
ทักษะเมืองหลวง
บทความนี้ หนูดีเขียนจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ เพราะสงกรานต์ปีนี้ ครอบครัวเราได้หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่เมืองโตเกียวอีกครั้ง เสียแต่ครั้งนี้
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
บทความนี้ หนูดีเขียนจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ เพราะสงกรานต์ปีนี้ ครอบครัวเราได้หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่เมืองโตเกียวอีกครั้ง เสียแต่ครั้งนี้ หนูดีไม่มีน้องหนูหวานคนเก่งเรื่องการอ่าน JR Line มาด้วย ทำให้ชีวิตลำบากพอสมควร ทั้งๆ ที่อยู่อเมริกาหนูดีก็ต้องขึ้นรถไฟใต้ดินเองเสมอๆ และไม่เคยมีปัญหา แต่ทุกครั้งที่มาญี่ปุ่น หนูดีไม่เคยมาโดยไม่มีหนูหวาน ดังนั้น เรื่อง “รถไฟ” จึงตกเป็นหน้าที่ของน้องสาวที่คล่องสุดตัว ทั้งเรื่องการจอง Shinkansen มาจากเมืองไทย ทั้งเรื่องการแกะภาษาญี่ปุ่นและตารางรถไฟ รวมถึงสายรถไฟยุ่งเหยิงวุ่นวายมหาศาล ทั้งหมดที่หนูดีทำก็คือ การคอยเปิดประตูห้องจองตั๋ว หรือหยิบเหรียญมาช่วยหยอดช่องจ่ายเงิน โดยแทบไม่เงยหน้าดู Map เลย เพราะถือว่าไม่จำเป็น
แต่ครั้งนี้น้องหวานพึ่งกลับจากมาดูงานที่ญี่ปุ่นเพียงไม่กี่วันก่อนสงกรานต์ น้องเองก็มีงานต้องเคลียร์ที่เมืองไทย ดังนั้น หนูดีเองต้องเป็นคนดูแลบ้างแล้ว ซึ่งตั้งแต่เดินทางไปมาหลายเมืองหลวงทั่วโลก การขึ้นรถใต้ดินไม่เคยเป็นปัญหาชีวิต แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้น ไม่เหมือนที่ไหนๆ เริ่มตั้งแต่ Map ส่วนใหญ่แล้วเป็นภาษาญี่ปุ่น แถมรถไฟยังว่างเป็นวงกลมบ้าง มีการสลับเวลา ซึ่งถ้าเรารู้วิธีการเปลี่ยนสาย เราจะประหยัดเวลาได้พอสมควร สายไหนเป็นรถไฟที่จอดทุกป้าย สายไหนเป็น Express ฯลฯ ที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองยังไม่ไหวจะจำ จนต้องมี Application ไว้สำหรับเช็กสายรถไฟโดยเฉพาะ
ครั้งหนึ่ง หนูดีขอให้เพื่อนไทยที่มาเรียนปริญญาเอกด้านผังเมืองที่โตเกียว พาไปเรียนศาสตร์บำบัดที่เรียกว่า Seitai เราต้องกระโดดขึ้นรถไฟใต้ดินไป ระหว่างอยู่บนรถ เพื่อนเล่นมือถือตลอด หนูดีก็ไม่ได้คิดอะไร พอแล่นไปได้สัก 5 สถานี เพื่อนบอกว่า หนูดีโดดลงเร็ว เดี๋ยวเราจะเปลี่ยนสายกัน พอรถจอดปั๊บ เราก็ต้องวิ่งจู๊ดจากสายหนึ่ง ข้ามชานชาลาไปอีกสายให้ทันเวลาปิดประตู พอขึ้นได้ปุ๊บหนูดีถามเลยว่า ทำไมเหรอ เมื่อกี๊เราขึ้นสายผิดเหรอ เพื่อนบอกว่า อ๋อ ไม่หรอก แต่ถ้าเราเปลี่ยนสายแล้วเราจะประหยัดเวลาไปได้อีก 2 นาที เมื่อกี๊เขาเช็ก Application ในมือถือมาตลอดเวลา เพื่อหาสายที่สั้นที่สุด ...อื้อหือ ประหยัดได้ 2 นาทีเนี่ยนะ วิ่งแทบหัวใจวาย คนแต่ละวัฒนธรรมให้คุณค่ากับเวลาต่างกันจริงๆ ค่ะ เพราะสาวไทยอย่างเรา บางครั้ง 2 นาที นี่ชิลๆ แต่คนญี่ปุ่น 2 นาที น่าจะมีคุณค่ามากทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงไม่ก้มหน้าก้มตาเช็กแอพฯ อะไรขนาดนั้น
ทักษะการ “อ่านแผนที่เป็น” นี่เป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญมากสำหรับคนทุกคน แต่คนน้อยคนมากจะทำได้จนเก่งกาจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก
เพราะ “การอ่านแผนที่” ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ทำงานด้านวิศวะ หรือคนทำงานกรมโยธาฯ เท่านั้น แต่มันเป็นการฝึกทำความเข้าใจพื้นที่กว้างรอบๆ ตัวเรา และทำความเข้าใจว่า เราเป็นส่วนไหนในพื้นที่นั้น แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น มันยังเป็นทักษะการเอาตัวรอดสำหรับโลกยุคใหม่ได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปเมืองหลวงต่างๆ ในโลกนี้ หรือแม้กระทั่งคนที่ต้องทำงานในเมืองหลวงเดียว แต่ต้องใช้บริการรถสาธารณะทุกวัน
มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นหนังสือในดวงใจหนูดีตลอดกาล อ่านได้ไม่เบื่อ อ่านเท่าไรก็ไม่เชย คือ Coloring Outside the Lines ของ Roger Schank. Ph.D ซึ่งตัวเขาเองนั้นเป็นศาสตราจารย์สอนด้านคอมพิวเตอร์ แต่เขาเลือกเขียน วิธีการเลี้ยงลูกชายและลูกสาวของตัวเองให้เป็นเด็กเก่งที่เป็นตัวของตัวเองด้วย หนูดีอ่านแล้ว ยอมรับเลยค่ะ เขาคิดไม่เหมือนใครจริงๆ
เช่น เขาออกกฎให้ลูกชายหญิงต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ตั้งแต่วัยประถม ตื่นแล้วอาบน้ำแต่งตัว ลงมาวาดรูป อ่านหนังสือ หรือใช้เวลาทำอะไรเงียบๆ ของตัวเองทั้งคู่ เพราะเขาบอกว่า การตื่นแต่เช้าจะทำให้สมองสดใส และการทำกิจกรรมสร้างสรรค์แต่เช้า จะทำให้เด็กๆ สมองดี เขามีห้องสมุดเล็กๆ ให้ลูก พร้อมกระดาษเปล่าและดินสอปากกาสีพร้อมมูล เด็กๆ จะอยู่ในนั้นไปจนเวลาอาหารเช้า ...ถามว่า พ่อแม่ทำอะไรอยู่เหรอคะ หลับปุ๋ยอยู่ในห้องตัวเอง แถมยังออกกฎว่า ห้ามลูกๆ ทำเสียงดังจนกว่าจะแปดโมง ที่คุณแม่จะตื่นมาทำอาหารเช้าให้รับประทานด้วย และที่น่าทึ่งคือ ลูกเขาก็ยอมทำตามทุกเช้า และเขาบอกว่า เห็นผลจริงๆ ในตัวลูกค่ะ พอรับประทานอาหารเช้า เด็กๆ ก็จะเอาภาพมาโชว์ หรือเล่าเรื่องหนังสือที่อ่านให้ฟัง
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ ลูกชายของเขาชอบเล่นรถไฟมาก เป็นเด็กหลงใหลในรถไฟ พอลูกอยู่ประมาณประถมปลาย เขาพาครอบครัวไปเที่ยวปารีส แล้วก็บอกลูกชายว่า วันนี้เขาจะให้ลูกชายใช้เวลาได้ 1 วันเต็มๆ กับรถไฟใต้ดินในปารีสนะ ไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่และน้อง เขาให้ลูกสะพายเป้หนึ่งใบ มีแผนที่รถไฟใต้ดินปารีสหนึ่งแผ่น โทรศัพท์ เอาเงินใส่กระเป๋าให้พอค่าอาหาร ค่าตั๋วรถไฟ และสำรองอีกนิด บอกลูกว่า เย็นนี้เจอกันที่สถานีไหน พ่อจะมารับ แล้วปล่อยลูกชายหายไปในเมืองหลวงใหญ่แห่งนี้เลย เพื่อให้ขึ้นลงรถ หรือนั่งรถไฟไปจุดไหนๆ ได้ตามใจชอบ ถ้ากลัวหลงก็ให้ดู Map แล้ว หาทางกลับให้ได้
ทำไมเขาไม่กลัวลูกหาย ทำไมเขาไม่กลัวใครมาลักพาตัวลูก ทำไมเขากล้า ทำไมเขาไว้ใจลูกเกินไปขนาดนี้ ฯลฯ เป็นคำถามที่ขึ้นมาในหัวหนูดีตอนอ่าน แต่เมื่อคิดกลับอาจเป็นได้ว่า ก็เขาเลี้ยงมาขนาดนี้ เขาย่อมรู้ศักยภาพลูกตัวเองว่าไหวไหม พ่อแม่แต่ละบ้าน การรับความเสี่ยงต่างกันจริงๆ ค่ะ
Fast Forward มาตอนเย็น ลูกกลับมาได้ตรงเวลา ตาใสกิ๊ง เล่าไม่หยุดปากถึงวันมหัศจรรย์ของตัวเอง
เด็กชายประถมคนนี้ ไม่เลิกหลงใหลในรถไฟและแผนที่เมืองใหญ่ เขาเติบโตขึ้นและเลือกเรียนสายผังเมือง ทุกวันนี้เขาจบปริญญาด้านการวางผังเมือง และเชี่ยวชาญด้านการวางผังรถไฟ ปัจจุบันทำงานวางโครงสร้างผังรถไฟใต้ดินในเมืองใหญ่!
การเข้าใจแผนที่ การเข้าใจผังเมือง เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเมืองหลวงที่เราทุกคนจำเป็นต้องมี ส่วนการที่เด็กคนหนึ่งจะหลงใหลในเรื่องนี้ได้เนิ่นนาน จนกลายมาเป็นอาชีพได้ ตรงนี้ต้องชมพ่อแม่ว่า เลี้ยงได้ “เทพ” จริงๆ ค่ะ ใครมีลูกสนใจเรื่องแบบนี้ อย่ามองข้ามนะคะ ว่างๆ อาจลองพาลูกขึ้นรถไฟฟ้าของเราก็ได้ ส่วนจะปล่อยเดี่ยวหรือไม่ ขึ้นกับวิจารณญาณ ที่สำคัญสอนลูกให้อ่านแผนที่เป็น แต่สำคัญกว่านั้น ต้องเริ่มจากเรา อ่านแผนที่เป็นก่อนค่ะ







