
มุกประกายดาว กฤตพร มณฑีรรัตน์
ผมว่าถ้าเกิดมีใครสักคนบ่นว่าโสด ก็คงต้องนึกถึงเพลง “ยังโสด”
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ ประกฤษณ์ จันทวงษ์
ผมว่าถ้าเกิดมีใครสักคนบ่นว่าโสด ก็คงต้องนึกถึงเพลง “ยังโสด” ของวงโอลีฟส์ ที่ฟังติดหูจนถึงวันนี้ และหนึ่งในเสียงร้องใสๆ นั้น ก็คือ น้องมุกกฤตพร มณฑีรรัตน์ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชั้นปีที่ 1 และจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ในอีก 1 เดือนข้างหน้า
เป็นนักร้องทำไมเลือกวิศวะ?
น้องมุก มาในมาดสาวน้อยที่มีบุคลิกมั่นใจสูง แต่ยังมีรอยยิ้มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง นี่ก็เพราะเธอเริ่มเข้าวงการตั้งแต่เรียนอยู่ ม.3 ที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จึงเริ่มทำงานก่อนเพื่อนๆ ทั้งที่อยู่ในวัยเล่นวัยเรียน มุกบอกกับพี่ๆ ว่า เป็นคนที่ไม่ชอบทำงานในออฟฟิศ ชอบทำงานที่อยู่ข้างนอก ได้เดินทาง มีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้แก้ไข ได้ปฏิบัติมากกว่า เราเลยเลือกที่จะมาเรียนวิศวะ แล้วที่เลือกวิศวะอุตสาหรกรรม เพราะว่าเป็นสาขาวิชาที่กว้างสามารถทำงานได้หลากหลายพอสมควร
อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ตอนเรียน ม.ปลาย เราเลือกเรียนมาทางสายวิทย์วิศวะ ตั้งแต่ ม.4 คือเราเลือกมาชัดเจนเลย เราก็จะได้รู้แนวทางว่าเราจะตั้งใจเรียนอะไรจริงๆ จึงศึกษาว่าวิศวะมีอะไรบ้าง ที่ไหนมีอะไรเรียนอย่างไรบ้างมาตั้งแต่ ม.4 ตอนแรกชอบวาดรูป เลยคิดว่าจะไปทางด้านสถาปัตย์ แต่พี่สาวเรียนสถาปัตย์อยู่แล้ว พ่อก็บอกว่าไม่ต้องไปเรียนเหมือนกันก็ได้ เราเลยเลือกเรียนมาอีกทางที่คิดว่าเราชอบ และก็ต้องทำให้ได้ดีเพื่อพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่า เมื่อเราฉีกแนวจากที่พ่อคิดมาแล้วเราก็ต้องทำให้ได้ดี และตอนเลือกเข้าที่ลาดกระบังก็ได้โควตาโครงการช้างเผือกอีกด้วย
พอเข้าปี 1 ต้องปรับตัวเรื่องการเรียนอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่ามีความสุขที่ได้มาเรียนที่นี่ สังคมที่นี่ดีมาก เพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง เป็นสังคมที่อบอุ่นดูแลกันดี อย่างวิชานี้เราเรียนไม่ได้ ก็ช่วยๆ กัน และสิ่งที่เราได้จากการเรียนก็สามารถประยุกต์ในชีวิตประจำวันรวมทั้งการบริหารในเรื่องอื่นๆ
แบ่งเวลาเรียนอย่างไรเมื่อทำงานไปพร้อมกับเรียน
เมื่อเป็นศิลปินที่ต้องออกงานอยู่เป็นประจำเรื่องการแบ่งเวลาเรียนนั้นสำคัญที่สุด น้องมุกเล่าถึงตารางการเรียนและการทำงานของเธอว่า “ไม่รู้สึกติดขัดมากนัก เพราะทำงานในแกรมมี่ตั้งแต่อยู่ ม.3 เราก็ต้องฝึกตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราต้องเริ่มทำงานก่อนเพื่อนๆ เวลาอ่านหนังสือเรียนก็ต้องอ่านก่อนเพื่อน เวลาเรียนเราน้อยกว่าก็จริง แต่เราก็ต้องอ่านหนังสือให้มากกว่าเช่นกัน ทุกอย่างทำให้เราสามารถปรับได้ รู้จักว่าเวลาไหนคือเวลางาน ช่วงไหนคือเวลาเรียน
ต้องลำดับความสำคัญของงาน ซึ่งการเรียนต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ก็โชคดีที่พี่ๆ ทีมงานเขาเข้าใจและก็ช่วยเราได้มาก ต้องแชร์เรื่องตารางเวลาเรียนกับบริษัท ว่าวันเวลาที่เราไปทำงานได้หรือไม่ได้ ก็มีบางงานที่ให้เราเลือก แต่บางงานก็ต้องดูด้วยว่าเราควรไปจริงๆ” มุก เล่าเรื่องตารางเวลาการเรียนและทำงานของเธอ ซึ่งความรู้สึกเหมือนได้คุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ทำงานมานานหลายปี ไม่ใช่เด็กสาวที่เพิ่งสลัดคราบเด็กมัธยมเหมือนเพื่อนๆ คนอื่น
น้องมุกทิ้งท้ายว่า เวลาที่เราเจอปัญหาเราท้อโดยเฉพาะช่วงใกล้สอบ ก็คิดเหมือนกันว่าทำไมเราทำไม่ได้สักที ทำไมเด็กวัยรุ่นอย่างเราต้องมาทำอะไรเยอะขนาดนี้ อยากออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ อยากอ่านหนังสือติวกับเพื่อน ตอนนั้นใกล้สอบแล้วยังทำข้อนี้ไม่ได้
พ่อก็ให้คำแนะนำว่า ทำไมเราไม่คิดอีกแง่หนึ่งว่าเราโชคดีที่เราได้รับโอกาสนี้มา ดูจากประกวดต่างๆ คนประกวดเป็นพันเป็นหมื่นกว่าเขาจะได้รับโอกาสนี้ แต่เราอยู่ดีๆ ไปออดิชั่นก็ได้รับ โอกาสมาแล้วเราก็คว้าไว้ ถ้าเราสู้ไม่ไหวจริงๆ ไม่ถึงตายอ่อนเปลี้ยเสียขา เราก็ต้องทำต่อไป แล้วเราก็ยังเด็กอยู่ยังมีแรงทำตรงนี้ได้อยู่แล้ว เมื่อเรามีโอกาสก็ต้องทำให้ดีที่สุดทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน แล้ววันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน.







