
วรวีร์...ประมุขลูกหนังเอเชีย???
เรียกเสียงฮีอฮาในวงการฟุตบอลไทยกันเลยทีเดียว เมื่อ “บังยี”
โดย...ราชันเบอร์ 23
เรียกเสียงฮีอฮาในวงการฟุตบอลไทยกันเลยทีเดียว เมื่อ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี รักษาการนายกลูกหนังไทย ตัดสินใจกระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) วันที่ 2 พ.ค. ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย
เหตุที่ต้องเลือกประมุขลูกหนังเอเชียคนใหม่ เนื่องมาจาก โมฮัมเหม็ด บิน ฮัมมัม ประธานเอเอฟซีคนเก่า พ้นจากตำแหน่งเมื่อปลายปี 2555 หลังถูกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ตัดสินลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลตลอดชีวิต กรณีบอร์ดบริหารชาวกาตาร์มีความผิดจริงในคดีติดสินบนให้กับสหภาพฟุตบอลแคริบเบียน ในการประชุมที่ตรินิแดดและโตเบโก เมื่อปี 2011 ในการเลือกตั้งประธานองค์ลูกหนังโลกแข่งกับ เซปป์ แบลตเตอร์ ประธานคนปัจจุบัน
การก้าวมาลงชิงตำแหน่งประธานเอเอฟซีของ “บังยี” ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแนวคิดของตัวเอง แต่เป็นมติมาจากชาติสมาชิกในอาเซียน สหพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน หรือเอเอฟเอฟ โดยท่านสุลต่าน อาหมัด ชาห์ ประธานเอเอฟเอฟ ที่ยกมือสนับสนุนให้ “Worawi” สู้เพื่อศักดิ์ศรีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“ผมเดินทางไปทั่วทวีปบ่อยครั้งและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ย่อมรู้ดีว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้กับเอเอฟซี เพื่อช่วยให้วงการฟุตบอลเอเชียก้าวหน้า ผมอยากขอบคุณเพื่อนๆ สมาชิกที่อยู่เคียงข้างผม และทำให้ผมมั่นใจว่า จะมีคะแนนสนับสนุนทั้งหมดจากสมาชิกของอาเซียน มันสำคัญมาก ผมกำลังเดินทางไปพบปะคนมากมายและได้รับการตอบรับที่ดี” วรวีร์ กล่าวหลังจากประกาศตัวลงสมัครประธานเอเอฟซี
นอกจากตัวแทนจากประเทศไทยแล้วยังมี 3 ผู้ท้าชิงได้แก่ ดร.ฮาเฟช อัล มาเรจ (ซาอุดีอาระเบีย), ชีค ซามาล บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา (บาห์เรน) และ ยูซูฟ อัล เซอร์คัล (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ซึ่งรายสุดท้ายถือเป็นคู่แข่งคนสำคัญ
สร้างเว็บไซต์โปรโมตตัวเอง
“บังยี” สร้างเว็บไซต์ส่วนตัวขึ้นมาเพื่อบรรยายคุณสมบัติและนโยบายของตนเอง เป็นการโปรโมตและหาเสียงผ่านโลกออนไลน์ ใช้ชื่อเว็บไซต์ว่า www.worawimakudi.com รายละเอียดของเว็บไซต์มีรูปหน้าตาของ “บังยี” ที่คัดสรรมาอย่างหล่อ พร้อมมีข่าวสารเกี่ยวกับการทำงานของตัวเองให้ได้ติดตามมากมาย แต่เมื่อไปเทียบกับเว็บไซต์ของสมาคมฟุตบอลฯ www.fat.or.th กลับพบความแตกต่างราวฟ้ากับดิน เพราะไม่มีความเคลื่อนไหวของสมาคมฟุตบอลฯ นอกเหนือข่าวสารจากสื่อกีฬาของไทย
จุดแข็งอาเซียนกับเอเชียกลางหนุน
“บังยี” ได้เปรียบคู่แข่งจากชาติตะวันออกกลาง มีฐานเสียง 11 ชาติในชาติอาเชียนรวมกับออสเตรเลีย อีกทั้งมีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเอเชียใต้อย่าง อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน เป็นแกนนำสนับสนุน
นอกจากนั้น ยังมีเอเชียกลางอย่าง อุซเบกิสถาน เป็นแกนนำชักจูงคะแนนเสียงอย่าง ทาจิกิสถาน,เติร์กเมนิสถาน คีร์กีซสถาน
ส่วนพวกเอเชียตะวันออก เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ยังเลือกข้างว่าจะให้เสียงฝั่งไหน แนวโน้มคือหนุนตะวันออกกลาง
ข้ามไปเอเชียตะวันตกแถบถิ่นทะเลทราย ที่โดยปกติ “บังยี” จะซี้ย่ำปึ้กกันมากในหลายๆ ประเทศ ถ้าเลือกตั้งฟีฟ่ายังพอทำเนา แต่ชิงประธานเอเอฟซีน่าจะลำบาก แต่เชื่อว่า “บังยี” น่าจะมีคะแนนเสียงประมาณ 25 เสียง เกินครึ่งของคะแนนเสียงที่มี 46 ชาติในเอเชียที่มีสิทธิเลือกตั้งประธานเอเอฟซี
คู่แข่งมีจุดอ่อนคือเสียงแตก
ส่วนคู่ต่อสู้จากทางฝั่งตะวันออกลาง มีผู้สมัครจากบาห์เรน คือ ชีค ซามาล บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา ซึ่งเป็นนายกสมาคมฟุตบอลบาห์เรนอยู่ด้วย
อีกราย ดร.ฮาเฟช อัล มาเรจ เป็นคนสนิทของ โมฮัมเหม็ด บิน ฮัมมัม และมีตำแหน่งประธานกรรมการด้านสิทธิประโยชน์และการตลาดของเอเอฟซีรวมอยู่ด้วย แต่คนที่น่ากลัวที่สุดคือ ยูซูฟ อัล เซอร์คัล ชาวยูเออี ซึ่งเป็นนายกสมาคมฟุตบอลของยูเออีเช่นกัน และทำงานในเอเอฟซีมากว่า 20 ปี
เป็นผู้สมัครอีกรายที่หลายคนรู้ดีว่ามีความสนิทสนมกับบินฮัมมัม ประธานเอเอฟซีคนก่อนเป็นพิเศษ เรียกว่าคุ้นเคยกับองค์กรนี้อย่างยาวนาน ทว่าจุดอ่อนของ 3 ผู้ท้าชิงจากตะวันออกกลาง คือ “เสียงแตก”
โดยเฉพาะ ชีค ซามาล บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา กับ ฮาเฟช อัล มาเรจ 2 คนนี้กลายเป็นตัวปัญหาให้เสียงจากตะวันออกกลางแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า
แทนที่จะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันในการให้ชาติสมาชิกเลือกคนใดคนหนึ่ง กลายเป็นว่าจะแชร์คะแนนกันเอง
ทำให้โอกาสจะตกมาอยู่ที่ฝั่ง “บังยี” น่าจะใช้จุดนี้เป็นจุดแข็งของตัวเอง
ชูนโยบายเด่นสร้างวิทยาลัยฟุตบอล
1.ช่วยเหลือประเทศยากจนในเอเชีย (46 ประเทศ) และยกระดับมาตรฐานการเล่นฟุตบอล โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้งบประมาณของเอเอฟซี เป็นคอนเซปต์เกี่ยวกับการช่วยเหลือเพื่อนบ้าน เพราะหากทุกประเทศเล่นฟุตบอลด้วยทักษะชั้นสูง ในอนาคตทีมแชมป์ฟุตบอลโลกอาจจะเป็นทีมจากเอเชียบ้าง
2.สร้างวิทยาลัยฟุตบอลเอเชีย โดยมีโปรแกรมเรื่องฟุตบอลโดยเฉพาะ รวมถึงเรียนรู้เรื่องการแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา กฎหมายเกี่ยวกับกีฬา และจะสร้างงานให้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษา
3.พัฒนาเยาวชนในระดับรากหญ้า โดยมีแหล่งเงินทุนแบบเต็มที่ ไม่ใช่เป็นการบริจาคหรืออุดหนุน
ขั้นตอนและวิธีการเลือก
เสียงจากชาติสมาชิกในเอเชียมี 46 เสียง จะให้ทุกชาติลงคะแนนเสียง โดยใครที่ได้รับคะแนนตั้งแต่ 24 เสียงขึ้นไป จะได้เป็นประธานเอเอฟซีทันที หากมีผู้สมัครเกิน 2 คน จะมีการลงคะแนนเสียงโดยผู้ที่มีคะแนนน้อยที่สุดจะถูกตัดออก และมีการเลือกอีกครั้งกระทั่งเหลือ 2 คนสุดท้าย
สำหรับ 46 ชาติที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ประกอบไปด้วย ไทย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีเหนือ อุซเบกิซสถาน อิหร่าน อิรัก จอร์แดน จีน ยูเออี กาตาร์ เกาหลีใต้ โอมาน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต บาห์เรน เติร์กเมนิสถาน เลบานอน ทาจิกิซสถาน เวียดนาม ซีเรีย ฟิลิปปินส์ ปาเลสไตน์ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย มัลดีฟส์ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ เยเมน อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ไต้หวัน ลาว เนปาล มองโกเลีย กัมพูชา กวม บรูไน ติมอร์เลสเต อัฟกานิสถาน ศรีลังกา มาเก๊า คีร์กิซสถาน ภูฏาน
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวผมเอาใจช่วยให้ “บังยี” พิชิตตำแหน่งประธานเอเอฟซีให้ได้ เพราะหากครองเก้าอี้ตัวนี้เมื่อไหร่ เรียกว่าเป็นโอกาสทองของวงการฟุตบอลบ้านเราอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ หากได้เก้าอี้ประธานเอเอฟซีแล้ว ผมอยากให้ “บังยี” สละเก้าอี้นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพราะคงไม่ใช่เรื่องดีแน่หากจะควบสองตำแหน่ง
เพราะที่ผ่านมาแค่ตำแหน่งเดียว ยังไม่มีเวลาให้เลยครับท่าน เวลาจะถามหาความจริงอะไรแต่ละที ยากเหลือเกินครับ เพราะคนที่ต้องทำงานแทน คือลูกน้องที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไรเลย
คงดีไม่น้อย หากเลือกประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
งานทุกอย่างจะราบรื่นและคล่องตัว
รวมถึงฟุตบอลไทยจะก้าวไกลไปมากกว่านี้







