
แหล่งแฮงเอาต์สองวัย
(โสด)ร้านรื่นรมย์ของคนหนุ่มสาว (เกษียณ)ที่สำราญของชาวโก๋วัยเก๋า
(โสด)ร้านรื่นรมย์ของคนหนุ่มสาว
เรื่อง ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช ณัฎฐ์ฐิติ อำไพวรรณ
ธุรกิจสุดฮอตที่หญิงสาวและหนุ่มโสดบางท่านอยากมีคือ ร้านขนมและร้านกาแฟ 10 ปีมานี้เราเห็นร้านกาแฟเกิดเป็นดอกเห็ด ร้านขนมเกิดเป็นมอสรา แย่งพื้นที่ตลาดไอศกรีม เบเกอรี่ พิซซ่า และร้านขนมเจ้าถิ่นไปไม่น้อย
ส่วนหนึ่งมาจากความฝัน ความหวัง ส่วนหนึ่งมาจากความรู้ ประสบการณ์ และใจรักธุรกิจไลฟ์สไตล์ กระทั่งกลายมาเป็นสถานที่ติดปาก คุ้นหู และเชยมว้ากก ถ้ากลุ่มคนโสด คนทันสมัย วัยหนุ่มสาว ไม่ได้ลองไปเยี่ยมเยือน
“อาฟเตอร์ ยู” (After You) คาเฟ่ขนมหวานชื่อดังของ เมกุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ ผู้กำหนดนิยามคำว่า Dessert Cafe ให้กับกิจการร้านอาหารเมืองไทย โดยความสนใจและอยากทำขนมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอได้ดูรายการ Caprial Pence สมัยที่เรียนอยู่ชั้น ป.5 นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมก็ได้ลองผิดลองถูกและฝึกทำขนมด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ โดยมีสูตรลับตำราเด็ดจากหลายต่อหลายแหล่ง ทั้งจากตำราทำอาหาร รายการโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ไปจนถึงพี่ ป้า น้า อา และคนรู้จักของเธอ นอกจากการหมั่นฝึกฝนฝีมือด้วยตัวเองแล้ว เมยังชอบดัดแปลงพลิกแพลงสูตรต่างๆ จนกลายมาเป็น “ขนมของเม” ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องรูปร่างหน้าตาและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์
สิ่งสำคัญที่สุดเธอได้ให้กำเนิดกิจการร้านอาฟเตอร์ ยู คาเฟ่ขนมหวานสไตล์โฮมเมด ที่กำลังดังสุดโต่งอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค “ขนม” ของคนเมืองในยามค่ำคืน และทำให้คนเมืองขี้หงุดหงิดทั้งหลายต้องยอมยืนรอต่อคิวนานๆ เพื่อจะได้ลิ้มรสชาติของ “ชิบุย่า ฮันนี่ โทสต์” เมนูสุดฮิตติดลมบน
ภายใต้คอนเซปต์ “There’s always room for desserts” ร้านอาฟเตอร์ ยู เปิดบริการขึ้นด้วยเมนูขนมหวานล้วนๆ เปิดดึกดื่นค่ำคืน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ชั่วโมงการเปิดร้านนี้เอง ก็ทำให้ร้านโด่งดังแบบฉุดไม่อยู่ภายในระยะเวลาไม่นาน และยังคงครองความนิยมมาได้ยาวนานจนถึงปัจจุบัน
เราจะมองเห็นหนุ่มสาวออฟฟิศ นิสิตนักศึกษา ผู้บริหารรุ่นใหม่หัวใจเทรนดี้มาเป็นลูกค้าต่อคิวอุดหนุนอาฟเตอร์ ยู อยู่ไม่ขาดสาย ทั้งกลางวัน บ่าย เย็น และค่ำ เพราะไม่ใช่แค่เป็นเพื่อนยามหิว แต่เทรนดี้และดูดีทั้งคนกิน คนนั่ง และคนแชร์ (โซเชียลมีเดีย) ถึงต้องยืนรอขาแข็งสักหน่อย แต่นับสิบสาขาของอาฟเตอร์ ยู ในปัจจุบันก็สะท้อนได้ว่าเป็นคาเฟ่ของคนรุ่นใหม่ไม่มีใครกินลง
อีกหนึ่งคลื่นลูกใหม่ที่ครองใจคนย่านสามย่าน โดยเฉพาะนิสิตจุฬาฯ และบรรดาพนักงานบริษัท และเจ้าหน้าที่บริเวณนั้น “ทู ฟาสต์ ทู สลีพ” (Too Fast To Sleep) คาเฟ่ 24 ชั่วโมง นั่นเอง
ชื่อร้านบอกคอนเซปต์คาเฟ่และร้านอาหารแห่งนี้ได้ตรงประเด็น จากการเล่นคำ “ทู เออร์ลี ทู สลีพ” (Too Early To Sleep) ให้เป็นภาษาง่ายๆ ของคนไม่ยอมนอน กลายเป็นทำนองว่าเร็วไปที่จะนอน
คาเฟ่แห่งนี้อยู่บนชั้น 2 ของอาคารเล็กๆ ใกล้วัดหัวลำโพง เป็นกล่องยักษ์เหมือนห้องสมุดทั่วไป ต่างกันที่เป็นห้องสมุดอ่านหนังสือที่ดื่มน้ำ กินข้าว กินขนม ด้วยอารมณ์สุนทรีย์ระหว่างพักชิลได้ สะใจนิสิตจุฬาฯ ย่านนั้นจริงๆ
เบเกอรี่หลากหลายประเภท สีสันสวยงาม ไปจนหน้าตาปกติแต่อร่อย เพราะเป็นสไตล์โฮมเมดที่คัดสรรแล้ว เครื่องดื่มก็เน้นกาแฟและสมูทตี้ต่างๆ เหมาะกับคนทุกวัย ทุกสไตล์ ส่วนหนึ่งมาจากเมนูโปรดของเจ้าของร้านที่ชอบทำอาหาร “อเนก จงเสถียร” อาที่รักนับถือของดาราหนุ่ม “ต่ายนัฐฐพนธ์ ลียะวณิช” เจ้าของร้านอีกท่าน ผู้เอาจริงเอาจังกับการเปิดร้านนี้
ด้วยความพิเศษและน่าตะลึงพรึงเพริดของการตกแต่งภายนอกและภายใน และการขายยาว 24 ชม. ทำให้การแวะเวียนมาใช้บริการ หมายรวมถึงการติวหนังสือ ทำการบ้าน ประชุมงานของเหล่านิสิตนักศึกษาเป็นหลัก ทว่ามีพนักงานออฟฟิศและบรรดาคนนอนดึกโดยไม่เกี่ยวกับสาขาอาชีพ แวะมาจิบชา กาแฟ และกินขนม หรืออาหารอยู่เนืองๆ ยิ่งมีบริการฟรีอินเทอร์เน็ต และหนังสือบางประเภทให้อ่านชิลๆ เรียกได้ว่ามากกว่าการกินดื่มปกติจริงๆ
ฉะนั้นแล้วทั้งสองแหล่งแฮงเอาต์ ที่เอาตัวคุณไปแขวนไว้ได้ยาวนานค่ำมืดประจำยุคนี้ ด้วยเพราะมันโดนจริตติดไลฟ์สไตล์ไปตามเทรนด์ พ.ศ.นี้จริงๆ ขอรับ@
(เกษียณ)ที่สำราญของชาวโก๋วัยเก๋า
เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่ไม่ล้าสมัยไปตามกาลเวลา หากยังคงยืนยั่งหยั่งราก แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปี แน่นอนว่า “ออน ล็อก หยุ่น” ร้านกาแฟโบราณที่ก่อตั้งโดยนายเท่งซางและหุ้นส่วน ก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัจจุบันแม้นายเท่งซางจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ลูกๆ ได้สืบทอดกิจการต่อมาจนถึงปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 70 ปี และได้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งการพบปะสังสรรค์ ที่มั่นสำคัญของชาวเก๋าวัยเกษียณ ที่ขึ้นชื่อว่ายืนยาวและอบอุ่นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
ด้วยบรรยากาศสภากาแฟที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวามากที่สุดแห่งหนึ่ง ออน ล็อก หยุ่น สามารถพาทุกคนที่แวะเวียนมาย้อนกลับไปยังบรรยากาศเก่าๆ สมัยเฉลิมกรุงยังเป็นแหล่งรวมขาโจ๋ของโก๋หลังวังในอดีตได้เสมอ โต๊ะเก้าอี้ ตู้กระจก เคาน์เตอร์ ชั้นวางของ (และของที่วาง เช่น กระป๋องไมโลรุ่นแรก ฯลฯ) สิ่งของในร้านทั้งหมดนี้ ถ้าไหว้ได้ควรไหว้ เนื่องจากอายุพอๆ กับร้าน โดยทั้งหมดผ่านความท้าทายของกาลเวลามาได้อย่าง(แทบจะ)ไม่เปลี่ยนแปลง
ชุดโต๊ะโบราณมีทั้งแบบโต๊ะกลมที่กลางร้าน และแบบโต๊ะเหลี่ยมที่ตั้งติดผนัง ตรงกลางโต๊ะของโต๊ะทุกตัวถูกขัดถูจนสีลอกขึ้นเงาดำๆ แต่นั่งแล้วให้อารมณ์และบรรยากาศที่เหมาะแก่การเจี๊ยะเต้หยำฉาชะมัด มิน่าล่ะ! ทุกโต๊ะยามเช้าจึงแน่นขนัดด้วยมิตรรักขาประจำที่นัดกันมาตั้งวงสนทนาในทุกเช้า คุยกันออกอรรถรสด้วยเรื่องทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นเผ็ดร้อนทางการเมืองที่อัพเดตกันวันต่อวัน หรือก็มีไม่น้อยที่มาคนเดียวจิบกาแฟทอดอารมณ์อย่างน่าอิจฉา
สำหรับอาหารในร้าน เป็นชุดอาหารเช้าสไตล์อเมริกันเบรกฟาสต์สุดคลาสสิก ประกอบด้วย ขนมปัง ไข่ดาวร้อนๆ 2 ใบทอดรวมกัน หมูแฮม เบคอน กุนเชียง และไส้กรอก ทั้งหมดทอดกินกับซอสมะเขือเทศ ซอสพริก แม็กกี้และเกลือ พริกไทย กลิ่นของทอดใหม่ๆ มีแฮม เบคอน และไส้กรอก เป็นต้น หอมฟุ้งอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ช่างเป็นสภากาแฟที่หอมยั่วน้ำลายจริงๆ
“พี่ใหญ่” หนึ่งในลูกชายผู้ดูแลกิจการ เล่าให้ฟังว่า ย่านนี้สมัยก่อนก็เหมือนกับพารากอนในปัจจุบัน เป็นแหล่งร้านย่านที่มากินมาเที่ยว ดูหนังฟังเพลงและช็อปปิ้ง สมัยก่อนกาแฟแก้วละบาท ผู้คนหลากหลาย ลูกค้ามีทั้งคนมาซื้อผ้าซื้อของ ข้าราชการ และดาราภาพยนตร์ อย่างมิตรเพชรา สมบัติ เมทะนี หรือดาราอาวุโส ล้อต๊อก ชูศรี ก็มานั่งที่นี่บ่อย เนื่องจากใกล้ศาลาเฉลิมกรุง ดารามารอกินกาแฟที่นี่ก่อนนัดรวมพลตี 56 โมงเช้า รวมทั้งแมวมองที่โฉบมาเล็งดาราหน้าใหม่ๆ สมัยนั้นใครอยากเป็นดาราจึงต้องมานั่งกินกาแฟที่นี่
จากปากต่อปากที่เล่าขานกันมากว่า 70 ปี ไม่แปลกใจที่ออน ล็อกหยุ่น หรือสวนสนุกในภาษาจีนแคระ จะเป็นแหล่งรวมพลคนวัยเก๋าจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายแห่ง เช่น ศรแดง ร้านอาหารและแหล่งลีลาศเก่าแก่ที่ปัจจุบันมิตรรักแฟนเพลงก็ยังหนาแน่น หรือพูดถึงเวทีลีลาศก็ต้องนี่เลยโปโลคลับ สวนลุมพินี คลับเต้นรำที่ผู้คนวัยเกษียณให้ความนิยมมาหาความบันเทิง ทั้งเต้นรำและร้องเพลง(เก่าๆ)ที่นี่เสมอ นอกจากนี้ก็ยังมีสโมสรชาวเก๋าอย่างราชตฤณมัยสมาคม ที่นางเลิ้ง หรือจะสุดหรูไฮโซไปเลยอย่างสปอร์ตคลับที่สนามม้าฝรั่ง ก็เห็นอุ่นหนาฝาคั่งและมีชีวิตชีวาในทุกยาม
เกษียณอย่างมีความสุข คนแก่คนเก่าเราต้องใช้ชีวิตให้เป็น การได้พูดคุยหรือพบปะสังสรรค์กับสหายรู้ใจ ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่อย่าละเลย มองๆ ไปที่สำราญสำหรับชาวเราก็มีอยู่ไม่น้อย ว่างๆ นัดไปพบปะเจอะเจอคนวัยเดียวกันในที่ที่คุ้นเคย แค่นี้คนเก๋าชาวเกษียณก็ยิ้มไม่หุบแล้ว







