
ตอบปัญหาธรรมที่ชาวบ้านควรรู้!? (จบ)
กรรมนิยามจึงเป็นกฎข้อที่ ๔ ที่แสดงกฎเกณฑ์แห่งเหตุและผลเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
กรรมนิยามจึงเป็นกฎข้อที่ ๔ ที่แสดงกฎเกณฑ์แห่งเหตุและผลเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ภายใต้นิยามแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดี...ทำชั่วได้ชั่ว กระทำสิ่งใด ผู้กระทำต้องรับผลการกระทำนั้น ซึ่งดูเหมือนว่ากฎแห่งกรรมนี้ จะควบคุมในกฎทั้ง ๓ ที่กล่าวมา ภายใต้การกำกับของกฎข้อที่ ๕ ที่เรียกว่า ธรรมนิยามหรือกฎแห่งธรรม
ธรรมนิยาม เป็นกฎข้อที่ ๕ ที่ควบคุมทุกกฎอย่างแท้จริง แสดงความเป็นธรรมดาถึงความเป็นเหตุเป็นผลกันของสิ่งทั้งหลาย หรือความเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย อันสะท้อนให้เห็นความจริงแท้ของธรรมชาติ ว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนแล้วจะต้องเป็นไปเช่นนี้เอง ไม่เปลี่ยนไปจากนี้ และไม่แปรเป็นอย่างอื่น จึงสรุปรวมในสามัญลักษณะที่เป็นอมตธรรมดังกล่าว ว่า
...สิ่งทั้งหลาย มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน อันควรยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา...
แม้ว่าทั้ง ๕ กฎจะดูสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่ก็แสดงความเป็นเฉพาะที่มีลักษณธรรมเป็นไปตามวิถีของแต่ละกฎ การจะวิเคราะห์จึงต้องให้ตรงกับแต่ละนิยาม (กฎ) ไม่ใช่จะรวมลงที่กฎแห่งกรรมไปทุกเรื่อง จนขาดปัญญารู้เข้าใจในแต่ละลักษณธรรม ที่แสดงความเป็นกฎธรรมชาติถึง ๕ อย่าง อันควรพิจารณาไปตามเหตุผล แต่สามารถแสดงความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ภายใต้นิยามหรือกฎแห่งความจริงแท้ที่เป็นธรรมดาๆ อันปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ
ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ต้องพิจารณาลงไปในสมุฏฐานของปัญหานั้นๆ ว่า ตรงกับนิยามอันใด มีลักษณะความเชื่อมโยงเป็นอย่างไรของตัวปัญหา เพื่อจะได้แก้ได้ตรงจุด
ดังปัญหา เรื่อง จะทำอย่างไรให้หมู่ชนกลับมาหาศีลธรรม... ในประเด็นแห่งปัญหานี้ ก็ต้องตั้งคำถามย้อนกลับว่า.. อะไรทำให้หมู่ชนละทิ้งศีลธรรม!? ทั้งๆ ที่บรรพชนเคยถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ให้สังคมอยู่อย่างรู้รักสามัคคี มีความร่มเย็นเป็นสุข เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันไปตามฐานะดุจญาติมิตร...
คำตอบในปัญหาดังกล่าวที่ปรากฏชัด คือ การไม่ได้รับการพัฒนาจิตใจให้มีค่านิยมที่ถูกต้องตามนิยามแห่งความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ เรียกว่า ธรรมนิยาม และรวมถึงนิยามทั้ง ๔ ตามที่กล่าวมา ซึ่งมีการทำงานสัมพันธ์กัน ดังเช่นในกรรมนิยามและจิตตนิยามซึ่งต้องไปด้วยกัน ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ปรากฏเป็นเหตุเป็นผลที่แสดงชัดแจ้งในการให้เห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ที่แสดงอยู่ในรูปกฎแห่งกรรม ดังกระบวนการศีลธรรมที่แสดงความประจักษ์แห่งผลของการถือปฏิบัติหรือละเว้นการถือปฏิบัติ
จริงๆ แล้ว การสะท้อนให้เข้าใจเข้าถึงความจริงในขั้นศีลธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจ เป็นจิตสำนึกของปุถุชนในเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งแสดงความเห็นชอบในความจริงแบบเชิงประจักษ์ สามารถเห็นจริงได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อการจัดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย เพื่อการดำรงอยู่ด้วยดีของมนุษยชาติ จะได้ก้าวสู่การบำเพ็ญเพียรขั้นสูงสุด เพื่อการเป็นอิสรภาพโดยธรรมจากอำนาจแห่งโลกนี้
การให้การศึกษาเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจอย่างมีเหตุมีผล สามารถรู้เห็นได้เชิงประจักษ์ จึงเป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตที่จะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อันเป็นไปตามแบบแผนที่มีอยู่ในสังคมเชิงวิถีพุทธ ที่วางหลักศีลธรรมไว้ให้ศึกษาปฏิบัติ ในระดับที่เป็นคำสั่งสอนแนะนำให้ถือปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขต่อตน... ต่อผู้อื่น... ต่อตนและผู้อื่น อันบัญญัติไปตามกฎธรรมดาแห่งกรรมนิยาม ที่แสดงถึงผลการกระทำดี-ชั่ว ในรูปแบบการละเมิดศีล-การรักษาศีล ซึ่งย่อมได้รับผลตามธรรมดา เป็นไปตามเหตุปัจจัยหรือตามกฎแห่งกรรมนั้น...
นอกจาก ศีลในระดับธรรม ตามที่กล่าวว่าเป็นผลเฉพาะผู้ประพฤติแล้ว ยังมีศีลระดับวินัย ที่เป็นแบบแผนข้อบังคับที่บัญญัติขึ้น เพื่อประโยชน์แห่งหมู่ชนในสังคมหรือชุมชนนั้นๆ ซึ่งจะต้องสนับสนุนให้เกิดการศึกษา เพื่อเข้าใจถึงคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการถือประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรมทั้ง ๒ ระดับ ตามที่กล่าวมา จนเกิดจิตสำนึกที่ถูกต้อง พัฒนาเป็นมโนกรรมสุจริต อันเป็นฐานที่ตั้งของกุศลจิต ที่จะนำไปสู่การประพฤติชอบการกล่าวชอบ อันสามารถพัฒนาไปสู่ผู้มีสติปัญญา เพื่อพัฒนาอบรมจิตให้เกิดญาณทัสสนวิสุทธิ เห็นแจ้งจริงในอริยสัจ ๔ ได้อย่างแท้จริง
ในปัญหาเรื่องดังกล่าว จึงต้องแก้ไขด้วยการให้การศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณหรือโทษที่จะก่อเกิดขึ้นและส่งผลต่อผู้กระทำ อันเป็นไปตามกรรมนิยาม และส่งเสริมให้ถือปฏิบัติตามศีลธรรม ชี้แจงแสดงให้เห็นประโยชน์อันเกิดขึ้นต่อสังคมและส่วนรวม หรือแสดงให้เห็นถึงโทษภัยที่ก่อเกิดขึ้นกับภาคสังคมหรือส่วนรวม ในกรณีที่เป็นการประพฤติที่ให้ส่งผลเป็นโทษ
การปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลและสังคม ให้หันกลับมายอมรับหลักความจริงดังกล่าวในรูปของแบบแผนศีลธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของภาคสังคมที่จะต้องช่วยกัน โดยเริ่มต้นที่การพัฒนาตนเอง ให้เข้าถึงเข้าใจคุณประโยชน์แห่งการถือประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรม ขยายความรู้ มุ่งสู่คนในครอบครัว ญาติมิตร และหมู่ชน ชักชวนกันคืนกลับความดีตามวิถีพุทธ... อันเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในสังคมและในโลกนี้
ตัวปัญหา จึงตกไปอยู่ที่ กระบวนการศึกษา จะต้องปรับปรุงพัฒนาให้ฟื้นคืนมามีประสิทธิภาพ เพื่อประสิทธิประสาทความรู้ให้หมู่ชนในสังคม... ซึ่งสะท้อนให้เห็นความจริงในปัจจุบันว่า กระบวนการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกสู่ความเป็นสัตว์ประเสริฐล้มเหลว... ส่วนจะล้มเหลวเพราะอะไรเป็นเหตุปัจจัยนั้น ภาคสังคมต้องศึกษาร่วมกันว่า คน หรือ ระบบ ที่เสื่อม... เพราะในขณะที่ แบบแผนการศึกษา เนื้อหาสาระแห่งธรรม ยังคงสมบูรณ์อยู่ ไม่สูญหายไปไหน แต่ทำไมจึงเกิดความล้มเหลวต่อการศึกษาเพื่อชีวิต...
การมุ่งเน้นจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องการศึกษาเพื่อชีวิต จึงควรเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อก้าวให้ทัน... หยุดปัญหาดังกล่าวให้ได้ ก่อนโลกจะประสบความหายนะ ด้วยการทำลายล้างที่เกิดขึ้นจากสัตว์โลกผู้ไร้ศีลธรรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเร่งพัฒนากระบวนการศึกษาเพื่อชีวิต ที่อิงแบบแผนศีลธรรมให้กลับคืนมามีประสิทธิภาพอีกครั้งหนึ่ง เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไปสู่ความมีคุณภาพโดยธรรม... จนเข้าถึงความมีคุณภาพตามจุดมุ่งหมายในพระพุทธศาสนา ที่วางรากฐานการถือประพฤติปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตสำนึกไว้ดีแล้วตามแบบแผน ที่เรียกว่า หลักศีลธรรมในพระพุทธศาสนานี้
ขอเจริญพร







