
Grab&Go Breakfast กินนมเย็นๆ กับ Coffee Cake ปราศจากกาเเฟ
คอฟฟี่เค้ก อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเป็นเค้กรสกาแฟเหมือนที่ผู้เขียน
โดย...สีวลี ตรีวิศวเวทย์/ภาพ : Cookool Studio
คอฟฟี่เค้ก อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเป็นเค้กรสกาแฟเหมือนที่ผู้เขียนเคยเข้าใจในครั้งแรก เมื่อเห็นขนมชนิดนี้ใน “ชีต” หรือเอกสารการเรียนตอนเริ่มเรียนทำขนมครั้งแรก แถมยังนึกในใจว่าสูตรต้องผิดแน่ๆ เพราะขาดส่วนผสมที่เป็นกาแฟ เพิ่งมารู้ว่า จริงๆ แล้ว Coffee Cake ไม่มีกลิ่นรสของกาเเฟเลย เป็นขนมที่นิยมรับประทานร่วมกับกาแฟ สมัยโบราณดั้งเดิมตั้งเเต่ยุค 70’s ขนมชนิดนี้เป็นที่นิยมกันมากในอเมริกา เมื่อครั้งมาการีนเป็นสินค้าออกใหม่ยอดฮิต เเม่บ้านยุคนั้นจึงนิยมทำกันเป็นแฟชั่นให้ลูกกินคู่กับนมเย็นๆ ในตอนเช้า
ทดลองทำครั้งแรกก็ติดใจ เพราะมันทั้งหวาน มัน หอม อาจจะแห้งนิดๆ ด้วยลักษณะอันเหมาะสมที่จะกินคู่กับกาแฟ ที่อร่อยที่สุดคือ ความหวานๆ กรุบๆ ของส่วนแป้งครั้มเบิลด้านบน ที่หอมกลิ่นน้ำตาลทรายเเดง ถูกความร้อนจะคล้ายคาราเมลแทรกด้วยถั่วกรอบๆ ที่เลือกมาใส่
Coffee Cake มีขายตามร้านกาแฟทั่วไปในอเมริกา ทั้งพวกร้านกาแฟสาขา อย่างสตาร์บัคส์ หรือจะเป็นร้านกาแฟ แบบ Diner’s เดิมๆ ที่เสิร์ฟกาแฟคู่อาหารเช้าทั้งวัน อย่างร้านกาแฟสตาร์บัคส์สาขาในโตเกียว ก็ยังเป็น “ไอเทม” ใหม่ประจำร้าน เขาหั่นใส่ถ้วยให้ชิม ได้กลิ่นครั้มเบิลหอมคล้ายๆ ขิงเเละผิวส้มอร่อย
ในอเมริกาไม่เพียงแต่มีขายแบบสดใหม่ๆ ตามร้านกาแฟ เเละเบเกอรี่แล้ว ยังมีขายตามช่องแช่แข็งของยี่ห้อ Sara Lee แม้ว่าจะนิยมทำขนมกินเอง หรือจากร้านเบเกอรี่ที่ชอบ แต่บอกตามตรงรสชาติของเขาไม่เลวเลย ซื้อมาใส่กล่องเก็บไว้ในตู้เย็น หั่นกินวันละชิ้น กินกับกาแฟ Filter บอดี้เบาๆ อร่อยเข้าท่า อิ่มท้องพร้อมไปทำงาน
ลักษณะของ Coffee Cake คล้ายกับเค้กเนยรสเข้มข้น แทรกด้วยลายเส้นของส่วนที่เรียกว่า “Crumb” ซึ่งครั้มสูตรสมัยใหม่จะมีส่วนของ Crumb แยกกับเนื้อเค้ก เเต่ถ้าเป็นสูตรของแม่บ้านโบราณดั้งเดิม ทำโดยเริ่มผสมเนยกับน้ำตาลและแป้งนิดหน่อยเข้าด้วยกัน จากนั้นแบ่งออกมา 1 ถ้วย เพื่อใช้เป็น “ครั้ม” เติมส่วนผสมที่สำคัญ ทำให้สีสันและกลิ่นแตกต่างคือ น้ำตาลทรายแดง ให้สีน้ำตาลสวยของครั้มและกลิ่นหอมคล้ายคาราเมลเมื่ออบ แล้วจึงนำครั้มมาผสมกับส่วนผสมอื่นๆ อีก เช่น พวกเครื่องเทศ อย่างอบเชย ลูกจันทน์ ผิวมะนาว ส้ม ถั่วชนิดต่างๆ เพื่อให้หอมกรุ่นและเป็นรสชาติประจำตัวของคอฟฟี่เค้กชนิดนั้น
ต้องทดลองทำครั้งแรกหลังจากที่ร้างลาการอบขนมชนิดนี้ไปนาน ยอมรับว่าประมาทไป อบในพิมพ์ที่มีความลึกไปสักหน่อย ทำให้ได้เนื้อเค้กที่แฉะ เพราะเค้กสุกไม่ทันด้านบน และเตาอบก็เย็นไปหน่อย ต้องมั่นใจว่าเตาอบร้อนจัดตามอุณหภูมิที่กำหนดไว้ เนื่องจากส่วนผสม “ครั้ม” มีไขมันเยอะ อาจจะหลอมละลายกับเนื้อเค้กไปก่อนที่จะสุกแยกจากกัน ที่สำคัญที่สุดในการทำสูตรนี้คือ เนยจะต้องเย็น เเต่นุ่มนิดๆ ไม่ใช่เนยที่อุณหภูมิห้อง เพราะถ้าเนยเหลวเกินไปจะทำให้เค้กที่แน่น เเละส่วนครั้มที่ไม่สวย ถือว่าเป็นเค้กที่ทำยาก แต่หลังจากที่คุ้นมือและคุ้นวิธีที่ที่แตกต่างเเล้ว รับรองว่าอร่อยค่ะ
ส่วนผสม
เเป้งอเนกประสงค์ 10 ออนซ์
น้ำตาลทรายขาว 7 ออนซ์
เกลือป่น 1 ช้อนชา
เนยจืด 5 ออนซ์
ผงฟู 1 ช้อนชา
ผงเบกกิงโซดา 0.5 ช้อนชา
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 6 ออนซ์
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
ถั่วพีคาน อบกรอบ สับหยาบ 6 ออนซ์
น้ำตาลทรายเเดง 4 ออนซ์
อบเชย 1 ช้อนชา
เตรียมเตาอบที่ 190 C เเละเตรียมพิมพ์โดยการทาเนยให้ทั่วทั้งพิมพ์ ปูกระดาษที่ก้นพิมพ์ แล้วร่อนแป้งให้ทั่ว พักไว้
ขั้นตอนแรก คือ เริ่มต้นทำส่วนของ “เบส” ก่อน โดยผสมแป้ง น้ำตาลและเกลือเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่เนยลงไป แล้วใช้หัวตีตะกร้อตีให้เข้ากัน จะได้ลักษณะเป็นก้อนๆ เกาะกัน คล้ายๆ ดินแฉะ แยกออกมา 1 ถ้วยตวง เป๊ะ ไม่กดพิมพ์ (พยายามอย่าตีเกินนะคะ ถ้าเกินแล้วเนยจะยิ่งนุ่ม ไม่ดี)
ขั้นที่สอง คือ ทำส่วนของเนื้อเค้ก โดยใส่ผงฟูและเบกกิงโซดาลงไปใส่โถตีที่ยังมีส่วนผสมแป้งอยู่ ตีให้เข้ากันจนนุ่มเบาขึ้น โยเกิร์ต ไข่ไก่ และวานิลาที่ผสมเข้ากันไว้แล้วลงไป ใช้เครื่องตีจนกว่าส่วนผสมจะเข้ากัน ประมาณ 1-2 นาที ไม่ควรเกินนี้ เพราะเค้กจะแข็ง ลักษณะของแบทเทอร์ที่ได้จะเงางาม
ทำส่วนของ “ครั้ม” โดยนำส่วนผสมที่แยกออกมาใส่น้ำตาลทรายแดง ถั่วเเละอบเชยลงไป คนให้เข้ากัน
ตักส่วนผสมใส่ลงพิมพ์ ทำได้ 2 แบบ คือ ใส่แบทเทอร์ลงพิมพ์ แล้วโรยด้วยส่วนครั้ม ด้านบน หรือจะใส่แบทเทอร์ลงไปครึ่งหนึ่ง แล้วใส่ครั้มครึ่งหนึ่ง แล้วเติมแบทเทอร์สลับกับครั้มอีกชั้น โดยครั้มอยู่ด้านบน
อบประมาณ 45 นาที แล้วปรับอุณหภูมิเป็น 180 C อบต่ออีกประมาณ 25-30 นาที หรือจนสุก ทดสอบโดยการใช้ไม้จิ้มลงไม่มีเศษเค้กติดขึ้นมา นำออกมาพักไว้ให้เย็นตัวลงสนิท ก่อนตัดเป็นชิ้นๆ







