
พิชิตหุ้น ...
ตัวชี้วัดกระแสสังคมง่ายๆ ตัวหนึ่งก็คือ “อันดับหนังสือขายดี” หนังสือ
โดย...วีรณัฐ โรจนประภา [[email protected]] ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ตัวชี้วัดกระแสสังคมง่ายๆ ตัวหนึ่งก็คือ “อันดับหนังสือขายดี” หนังสือหมวดไหนติดอันดับมากหมายถึงสังคมกำลัง “อิน” กับเรื่องนั้นมาก
อย่างช่วงปี 2000 หนังสือแนวพยากรณ์ ภัยพิบัติแห่กันขึ้นชาร์ต หรืออย่างช่วงน้ำท่วมหนังสือป้องกันภัย รู้เรื่องน้ำก็ครองกันแทบจะทุกอันดับ
ส่วนปีนี้หนังสือที่ขายดีที่สุดคือหนังสือ “แนะนำการเล่นหุ้น” ครับ แถมเฉพาะเจาะจงไปด้วยว่าเป็นสำหรับกลุ่มมือใหม่
นั่นสะท้อนอะไร ?
มันสะท้อนถึงนิสัยของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่อยากได้เงินมากๆ อย่างง่ายๆ และต้องเร็วๆ
แม้ปัจจุบันงานผมจะหนักไปทางด้านงานการกุศล งานเผยแผ่ธรรมะ แต่อดีตผมเคยเป็นบรรณาธิการนิตยสารวิเคราะห์หุ้นเล่มแรกๆ ของประเทศ จึงพอมีความรู้เชิงจิตวิทยาของผู้เล่นไม่น้อย ผมเลยมักได้คำถามจากคนที่ทั้งอยากเล่นหุ้น และปฏิบัติธรรมเสมอๆ ว่าจะเล่นหุ้นพร้อมปฏิบัติธรรมได้อย่างไร เพราะวันๆ เต็มไปด้วยความโลภ
ซึ่งผมจะยังไม่ตอบ แต่จะแยกแยะให้เขาเห็นก่อน ว่าแท้จริงแล้วบรรดานักเล่นหุ้นรายย่อย หรือที่มักเรียกว่า “นักเก็งกำไร” นั้นเขาไม่ได้เล่นหุ้นด้วยความโลภอย่างที่ถามกันมา และไม่เพียงไม่ใช่ความโลภแต่ยังกลับด้านกันนั่นคือส่วนใหญ่ใช้ “ความกลัว” ย้ำครับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ! อาจเริ่มด้วยความโลภ อยากรวย อยากมีเงิน อยากสบายทำงานง่ายๆ แต่ได้เงินเยอะ ตื่นมาแค่ดูๆ อ่านๆ ฟังๆ แล้วจะวิเคราะห์เองหรือเชื่อตามข่าวกระแสก็สั่งซื้อขาย ง่ายๆ เท่านี้ก็ร่ำรวยมากมาย มากกว่าทำงานเหนื่อยจากเช้าจดค่ำตลอดทั้งปีอีก บรรดานักเล่นหุ้นเกือบทั้งหมดมักวาดภาพด้วยความโลภไว้เช่นนั้น
แต่หลังจากนั้นล่ะ หลังจากเขาได้ตัดสินใจเริ่มด้วยการซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไว้ ด้วยคะเนว่าราคาน่าจะวิ่งขึ้นเพื่อที่จะขายได้กำไร อะไรเกิดขึ้นต่อ สิ่งต่อจากนั้นเป็นแบบนี้ครับ.. หากหุ้นนั้นผิดจากคาดคือไม่ขึ้นแต่ลงคนซื้อไว้ก็จะเริ่มทุรนทุรายแล้วว่าตนขาดทุน เกิด “ความกลัว” ขาดทุนขึ้น เกิดความ “เสียดาย” เงินของตนที่หายไปจากราคาที่ลดลงนี้ ความกลัว ความเสียดายนี่แหละที่เรียกว่า เป็นลูก เป็นหลานที่เกิดมาจากรากของ “โทสะ” ความกลัวในใจ คราวนี้มาอีกด้านคือด้านที่คาดถูก ราคาหุ้นที่ซื้อขึ้นสูงขึ้นอย่างที่หวัง แต่โดยธรรมชาติของหุ้นแล้วนักเล่นเขาทราบดีครับว่ามันไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน ทุกชั่วโมง มันจะมีจังหวะหยุดพักตัว มีการถอยลงมาสร้างฐานตั้งหลักอยู่ตลอด ซึ่งในระหว่างทางนั่นแหละครับที่คนถือหุ้นนั้นจะเกิดความกลัว และความเสียดายเช่นกัน
เสียดายกำไรที่น้อยกว่าเมื่อวาน
กลัวเดี๋ยวมันไม่ยอมขึ้นต่อ
ถึงขั้นกลัวลดลงมาเท่าทุนขาดทุน รวมความแล้วคือไม่ว่าจะตัดสินใจถูกหรือผิดก็ล้วนแต่ออกด้านความกลัวทั้งนั้น ซึ่งเมื่อรวมเวลาแล้ว เราจะใช้เวลาในตลาดหุ้นไปกับโทสะมากกว่าโลภะเยอะ ดังนั้นหากใครอยากสำเร็จในตลาดผมมีเคล็ดลับมาให้ครับ ก็ในเมื่อส่วนใหญ่เราตกในโทสะ และเงื่อนไขสำคัญของการชนะหุ้นก็คือ การตัดสินใจได้โดยปราศจากอคติ ตัดสินใจซื้อขายตามข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้นงานเราคือต้องจัดการกับโทสะในใจให้ได้ และวิธีการที่จะจัดการก็มีสูตรสำเร็จอยู่แล้ว นั่นก็คือใช้สิ่งตรงข้ามกันมาจัดการ
เมตตา คือสิ่งนั้น ...ดังนั้นหากคุณอยากมีกำไรจากการเล่นหุ้น คุณต้องหมั่นแผ่เมตตาเยอะๆ ครับ เมื่อใจคุณมีเมตตาเป็นพื้นเมื่อโทสะจากสถานการณ์หุ้นเกิดขึ้นไม่ว่าจะด้านใด ด้วยความคุ้นชินในเมตตาของใจเรา ใจเราจะปรับสภาพให้กลับคืนภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อใจเป็นปกติก็เรียกว่าใจเรามีความเที่ยงตรง การตัดสินใจจึงมีโอกาสที่จะแม่นยำสูงกว่าการตัดสินใจบนความกลัว ผลก็คือความสำเร็จในการซื้อขายหุ้นจะตามมา
นั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ (ในใจ) จริงของนักเลงหุ้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของการอยู่ในตลาดคือตอนมีหุ้นถืออยู่ในมือ ค้างอยู่ในพอร์ตไปจนถึงช่วงการตัดสินใจขาย เป็นช่วงของการ “ลุ้น” ราคาระทึก แต่ไหนๆ แล้วก็ขอจำลองภาพให้ครบทุกช่วงคือจังหวะก่อนที่เราจะซื้อที่เรามักนึกว่าเรากลัว ลังเลละล้าละลังจะซื้อดี ไม่ซื้อดี สำหรับบางคนก็ตัดสินใจด้วยความกลัว คือความทนไม่ได้ต่อภาวะกดดันจะไม่ซื้อก็กลัวเดี๋ยวหุ้นขึ้นซื้อไม่ทันจะพลาดโอกาสทอง จะซื้อก็กลัววิเคราะห์ผิดสุดท้ายก็ตัดสินใจหนีสภาพกดดันนั้นด้วยคำสั่งซื้อให้จบๆ กันไป ขณะที่อีกกลุ่มก็ตัดสินใจด้วยความโลภ วาดฝันถึงราคาชิลลิง 5 วันติดก็มูมมามสั่งซื้อเสียเลย
และด้วยเพราะโลภว่าหุ้นตัวนั้นจะทำเงินให้เรา เราเลยไม่ได้วิเคราะห์ด้วยเหตุและผล จึงกล้าไปถึงบ้าที่จะตัดสินใจซื้อ ทางแก้ก็เช่นเดียวกันครับ นั่นคือการใช้สิ่งตรงข้ามกับความโลภคือการ “สละออก” หรือการ “ทำทาน” เราได้ยินเสมอว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้” ซึ่งเป็นความจริงแม้แต่ในโลกของการเล่นหุ้นครับ โลกการค้าปกติเราให้สินค้าที่ดีมีประโยชน์ เราย่อมได้ผลกำไรจากผู้ใช้หรือลูกค้าเรา โลกหุ้น เราบริจาคหมั่นสละใจเราก็จะปลอดจากอคติ ทำให้เราสามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างที่ควรจะเป็น การฝึกแผ่เมตตา และการทำทานทำให้ปลอดจากกิเลสรุมเร้า ย่อมตัดสินใจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แล้วจะไม่ให้เราชนะในเกมหุ้นได้อย่างไรกัน ใครหวังพิชิตหุ้นก็มาปฏิบัติธรรม ทำทาน และมี เมตตา กันครับ!







