
ผู้สูงอายุไทยอาศัยอยู่กับใคร
เรื่อง : รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
นอกจากจำนวนบุตรของผู้สูงอายุในแต่ละรุ่นมีแนวโน้มจะลดลงดังที่ได้นำเสนอไปในสัปดาห์ที่แล้ว ยังพบว่าสัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเดียวกับบุตรได้ลดลงเป็นลำดับด้วย การย้ายถิ่นของบุตรน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่อรูปแบบการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ จากการศึกษาของ นภาพรชโยวรรณ และจอห์น โนเดล 2552 พบว่าผู้สูงอายุที่มีบุตรอาศัยอยู่คนละจังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจากประมาณร้อยละ 28 เมื่อปี พ.ศ. 2538 เป็นกว่าร้อยละ 35 ในปี พ.ศ. 2550 แนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชนบท สังคมไทยบุตรคือผู้ดูแลหลักของบิดามารดาสูงอายุ การที่บุตรต้องไปทำงานและอยู่คนละจังหวัดกับผู้สูงอายุ มีข้อดีคือทำให้บุตรสามารถส่งเงินกลับบ้านให้แก่บิดามารดาผู้สูงอายุได้ และที่ผ่านมาดูเหมือนว่าผู้สูงอายุเองก็พึงพอใจที่ได้รับรายได้จากการที่บุตรไปทำงานที่อื่น อย่างไรก็ตามในยามที่ต้องการคนดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดหรือในยามที่เจ็บป่วย การที่บุตรไปทำงานหรือไปอาศัยที่อื่นที่ห่างไกลออกไป ทำให้ยากที่จะได้รับการดูแลจากบุตร
การย้ายถิ่นของประชากรในวัยแรงงาน นอกจากจะทำให้มีผู้สูงอายุที่ไม่ได้อยู่กับบุตรเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นแล้ว การสูญเสียประชากรในวัยแรงงานโดยเฉพาะจากโรคเอดส์ ทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนต้องอาศัยอยู่กับหลานแต่เพียงลำพัง ซึ่งในทางประชากรศาสตร์เรียกว่าเป็นโครงสร้างครัวเรือนแบบข้ามรุ่น (Skip Generation Household) การศึกษาของ จอห์น โนเดล และนภาพร ชโยวรรณ พบว่าการอยู่อาศัยแบบข้ามรุ่นนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ สัดส่วนการอยู่อาศัยแบบข้ามรุ่นหรือมีปู่ย่าตายายอยู่กับหลานเพียงลำพัง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.5 ในปี พ.ศ. 2537 เป็นร้อยละ 14.3 ในปี พ.ศ. 2550 โดยสัดส่วนดังกล่าวสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามด้วยภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร
ใกล้ถึงวันสงกรานต์และวันผู้สูงอายุแล้ว คงเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่บุตรหลานจะได้กลับไปเยี่ยมเยียน หรือไปกราบรดน้ำขอพร ระลึกถึงพระคุณและสิ่งที่ดีๆ ที่ท่านปลูกฝังและมอบไว้ให้แก่รุ่นลูกหลาน การให้แต่เงินทองสิ่งของ คงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้สูงอายุ การสร้างความสุขให้แก่ผู้สูงอายุนั้นไม่สามารถทดแทนด้วยวัตถุทั้งหมด แต่การได้รับการยกย่อง การได้รับการเอาใจใส่ การให้กำลังใจจากบุตรหลาน เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งนักที่จะเป็นพลังของชีวิตให้กับผู้สูงอายุ อย่าลืมบุพการีในวันผู้สูงอายุ และที่สำคัญไม่ควรนึกถึงเฉพาะช่วงเทศกาลพิเศษ หรือทำกันแค่ตามประเพณีเท่านั้น แต่ควรระลึกถึงและเอาใจใส่ต่อผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าสังคมไทยจะมีบุตรน้อยลง หรือจำเป็นต้องแยกกันอยู่เนื่องด้วยภารกิจการงาน แต่หากคนไทยทุกคนยังรักษาซึ่งค่านิยมอันดีงามไว้ได้ สังคมไทยก็จะก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมั่นคงและเป็นสุข ขอกราบคารวะผู้สูงอายุไทยทุกท่าน ผู้ซึ่งเสียสละแรงกายแรงใจทำให้เรารุ่นลูกหลานมีแผ่นดินอยู่อาศัยมาจนทุกวันนี้







