
อีโคทาวน์ : ประสบการณ์ญี่ปุ่น
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
การพัฒนาอุตสาหกรรมในอดีต ผู้บริหารมักมุ่งหวังแต่ผลกำไรที่ได้รับจากการผลิตปริมาณมากเป็นหลัก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของโรงงานอุตสาหกรรมจึงมักจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของคนงาน รวมทั้งผู้คนที่อยู่โดยรอบโรงงานด้วย
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญที่ทำให้เห็นพัฒนาการจากเมืองอุตสาหกรรมที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกลายไปเป็น
“เมืองนิเวศน์” (EcoTown) ก็คือกรณีศึกษาของ “เมืองคิตะคิวชู” (Kitakyshu City) ของประเทศญี่ปุ่นเมืองคิตะคิวชูตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยในช่วงทศวรรษ 1970 หรือประมาณปี 2513 การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองคิตะคิวชูได้ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ถึงขนาดที่กล่าวกันว่า แม้แต่เชื้อแบคทีเรียยังไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในทะเลแห่งความตาย หรืออ่าวโดไกในเมืองคิตะคิวชู
แม้แต่ท้องฟ้าของเมืองคิตะคิวชูในยุคนั้นก็ได้ชื่อว่า
“ควันเจ็ดสี” เพราะมีควันฟุ้งกระจายทั่วเมืองแต่ในวันนี้เมืองคิตะคิวชูได้กลายเป็นเมืองที่โรงงานอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีและมีความสงบสุข โดยกลับมาสดใสมากกว่าในอดีตด้วยซ้ำไป คือ มีปลากว่า 100 สายพันธุ์ในอ่าวโดไก และเมืองคิตะคิวชูก็ถูกจัดให้เป็นเมืองที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวที่มองเห็นได้ชัด (หลังจากที่เมืองคิตะคิวชูได้กลายเป็น
“เมืองนิเวศน์” หรือ “อีโคทาวน์” (EcoTown) แล้ว)“
เมืองนิเวศน์” หรือ “อีโคทาวน์” (EcoTown) หมายถึง เมืองหรือชุมชนที่มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด หรือเข้าลักษณะที่มีของเสียเป็นศูนย์ (Zero Waste) โดยมีภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดตา “หลักการ 3R” (Reduce, Reuse, Recycle) อันเกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของไตรภาคี คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดตาม
“หลักการ 3R” (Reduce, Reuse, Recycle) ได้แก่ การลดการใช้ การใช้ซ้ำ และการแปรสภาพกลับมาใช้ใหม่ในภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับและดำเนินการในประเทศที่พัฒนาแล้วเมืองคิตะคิวชู คือเมืองนิเวศน์ที่มีการบริหารจัดการของเสียหรือวัสดุเหลือใช้อย่างครบวงจรในทุกรูปแบบของการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม จนเกิดเป็นบริเวณพื้นที่หรือสังคมของการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ประชาชนชาวเมืองคิตะคิวชู รัฐบาลส่วนท้องถิ่น รัฐบาลกลาง และบริษัทเอกชนในเมืองคิตะคิวชู ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้งการทุ่มงบประมาณและการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย พัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อเพิ่มความรู้ความชำนาญด้านอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญ เช่น เหล็ก และเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ และอื่นๆ ตลอดมาเป็นระยะเวลานานร่วมศตวรรษ
สิ่งสำคัญที่ทำให้เมืองนิเวศน์คิตะคิวชู หรือ
“ชุมชนแห่งการรีไซเคิล” เกิดขึ้นได้ และสามารถดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ ก็คือกฎหมาย ซึ่งประกอบด้วยกฎหมายหลักและกฎหมายลูก ที่บัญญัติถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน ทั้งภาครัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ตลอดจน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนผู้บริโภค รวมทั้งมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจริงจังด้วยปัจจุบันเมืองนิเวศน์คิตะคิวชูมีโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีที่สะอาดตาม
“หลักการ 3R” (Reduce, Reuse, Recycle) จำนวนมาก ที่ใช้อ้างอิงเป็นกรณีศึกษาได้ส่วนของไทยเรานั้น ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมความเป็นเมืองนิเวศน์ โดยมีเป้าหมายให้มีเมืองอุตสาหกรรมนิเวศน์ 2 แห่งภายในปี 2555 และเพิ่มเป็น 10 แห่ง ในปี 2560
ถึงจะดูช้าแต่ก็ยังไม่สายเกินไปครับผม!







