็พอจะรู้ มันมีความเกิดดับทุกขณะจิต เรียกว่า จิตวิถี เหมือนไฟฟ้าที่ส่งไฟฟ้าไป บวกลบ บวกลบ ไปเป็นแนว มันมีเกิดมีดับอยู่ทุกขณะ บวกก็คือเกิด ลบก็คือดับ แต่ตรงกระแสนี้ก็คือจิตวิถี

หรือเทียนที่ส่องสว่างนั้นก็เกิดจากการเกิดดับ เกิดดับตลอด คือ เกิดจากการเผาไหม้ตัวมันเอง เมื่อไหร่ที่มันหมดเชื้อหมดไข เมื่อนั้นเราจึงเรียกว่ามันดับจริง แท้ที่จริงนั้น มันดับอยู่ตลอด แต่ที่เทียนยังส่องสว่างสืบเนื่องอยู่ ก็เพราะยังมีเชื้อ เชื้อนั้นยังไม่หมดเท่านั้นเอง จึงมีความเกิดดับอยู่ทุกขณะให้เห็นเป็นความสว่าง

ความเกิดกับความตายจึงอยู่ในที่เดียวกัน อยู่ที่จุดเดียวกัน เมื่อมีเกิด จึงต้องมีตาย หยิบสิ่งหนึ่ง ต้องได้สิ่งหนึ่งติดมาด้วย เพราะอยู่ในที่เดียวกัน ถ้าไม่ต้องการสิ่งหนึ่ง ก็ต้องอย่ามีสิ่งหนึ่ง ถ้าไม่ต้องการตาย ก็อย่าเกิด

ถ้าไม่ต้องการเกิด ก็ต้องสิ้นเชื้อการเกิด เชื้อที่ทำให้เกิด คือ กิเลส กิเลสในรูปของตัณหา และมีเขตของกรรม มีวิญญาณเป็นพืช

วิญญาณเหมือนพืช กรรมเหมือนแผ่นดิน ส่วนตัณหาเหมือนยางเหนียวของพืช นั่นแสดงว่า ต้นไม้ที่มียาง ก็ยังเกิดได้ ถ้าต้นไม้ไม่มียาง คือ ไม้แห้งแล้ว ก็ไม่เกิด ไม้ตายแล้ว เขตกรรมก็เหมือนกับแผ่นดิน กรรมยังไม่สิ้น ก็ยังมีแผ่นดินอยู่

ตราบเท่าที่สามอย่างนี้ คือ เขตกรรม ตัณหา วิญญาณ ยังสมบูรณ์อยู่ การเกิดก็ย่อมมีอยู่ เมื่อการเกิดมีอยู่ การตายก็ต้องมีอยู่ คู่กันเสมอ เมื่อเกิดมีอยู่ ตายมีอยู่ ทุกข์ก็ย่อมมี

การเกิดการตาย คือ ลักษณะธรรม ลักษณะแห่งสภาวะ เป็นลักษณะธรรมในสภาวะของไตรวัฏฏ์ ไตรวัฏฏ์ ก็คือ ตัวแสดงว่ามันต้องมีความเกิดความดับเป็นลักษณะธรรม ลักษณะธรรม คือ ความเป็นปกติที่จะต้องมีอยู่เช่นนี้ ในไตรวัฏฏ์นี้ คือ ความเกิดและความดับ

ต่อไปจึงต้องให้เข้าใจว่า การที่จิตจะถึงขั้นสูงสุดพ้นจากความทุกข์ได้ ก็หมายความว่า ต้องตัดวงจร ต้องหักทำลายวงจรไตรวัฏฏะทิ้ง การจะทำลายไตรวัฏฏะทิ้งได้ ก็ต้องใช้อำนาจหนึ่งที่เรียกว่า วิชชา

วิชชา หรือความรู้นี้ เกิดจากกระบวนการของวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ขั้น ในวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ขั้น ก็คือ การเห็นสภาพความจริงของการเกิดดับในเบื้องต้น เมื่อเห็นความเกิดความดับแล้ว ต้องพิจารณากันอย่างต่อเนื่อง ให้เห็นความดับส่วนเดียว

เมื่อเห็นความตายเกิดขึ้นแล้ว จึงเห็นภัย เมื่อเห็นความรู้ว่า สรรพธรรมทั้งปวงล้วนแล้วมีแต่ความตาย จึงให้เห็นภัยในวัฏฏะ การจะเห็นภัยได้ ก็ต้องมีปัญญาพิจารณาขั้นสูง เมื่อเห็นภัยแล้วก็ต้องเห็นโทษจากภัยนั้น สืบเนื่องจากการเห็นภัยแล้วก็ต้องเห็นโทษเป็นธรรมชาติของการเห็นสิ่งนั้น

คนเราทั้งหลายนี้ถ้ามีปัญญาเห็นภัยเห็นโทษในสิ่งใดๆ ในสิ่งที่เราเคยถือว่าสิ่งนี้ดูเหมือนมีคุณมีประโยชน์ แล้ววันหนึ่งเรากลับเห็นภัยเห็นโทษ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ เกิดนิพพิทา คือ ให้หน่าย ให้เราหน่ายกับของที่เราหลงถือไว้ตั้งนาน

การเกิดความหน่าย คือ นิพพิทา นี้เป็นเรื่องของปัญญาล้วนๆ เพราะการที่เราจะหน่ายอะไรสักอย่างที่เราเคยยึดถือมานาน เราต้องมีการเห็นจริง เราถึงจะรู้ว่ามันเป็นโทษเป็นภัยจริง จึงให้หน่าย

หน่าย ก็คือ หมดการเห็น คือ รู้แล้วสิ่งนี้ไม่มีคุณค่าใดๆ เลย นิพพิทาตัวนี้ไม่ใช่เบื่อหน่ายแบบโลกๆ ไม่ใช่ว่าเห็นอะไรก็เบื่อหน่าย เบื่อหน่ายนั้นเป็นอาการของกิเลส ส่วนนิพพิทาเป็นอาการของธรรมะ เป็นเรื่องของปัญญาที่เห็นแจ้งจริง เบื่อหน่ายกับนิพพิทาจึงเป็นคนละเรื่องกัน

อ่านต่อฉบับหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท