posttoday
คนเห็นธรรม ‘วิรไท สันติประภพ’

คนเห็นธรรม ‘วิรไท สันติประภพ’

27 เมษายน 2556

ในยุคที่ตำแหน่งหน้าที่การงาน คือความมุ่งมาตรปรารถนาสูงสุดของ

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์ รูป : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในยุคที่ตำแหน่งหน้าที่การงาน คือความมุ่งมาตรปรารถนาสูงสุดของคนหนุ่มสาว ห้วงเวลาเดียวกัน “ก็” ชื่อเล่นที่เรียกขานในกลุ่มเพื่อน ชายหนุ่มวัย 43 ปี อดีตบอสผู้มีหน้าที่การงานใหญ่โตในตลาดเงินตลาดทุน กลับเห็นความสำคัญของการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเพื่อความร่มเย็นของชีวิต

วันนี้หัวใจคุณก็เปิดประตู 4 ห้องแด่พระธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธ

สำหรับคนสนิทและเพื่อนในโลกเสมือน “เฟซบุ๊ก” อาจเห็นรูปที่คุณก็นำภาพขึ้นโพสต์บ่อยครั้ง ทั้งการสวดมนต์ทำวัตรเย็นตามวัด หรือการปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ

หลายคนอาจประหลาดใจระคนสงสัยว่า เหตุใดในวัยคนหนุ่มที่มีพลังงานล้นเหลือกลับไม่รีบไขว่คว้าตำแหน่งการงาน แต่เลือกใช้เวลาปฏิบัติธรรมและทำกิจกรรมเพื่อสังคม

คุณก็ เล่าว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกบ่มเพาะขัดเกลาตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากวิถีชีวิตในวัยเด็ก บ้านที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากวัด คุณยายชอบทำบุญ จึงมีโอกาสติดสอยห้อยตามคุณยายเข้าวัด มีโอกาสได้เรียนสมาธิภาวนาครูบาอาจารย์ กระทั่งได้กลับมาสนใจพระพุทธศาสนาอีกครั้งตอนเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

“เมื่อก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอีเมล ต้องอยู่คนเดียว อยู่กับตัวเอง การเรียนหนักทำให้ความทุกข์เยอะ ต้องพึ่งตัวเองสูงมาก ผมเลยสนใจพระพุทธศาสนาในทางที่เป็นปรัชญาชีวิต เป็นแนวทางของชีวิต ช่วงนั้นได้ติดตามอ่านงานพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ ท่านเป็นฝรั่งที่สนใจในพระพุทธศาสนา เพราะท่านได้ผ่านชีวิตมาก่อนที่จะบวชพระ ปัญหาหลายอย่างที่ท่านผ่านมาก็จะคล้ายกับที่เราเจอ ตอนนั้นไม่ได้ปฏิบัติมากเท่าไร แต่เป็นการอ่าน อ่านเพื่อหาคำตอบ เพื่อให้เห็นว่าปัญหาของเราไม่ได้เป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัส ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่เราต้องมีวิธีคิดวิธีมองให้ถูกต้อง”

จุดเริ่มต้นตรงนั้นเองทำให้มีความสนใจในพระพุทธศาสนาเรื่อยมา กระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตอนเปลี่ยนงานจากธนาคารไทยพาณิชย์มาอยู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 1 เดือนที่ว่างจากการทำงานจึงตัดสินใจบวช 15 วัน ที่วัดป่าม่วงไข่ จ.เลย ถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต ได้รู้จักการปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจังโดยไม่มีข้อกังวลใด

ปกติก่อนหน้าที่จะบวช คุณก็เป็นคนเข้าคอร์สสมาธิภาวนา 37 วัน บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่ฝึกสมาธิภาวนาก็ยังมีความกังวลเรื่องงานทุกครั้งไป ต่างจากการไปบวชครั้งแรกของชีวิตที่ทำให้ตัวเองได้อยู่กับธรรมชาติ ได้อยู่กับตัวเอง ได้เห็นประโยชน์จากการทำสมาธิภาวนา และการบวชครั้งนั้นทำให้เข้าใจว่า “พุทธศาสนาเป็นเรื่องของจิต”

คุณก็อธิบายว่า สมัยเรียนปริญญาเอกได้อ่านหนังสือธรรมะ เพราะเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาจะช่วยให้คำตอบชีวิต แต่เมื่อได้มาปฏิบัติจึงรู้ว่าพุทธศาสนาอธิบายเรื่องของจิต ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับกาย ถึงประโยคนี้คุณก็ใช้คำว่า “ชีวิตเราไม่มีอะไรเลย ชีวิตเรามีแค่จิตกับกาย อย่างอื่นเป็นเรื่องสมมติ”

การฝึกสมาธิภาวนานั้น โดยหลักแล้วต้องทำทุกวัน เพราะเป็นการพัฒนาจิตที่ต้องมีความต่อเนื่อง ในช่วงนี้พยายามทำให้ได้ทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เป็นการนั่งภาวนาในยามเช้าเมื่อตื่นนอน ช่วงเวลาที่สดชื่นที่สุดก่อนเริ่มต้นชีวิตในวันใหม่

จริงแล้วปัจจุบันคุณก็มีหน้าที่การงานหลายแห่ง ทั้งงานธุรกิจ วิชาการ งานมูลนิธิ งานช่วยสังคม และงานองค์กรต่างประเทศ แต่สาเหตุที่ไม่ต่อสัญญาในตำแหน่งรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะมองว่าสิ่งหนึ่งที่หาไม่ได้เลยในชีวิตคือ สภาพสังขารกับเวลาที่หมดไปทุกวัน นอกนั้นชีวิตคนเราสามารถหาได้หมดทั้งงานและเงิน เรียกได้ว่านี่คือธรรมะเบื้องต้น

“เมื่อเรามีความมั่นคงในชีวิตระดับหนึ่ง เวลาเราหมดไป สังขารเราหมดไป นั่งมาก เอว ขา ก็เมื่อย ผมก็เลยอยากหาความสมดุลให้ชีวิตมากขึ้น เพราะเวลาเราทำงาน เวลาไม่ได้เป็นของเราเอง เราใช้เวลากับการประชุมและเรื่องของคนอื่น จนเราไม่สามารถบริหารจัดการเวลาเราได้เอง พระอาจารย์อารยะวังโส ท่านเคยเตือนสติหลายครั้งว่า ชีวิตเรา เราเลือกได้ นี่เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเราเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร เราจะจัดสมดุลในชีวิตเราได้เอง” คุณก็ อธิบายน้ำเสียงเนิบเย็น

คำถามยอดฮิตคือ แล้วคุณก็ได้อะไรกับชีวิตจากการนั่งสมาธิภาวนาทุกวัน ถึงคำถามนี้คุณก็สามารถเรียงลำดับขั้นการตอบข้อดีให้เห็น จนรู้สึกได้เลยว่านี่คือผลของผู้ที่มีสติอยู่กับตัวในการพูดทุกช่วงขณะ

คุณก็ บอกว่า ข้อแรก ทุกวันนี้สามารถนอนหลับได้สนิท จะหลับเมื่อไร ที่ไหน ก็หลับได้ แม้จะต้องเดินทางด้วยเครื่องบินไปหลายประเทศก็ไม่เคยมีปัญหาร่างกายปรับเวลาการนอนไม่ได้ เชื่อว่านี่คือผลของการสมาธิภาวนาทำให้จิตสงบได้ ร่างกายก็พักผ่อนได้ดี

“ถ้าเรายอมรับว่าจิตเป็นตัวกำหนดชีวิตเราค่อนข้างมาก จิตก็จะสามารถกำหนดพฤติกรรมของเรา ถ้าเราสามารถควบคุมสภาวะจิตของเราได้ และจะดีขึ้นมหาศาล เพราะบางครั้งเราเสียเวลากับการต้องมาตามแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เราทำไปโดยขาดสติ ตามจิตไม่ทัน”

ข้อสอง ร่างกายยังมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การทำงานดีขึ้นมาก หลังจากฝึกนั่งสมาธิภาวนาทุกวันเห็นผลชัดว่าสามารถนั่งประชุมได้ดึกดื่นอย่างมีสติ ไม่อ่อนล้าง่าย ไม่วิตกกังวล เพราะมีการจัดลิ้นชักในหัว เป็นการจัดลิ้นชักความคิด รู้ว่าเมื่อใดควรเปิดลิ้นชักใด

“การไม่เสียเวลาไปกับความวิตกกังวลใจ จะทำให้เรามีพลังงานเก็บไว้ใช้ยามทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะชัดเจน ทุกอย่างที่พูด รู้ว่าต้องการพูดอะไร ต้องการสื่อสารอะไร พูดกับลูกค้า พูดกับลูกน้อง สิ่งเหล่านี้จะมีความชัดเจนมากขึ้น” คุณก็ อธิบาย

ข้อสาม ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญคือ ทำให้ “วาง” ได้ง่าย ในภาวะที่สังคมมีความขัดแย้งมากขึ้น สังคมรุนแรงมากขึ้น ใช้ความรุนแรงเข้าหากัน พระพุทธศาสนาจะทำให้เราเข้าใจตัวเรา และเข้าใจผู้อื่น แล้วปล่อยวาง ดั่งคำสอนของพระพุทธศาสนา พรหมวิหาร 4 ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เดิมเราอาจมองแต่ตัวเรา เอาตัวเราเป็นส่วนใหญ่ แต่ในทางกลับกันโลกจะเปลี่ยนแปลงมากถ้าเราปรารถนาดีต่อผู้อื่น และจะเป็นความสงบภายใน

คุณก็ยกคำกล่าวที่ว่า “หากเรามองน้ำที่มีอยู่ครึ่งแก้วว่าแท้จริงแล้วมีน้ำตั้งครึ่งแก้ว ไม่ใช่ขาดไปตั้งครึ่งแก้ว เราก็ไม่ต้องวิ่งหา เพราะเราพอเพียง พอใจ ในสภาพที่เรามี องค์ดาไล ลามะ ได้สอนมากเรื่องความสงบพอเพียงภายใน” เฉกเช่นเดียวกับสังคม คนเราจะวิ่งหาตำแหน่ง วิ่งหาความก้าวหน้าตลอดเวลา แต่หากคนรุ่นใหม่ฝึกทำสมาธิภาวนา จะทำให้รู้จักความพอ ความสงบภายใน ทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน การภาวนาจะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงได้มาก

และข้อสุดท้าย การปฏิบัติธรรมทำให้กล้าทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ไม่ยึดติด ไม่กังวลว่าต้องทำเพื่อเอาใจใคร เพื่อนหลายคนท้วงติงด้วยความเป็นห่วงหวังดีว่า บทความที่เขียนส่วนใหญ่แรง ผู้มีอำนาจอาจไม่พอใจ แต่พระพุทธศาสนาสอนให้คนมีอิสรภาพทางความคิด พุทธศาสนาสอนให้กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทวนกระแสได้ ซึ่งเป็นหลักในใจของตัวเองอยู่แล้วว่า หากเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็ต้องกล้าแสดงความคิด โดยไม่ติดเงื่อนไขทางสังคม หรือคอยเอาใจใคร

“การจะแก้ปัญหาของประเทศมีหลายวิธี ผมเชื่อว่าวิธีหนึ่งที่จะเป็นคำตอบคือ หากคนไทยหันมาภาวนามากขึ้น หาความสุขความสงบภายในใจ จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันในเรื่องต่างๆ ได้ บริโภคนิยม หรือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นกันอยู่ กระทั่งการรับอามิสสินจ้าง รับใช้ผู้มีอำนาจในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเรารู้จักพอ เราจะเอาเรื่องที่ถูกต้องเป็นหลักไว้ก่อน และจะทำให้เราเข้าใจเพื่อนร่วมประเทศมากขึ้น ปรารถนาดีต่อกัน แม้บางเรื่องจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ตอนนี้สังคมไทยเป็นสังคมจับผิดซึ่งกันและกัน มุ่งที่จะชนกัน อย่างไรก็ดีความปรารถนาดีต้องอยู่บนความคิดที่ถูกต้อง”

สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ในสังคมไทยคือ คนชอบเอาทุนนิยมครอบพระพุทธศาสนา จึงกลายเป็นพุทธพาณิชย์ เมื่อคนในสังคมนำเรื่องเล็กที่คุ้นเคยมาครอบธรรมะซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากก็จะเกิดปัญหา ทางกลับกันหากนำพระพุทธศาสนามาครอบทุนนิยม ก็จะเกิดทุนนิยมที่เป็นธรรม คือทุนนิยมที่มีภูมิคุ้มกันจากวิกฤตต่างๆ ที่ผ่านมาวิกฤตเกิดจากความโลภ ความไม่สมเหตุสมผล คนจึงควรเข้าใจแก่นพระพุทธศาสนา

คุณก็ย้ำว่า พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่วิเศษมาก สามารถอธิบายธรรมชาติของชีวิต เป็นศาสตร์ที่เป็นองค์รวมของศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ในปีนี้พระพุทธศาสนามีอายุเกิน 2,600 ปี แทบไม่มีศาสนาใดที่มีอายุเกินพระพุทธศาสนานอกจากศาสนาฮินดู นี่จึงบอกได้ว่าพระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะความพิเศษของตัวเอง ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่อยู่ถึงอายุ 2,600 ปี หรือถ้าจะมีก็น้อยมาก

“พระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะความพิเศษของพระพุทธศาสนาเอง เป็นหลักธรรมชาติของกายและจิตที่จะช่วยให้คนพ้นทุกข์ ทุนนิยมที่เราหลงกันอยู่ อดัม สมิธ ผู้บุกเบิกทุนนิยม ก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 240 ปี แต่หลักพระพุทธศาสนาอยู่มา 2,600 ปี เป็นหลักที่ผ่านกระบวนการทางสังคมเศรษฐกิจมาทุกรูปแบบ ผมคิดว่าไม่ถูกต้องที่คนชอบนำศาสตร์สมัยใหม่มาครอบพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาเป็นองค์รวมอธิบายชีวิต” นี่คืออีกมุมของคุณก็ในแนวเศรษฐศาสตร์พัฒนา

คุณก็ได้ทิ้งท้ายด้วยว่า คนเราจะสนใจธรรมะนั้น บางคนต้องเจอทุกข์ก่อนจึงสนใจ แต่หากเราสนใจธรรมะก่อน เมื่อเราเจอเหตุการณ์ไม่พึงปรารถนา เราจะไม่เป็นทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าเราจะเจออะไรในชีวิต ยามนั้นเมื่อเราเจอทุกข์ เราอาจไม่อยู่ในสภาพที่จะศึกษาธรรมะแล้วก็ได้ แล้วจะเสียใจว่าทำไมไม่คิดที่จะศึกษาธรรมะและปฏิบัติภาวนามาก่อน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท