
เพื่อนบ้าน
การอยู่รวมกันเป็นสังคมก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะมนุษย์เราอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายคงลำบาก
โดย...ปู โลกเบี้ยว
การอยู่รวมกันเป็นสังคมก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะมนุษย์เราอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายคงลำบาก บางคนอาจจะคิดว่าฉันสามารถ ฉันไม่ชอบยุ่งกับใคร ฉันไม่ต้องพึ่งพาใครก็ได้ มันก็ได้อยู่หรอกเพราะคุณไม่ชอบยุ่งกับใคร แต่ไม่นานยังไง้ยังไงก็ต้องมีบุคคลหรือเหตุการณ์ที่เข้ามายุ่งกับคุณอยู่ดีนั่นแหละ ในเมื่อโลกมันเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็ควรจะมีมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์คนรอบข้าง บ้านใกล้เรือนเคียง เมื่อเวลาที่เราทุกข์ร้อนพวกเขาอาจเป็นตัวช่วยสำคัญของเราก็ได้ และตัวเราเองก็ควรมีน้ำจิตน้ำใจในการช่วยเหลือเพื่อนบ้านบ้าง ไม่ต้องถึงกับไปวุ่นวายกับชีวิตใครเขาหรอก เพียงแค่รอยยิ้ม คำทักทายเบาๆ ไม่ไปหาเรื่องอิจฉาริษยาเขาก็เพียงพอแล้วล่ะ
ปูเคยฟังพระท่านเทศน์ว่าเพื่อนบ้านสำคัญยิ่งกว่าญาติพี่น้องซะอีก เพราะเพื่อนบ้านต้องอยู่ติดกับเราไปจนตาย ในขณะที่ญาติพี่น้องนั้น นานน้านจะมาเยี่ยมมาหาสักทีไม่ได้อยู่กับเราทุกวันทุกคืนเหมือนเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นเราจึงควรญาติดีกันไว้กับเพื่อนบ้านนั่นแหละ บางบ้านก็โชคดีข้างบ้านหลังบ้านไม่มีใครอยู่ เราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับใคร แต่ถ้าเรากลัวจะมีเรื่องมีราวกับคนข้างบ้านก็กั้นรั้วให้มันสูงซะหน่อยจะได้ไม่เห็นหน้ากัน นานๆ ค่อยเสวนาพูดคุยกันก็ได้ถ้าไม่อยากเห็นหน้าเขาทุกวัน เพราะบางคนแค่เห็นหน้ากันบ่อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นการเขม่นกันขึ้นมาซะเฉยๆ เลยก็ได้ยังไงล่ะ
ในหมู่บ้านปูก็เหมือนกัน โดยปกติแล้วปูจะเสวนาพูดคุยกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ โดยเฉพาะในบริเวณซอยที่เราอาศัยอยู่ ซอยอื่นก็พูดคุยยิ้มให้ตลอด เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็คือคนในหมู่บ้านเดียวกัน เพื่อนมนุษย์เหมือนกัน แต่เมื่อไม่นานมานี้ความรู้สึกดีๆ มีมนุษยสัมพันธ์ของปูก็ต้องหายไปโดยอัตโนมัติเพราะเหตุการณ์หนึ่งล่ะ มีมาเฟียหมู่บ้านนางหนึ่ง พวกรวยมีกะตังค์ไง บ้านไหนขายตรูซื้อหมดเลยทำให้มีบ้านในหมู่บ้านเยอะ พยายามวางตัวให้ดูดีในสายตาชาวบ้าน ปฏิบัติธรรมวางมาดเป็นคุณนายตลอดเวลา ผู้คนก็ไม่รู้จริงใจอ่ะป่าวนะ ดูเหมือนจะเกรงใจเขา แต่พอลับหลังก็เอาเขามานินทาว่าไม่ปกติ เห็นแก่ตัว เอาทางกลับรถในหมู่บ้านมาเป็นบริเวณบ้านตัวเองซะงั้น เป็นต้น
ชาวบ้านเมาท์ว่านางนิมนต์พระธุดงค์เข้ามาสวดไล่สิ่งชั่วร้ายที่บ้านของนางกว่า 40 รูป เรียกว่าปิดซอยกันเลยล่ะ ตอนแรกปูก็ไม่รู้เรื่องหรอก กลับจากถ่ายละครเรื่องบ่วงบาปก็ประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ แล้ว พอดีเจอคุณพี่ตำรวจหน้าหมู่บ้าน เขาก็เรียกจอด เราก็เลยถามไปว่ามีอะไรกันเหรอคะ จับรถซิ่งเหรอ? คุณพี่ตำรวจก็บอกว่าคนในหมู่บ้านคุณปูนั่นแหละแจ้งความว่ามีการรวมตัวกันมากกว่า 50 คนขึ้นไป แล้วไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดาซะด้วย แต่เป็นพระสงฆ์ในยามวิกาล ทำให้พวกเขาไม่สามารถเอารถผ่านเข้าบ้านตัวเองได้ ปูก็อ้าว! เหรอ พอเอารถเก็บเข้าบ้านได้ก็เลยเดินไปดูเหตุการณ์ซะหน่อย ภาพที่เห็นคือ ในซอยแคบๆ ที่เขาเอาไว้ใช้กลับรถมีพระมาปักกลดอยู่เรียงรายเต็มไปหมด ก็มีหลวงพี่รูปหนึ่งเดินมาหาแล้วบอกเชิงขอร้องว่ามีที่ไหนกว้างกว่านี้มั้ยโยมปู เพราะมีพระมาธุดงค์ 3040 รูป ปูก็บอกว่าน่าจะเป็นที่สนามเด็กเล่นของหมู่บ้านนะคะท่าน พระรูปนั้นก็เลยบอกให้ปูช่วยไปพูดกับคนที่เชิญมาหน่อย ปูก็เลยเดินดุ่ยๆ เข้าไปเจอพวกเขากำลังทำพิธีสวดมนต์ มีสายสิญจน์ระโยงระยางกลางซอยตอนสี่ทุ่มอ่ะ พอตะโกนบอกเขาว่า ถ้าเสร็จแล้วนิมนต์พระไปปักกลดที่สนามเด็กเล่นน่าจะสะดวกกว่านะคะ เท่านั้นแหละ แม่มาเฟียคนนี้ก็ตะโกนด่าปูว่าอย่ามายุ่ง เขาขอทำพิธีก่อน แล้วกล่าวหาว่าปูเป็นคนไปแจ้งความให้ตำรวจมาจับเขาซะงั้น อ้าว! เวรแล้วมั้ยล่ะตรู ความหวังดีกับเสื_กเนี่ยมันใกล้กันจริงๆ จากนั้นมาคุณเธอผู้ปฏิบัติธรรมเป็นคนที่น่านับถือของคนในหมู่บ้านก็เชิดใส่ปูทุกครั้งที่เจอกัน เพราะโกรธและโทษว่าปูคือตัวมารประจำหมู่บ้านไปซะแล้วน่ะสิ
ปูจึงได้ตระหนักแล้วว่าไม่น่าเล้ยตรู ไม่น่าไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านเขาเล้ย อยู่เฉยๆ ไม่ยุ่งกับใครจะดีกว่ามั้ยอ่ะ และเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้คนสมัยนี้จึงอยากที่จะอยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่ได้เห็นแก่ตัวนะ เพราะยังไงคนไทยมักเป็นคนมีน้ำใจมากกว่าแล้งน้ำใจใช่มั้ย แต่ที่ไม่ยุ่งไม่รู้ไม่เห็นก็คงเป็นเพราะไม่อยากไปเหยียบตาปลาใครเข้าให้ จะเจ็บตัวต่างหากล่ะ...เฮ้อ!







