
ธรรมบรรยายจากมุมไบ มงคลสูตร...สู่การเจริญวิปัสสนา (ตอน ๙)
การเห็นสิ่งใดๆ ทั้งหมดทั้งหลายนั้น ต้องถามว่า เห็นแล้วได้ความรู้หรือไม่ นั่นคือจุดสรุป ถ้าการเห็นนั้นให้ความรู้ ให้เกิดปัญญา สิ่งนั้นก็มีประโยชน์
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
การเห็นสิ่งใดๆ ทั้งหมดทั้งหลายนั้น ต้องถามว่า เห็นแล้วได้ความรู้หรือไม่ นั่นคือจุดสรุป ถ้าการเห็นนั้นให้ความรู้ ให้เกิดปัญญา สิ่งนั้นก็มีประโยชน์ แต่ถ้าเห็นสิ่งนั้นแล้ว ไม่มีการให้ปัญญา ไม่มีการให้ความรู้ ก็ไม่มีประโยชน์
เช่นเหมือนกับค่ำคืนนี้ ถ้าหากอาตมานั่งภาวนาอยู่ แล้วสมมติว่ามีเทวดามามากมายปรากฏให้เห็นและมาบูชา ถามว่ามีประโยชน์อะไรบ้างหรือไม่ จึงอยู่ที่ว่าอาตมาจะให้อะไรที่เป็นประโยชน์กับเหล่าเทวดาที่มา เขามาแล้วได้ประโยชน์อะไร เหมือนพวกเราทั้งหลายที่มานั่งตรงนี้ มากันมากมาย ถ้าไม่ได้พูดเรื่องธรรมะก็ไม่มีประโยชน์ ถ้ามานั่งตรงนี้แล้วไม่มีประโยชน์กัน ก็ไม่ควรมา แต่เมื่อเรามานั่งพูดคุยธรรมะ อาตมากำลังกล่าวให้ความรู้อยู่ ก็ต้องมีประโยชน์ และบ้านหลังนี้ย่อมมีคุณค่าขึ้นมาทันที ฉะนั้น ในพระพุทธศาสนานี้จึงพึงสอนให้ดูที่ประโยชน์
ฉะนั้น จึงต้องถามว่า ในนิมิตที่เป็นพระพุทธรูปที่เขานั่งแล้วเห็นเหมือนเป็นพระพุทธรูปนี่ เป็นนิมิตที่เป็นประโยชน์ ก่อเกิดให้เป็นศรัทธาในพระพุทธเจ้าหรือไม่ นี่จึงเป็นการวัดจิตเขาว่ามีศรัทธาหรือไม่
ถ้าเขามีศรัทธา แล้วศรัทธานี้รวมลงเป็นพละ จะเป็นพลังทันที ที่เรียกศรัทธาพละ เมื่อศรัทธาเกิดขึ้นก็มีวิริยะ มีความเพียรเกิดขึ้น เรียกว่ามีวิริยพละเกิดขึ้น เมื่อเขามีความเพียรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความเพียรชอบ เขาก็มีสติเพิ่มขึ้น สมาธิก็จะมีมากยิ่งขึ้น สติ ก็คือ ความแน่วแน่ของการกระทำของจิต ที่จะแน่วแน่จนเป็นหนึ่ง มันเข้าแนวแน่วแน่ เมื่อสติควบคุมให้จิตมีความเพียรแน่วแน่เป็นหนึ่ง ก็จะมีสมาธิเกิดขึ้น สมาธินี้เกิดจากการขับเคลื่อนของจิตที่มีศรัทธา จึงเป็นสมาธิพละ เมื่อสมาธิมีพละเกิดขึ้น ก็จะมีปัญญาเกิดขึ้นในสมาธินั้น ดังนั้น รูปนิมิตของพระพุทธรูปจะทำให้เกิดศรัทธา และนำไปสู่ปัญญาทันทีเลย ในความหมายนี้จึงต้องแปลงไปเป็นศรัทธา และนำไปสู่ปัญญา เรียกว่าจากบุคคลไปเป็นธรรมะ ถ้าเกิดอย่างนี้ถือว่าถูกต้อง
แต่ถ้าเห็นแล้วเกิดความหลง ทำให้ตัวเองไม่มีปัญญาเกิดขึ้น อย่างนี้ถือว่าผิด ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นนิมิตแล้วปิดปัญญา อย่าว่าแต่นิมิตเลย แม้คนจำนวนมากที่เดินทางมาถึงพระศรีมหาโพธิ์ ก็ใช่ว่าจะมาอย่างมีปัญญา ถ้าหากขาดการพิจารณา เพราะตั้งศรัทธาผิด ก็เป็นศรัทธาที่ขาดปัญญา หรือแม้แต่มีพระพุทธรูปในบ้านเรือน แต่ถ้าไม่ได้กราบไหว้อย่างมีความศรัทธาที่ถูกต้อง คืออย่างมีปัญญา ก็ไม่มีประโยชน์
แต่ว่านิมิตที่เกิดขึ้นกับเขานั้นก็ได้สะท้อนแล้วว่าจิตเขามีศรัทธา
เห็นหรือไม่ว่า อาตมาไม่ได้ตอบคำถามว่าจริงหรือไม่จริงเลย แต่ตอบให้เห็นว่านิมิตนั้นมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร ต่างหาก การตอบของพระพุทธศาสนาจึงชี้ที่ประโยชน์ ไม่ใช่ตอบว่า จริงหรือไม่จริง เพราะถ้าตอบจริงหรือไม่จริงได้เมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นพยากรณ์ คือ กลายเป็นการพูดตอบในเรื่องแบบโลกๆ ไป”
อีกคำถามหนึ่งต่อมาว่า “ผมเริ่มสับสน นี่เป็นครั้งแรกที่จะเรียนสมาธิแล้วให้เปิดตา แล้วการนั่งสมาธิในเวลาอื่นๆ ต้องเปิดตาหรือไม่” พระอาจารย์อารยะวังโส ตอบว่า “ที่ให้เปิดตานี่ เฉพาะบทเรียนในห้องเรียนนี้ เพราะกำลังให้ดูเส้นทางการพัฒนา คุณสามารถเปิดตา และดูว่านี่คือเส้นทางได้ แต่ถ้าคุณปิดตา คุณก็จะมองไม่เห็นทางเลย”
พระอาจารย์กล่าวให้ทุกคนนั่งสบายๆ และให้ทุกคนเริ่มต้นบทเรียนด้วยการสวดมนต์บทมังคลสุตตัง ก่อนจะสาธยายแปลเป็นข้อๆ ไปตามลำดับ ซึ่งในขณะนั้นได้ให้ทุกคนพิจารณาด้วยว่าตนเองอยู่ในข้อไหนในแต่ละขั้น จากนั้นการสาธยายมังคลสุตตัง ก็เริ่มขึ้น...
“จุดสำคัญในความหมายของบทสวดมงคล ๓๘ นี้ คือ ที่สุดแห่งมงคล ๓๘ เป็นการแสดงให้เห็นถึงจิตที่บริสุทธิ์ คือ พระนิพพาน อริยสัจ ๔ นั่นคือ จิตนั้นไม่หวั่นไหว จิตขั้นสุดท้าย คือ จิตของพระอรหันต์เจ้า “ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ” คือ ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
คำว่า “ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม” คือ ไม่ยินดีไม่ยินร้ายในโลก การที่จะกล่าวว่า “ไม่ยินดียินร้ายในโลก” นั่นคือ สิ้นกิเลสแล้ว
เมื่อกิเลสสิ้นแล้ว จิตดังกล่าวจึงกลับมาเป็นธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ที่ไม่ข้องแวะกับโลก คือ อยู่เหนือโลก คำว่า “อยู่เหนือโลก” ก็คือ อยู่เหนือความยินดียินร้ายทั้งปวง ความรักชอบชังอย่างปุถุชนทั้งหลายนั้นจะไม่มีเลย การอยู่เหนือความรักความชัง หรืออยู่เหนือโลกได้ จึงเป็นการสิ้นทุกข์ที่แท้จริง
เพราะฉะนั้น คำว่า “เอกจิต” คือ จิตที่เป็นหนึ่งสู่จิตที่บริสุทธิ์ของพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย หรือพระพุทธเจ้าจึงเป็นที่สุด คือ เป็นจิตที่ปราศจากกิเลส และสิ้นแล้วซึ่งความหวั่นไหวในโลกธรรมนี้แล้ว ไม่ว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทั้งหลายล้วนไม่ข้องแวะให้จิตนั้นปั่นป่วน หรือเกิดการเคลื่อนไหวเข้าไปยินดียินร้ายอีกต่อไป ตรงนี้เรียกว่าเป็น “จิตพุทธะ” หมายความว่า เป็นจิตที่มีความรู้เต็มตัวแล้ว เป็นรู้ด้วยรู้ที่วิชชาอันสมบูรณ์ คือรู้แล้ว รู้ในความจริงทั้งหลายของโลกว่าเป็นไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ อันมีความไม่เที่ยง มีความทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน
รู้ รู้พุทธะ... ตื่น คือ ออกมาจากความหลับใหล เหมือนตื่นจากหลับใหลไม่มืดมัวอีกต่อไป ออกมาจากจินตนาการ ความคิดความนึกทั้งปวง นั่นหมดแล้ว ตื่นแล้ว และเบิกบาน ก็คือ หมดความวิตกกังวล หมดความกลัว สิ้นความกลัว สิ้นความกังวล หมดสิ้นแล้ว
จิตพุทโธนี้มีอยู่ในทุกๆ สัตว์ทั้งหลาย ในพวกเราทั้งหลายก็มีจิตพุทโธเหมือนกัน เสมอกันกับพระพุทธเจ้า แต่ว่าเราเข้าไม่ถึงจุดนั้น เราไม่สามารถเปิดจิตพุทโธออกมาได้อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเปิดได้เฉพาะพระองค์เอง ตรงนั้นเรียกว่า พุทธภาวะ ซึ่งมีอยู่ในจิตของสัตว์ทั้งหลาย
อ่านต่อฉบับหน้า







