
หนึ่งคน หลายตัวตน
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
หนูดีมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมและฝึกการสอน Speed Reading กับเพื่อนใหม่จำนวน 6 คน ณ รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ในช่วงสองสัปดาห์นี้ค่ะ จึงทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยและเรียนรู้ร่วมกันในหลายๆ เรื่อง ไม่เพียงเรื่องการอ่านเร็วเท่านั้น
ในห้องเรียน Speed Reading Trainer นี้ มีหนูดีเป็นคนไทยคนเดียว นอกจากนั้น เป็นสาวรัสเซีย สาวจากฝรั่งเศส และ ชายอิสราเอล รวมถึงคนอเมริกัน เราใช้เวลา 10 วันด้วยกันในการฝึกฝนการสอนการอ่านเร็ว การฝึกความจำ รวมถึงการฝึกวิธีทำให้สมองเรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ
ห้องเรียน Trainer นี้ มีพิธีกรรมน่ารักที่หนูดีเองไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนทุกเช้าและเย็น นั่นคือ “การจุดเทียนเรียนรู้” ค่ะ วิธีการก็คือ ครูของเราทั้งสองท่านจะเชิญให้นักเรียนทุกคนมานั่งรวมกันเป็นวงกลมรอบๆ พรมผืนหนึ่งที่ปูไว้บนพื้น บนพรมนั้นมีเทียนสีขาวขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง รวมถึงวัตถุรูปทรงต่างๆ ทั้งตุ๊กตา ก้อนหิน โคมไฟขนาดเล็ก ฯลฯ วางเรียงรายอยู่รอบๆ แล้วคุณครูชาวอเมริกันสองคนจะเริ่มต้นด้วยการให้ทุกคนเข้าพิธีนี้ ด้วยการนั่งเป็นวงกลมจับมือกันและหลับตาทำสมาธิเบาๆ ด้วยการที่ครูจะพูดแล้วให้เราคิดตาม ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการวาดภาพการเรียนรู้ในวันนี้ว่า เราจะเรียนรู้อย่างไร เราจะเข้าใจได้ดีมีความรู้สึกที่ลื่นไหล มีความสนุกสนาน เข้าใจได้ดี มีการช่วยเหลือกันให้เข้าใจมากขึ้น จากนั้น ครูจะ “ส่งพลัง” ให้กับนักเรียน โดยการบีบมือนักเรียนคนแรก แล้วให้เราบีบมือต่อๆ กันไป จนเมื่อครบวงโดยมีการบีบมือคุณครูกลับมาจากอีกด้านหนึ่งเราก็จะเริ่มต้นการเรียน
แต่ก่อนที่จะแยกย้ายให้ไปนั่งกันที่โต๊ะเรียน ครูจะให้เราแบ่งปันประสบการณ์ หรือความคิดในชีวิตของเราให้กับเพื่อนๆ ได้รู้จักกันดีขึ้น และเรียนรู้จากกันด้วย วันที่สองของการเรียนครูขอให้แบ่งปันในหัวข้อ “สิ่งที่อดีตสอนฉัน และทำให้ฉันเป็นฉันในทุกวันนี้”
เพื่อนชาวรัสเซียของหนูดี ได้เล่าเรื่องที่ทำให้หนูดีประทับใจมาก และอยากเล่าต่อให้ฟัง
เธอเป็นคนเก่ง ฉลาด และคิดเป็นระบบมากๆ แถมแต่งตัวสวยเก๋ เธอมีลูกเล็กๆ สองคน และมีสามีสูงหล่อที่ตามมาดูแลลูกให้ระหว่างที่เธออยู่ในห้องเรียนกับเรา แต่เรื่องที่เธอเล่าอย่างเปิดใจนี่สิคะ ทำเอาเพื่อนๆ ปรบมือให้เธอเลย
เธอเล่าว่า เมื่อตอนเธอเป็นเด็กเล็กๆ เธอเอาแต่ใจมาก อาละวาดและส่งเสียงดังตลอด เมื่อเปรียบเทียบกับพี่สาวแล้ว พี่สาวเรียบร้อย น่ารัก วางไว้ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ส่วนเธอ รู้แต่ว่าอยากเอาอะไรต้องเอาให้ได้ ถ้าไม่ได้จะกรี๊ดดังๆ เวลาเธอไปโรงเรียนเพื่อนบ้านต้องรู้หมด เพราะเธอจะถีบ เตะ ร้องไห้เสียงดังไปตลอดทางทั้งขาไปและขากลับ เธอเป็นอย่างนี้มาเป็นปีๆ
จนวันหนึ่ง เธออายุ 8 ขวบ แม่เธอจัดงานวันเกิดให้ที่บ้าน และเชิญเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาทั้งหมด เธอจำอะไรไม่ได้มากจำได้เพียงแต่ว่า เพื่อนเธอทำอะไรที่เธอไม่พอใจมากๆ และเธอก็ทำเหมือนเดิมเหมือนที่ทำกับแม่ แต่คราวนี้เป้าหมาย คือ เพื่อนๆ เธอกรี๊ด เธอด่าว่าเพื่อน เธอปาเค้ก และของขวัญลงพื้น
แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม
เพื่อนๆ ตกใจ และเงียบกริบทั้งกลุ่ม ทุกคนมองมาที่เธอ
เธอบอกว่า เธอจะไม่ลืมสายตานั้นเลย พวกเขามองเหมือนกับเธอเป็นคนไม่ดี เป็นคนไม่น่ารัก ไม่น่าคบ น่ารังเกียจ และมันทำให้เธอรู้เป็นครั้งแรกว่าทำตัวอย่างนี้ไม่ได้
จากวันนั้น เธอเปลี่ยนตัวเอง 360 องศา เปลี่ยนเป็นคนเรียบร้อย น่ารัก ไม่อาละวาด และตั้งใจเรียนสุดชีวิต เธอกลายเป็นคนสอบได้ที่หนึ่งของชั้น เป็นมิตรกับทุกคน และไม่เคยมีใครได้เห็นด้านลบของเธออีกเลย เธอเรียนเปียโน ร้องเพลง และเรียนจบด้วยเกรดที่สูงที่สุดของห้อง
แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเธอก็พบว่า คนป๊อปปูล่าร์นั้นมักเป็นคนตลก มีอารมณ์ขัน เธอก็บอกตัวเองว่า แย่จัง แค่เป็นคนน่ารักมีมารยาทดีนั้นไม่เพียงพอที่เพื่อนๆ จะรัก
เธอก็เริ่มเปลี่ยนตัวเองอีกหน คราวนี้เพิ่มมุกตลกเข้ามา แต่เธอพบว่าตัวตนของเด็กที่อาละวาดโมโหร้ายไม่ได้หายไป เธอแค่กดเด็กคนนั้นไว้ มุกตลกของเธอก็จะออกแนวโหดๆ ที่เพื่อนๆ ไม่ค่อยขำ
จากนั้น เธอเรียนจบและย้ายเข้ามาทำงานในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีคนเป็นสิบล้านคนจากคนที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน เธอพบว่า เธอไม่สามารถเป็นที่หนึ่งในสิบล้านได้ เธอเริ่มเครียดอีกครั้ง รู้สึกว่า “ตัวเธอไม่พอ” อีกแล้ว
เธออยากมีแฟนแต่ก็ไม่มีคนมาจีบ เธออายุ 24 แล้วตอนนั้น และเหงาจับใจ ในที่สุด วันหนึ่งระหว่างนั่งทำงานในออฟฟิศ แฟนหนุ่มของเพื่อนก็บอกเธอว่า เธอน่ารักนะ แต่ซับซ้อนเกินไปผู้ชายไม่กล้าจีบ
เธองงอีกครั้ง สรุปว่า ตอนนี้เธอไม่โอเคอีกแล้วเพราะเธอซับซ้อนเกินไป
เธอเริ่มเดตบ้าง และพบแฟนที่น่ารัก แต่เขาทำให้เธอโกรธมากครั้งหนึ่ง คราวนี้เธอหลุด และอาละวาดแบบที่ต้องเก็บกดมาแต่เด็ก เขาตกใจและนิ่งไป เธอนิ่งบ้าง ก้มหน้ารอให้เขาบอกว่า ผมไม่ไหวแล้วเราเลิกกัน
แต่เธอพบว่า เขาบอกว่า “ไม่เป็นไร”
เธอบอกว่า เกิดมาไม่เคยดีใจเท่านี้เลย ครั้งแรกที่คนนอกครอบครัวยอมรับตัวตนส่วนที่ดิบที่สุดของเธอ เธอพบว่ากับคนๆ นี้ เธอไม่ได้ต้องพยายามเป็นอะไรที่เธอไม่ได้เป็น และเธอก็เลยเริ่มยอมรับตัวเองมากขึ้น และเมื่อมีลูก เธอค่อยๆ สอนลูกให้จัดการกับด้านลบของตัวเองโดยไม่เก็บกดมันไว้
เมื่อเธอเล่าจบ พวกเราปรบมือให้เธอกราวใหญ่เลยค่ะ ทุกวันนี้เธอมีอาชีพเป็นโค้ชสอนการจัดการรับมืออารมณ์ผ่าน EFT หรือ Emotional Freedom Technique
คนชอบบอกว่า เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ฟังเรื่องนี้แล้วก็ต้องบอกว่า จริงเนอะ แต่อย่าอาละวาดผิดที่ผิดคนเท่านั้นเอง







