
อาสาคิลานธรรม จัดส่งธรรมนำทางผู้ป่วย
พูดถึงการเดินทางในบ่ายวันพุธที่ผ่านมา มีโอกาสได้เดินทางไปกับน้องคนหนึ่งเพื่อไปร่วมสังเกตการณ์กลุ่มอาสาคิลานธรรม
พูดถึงการเดินทางในบ่ายวันพุธที่ผ่านมา มีโอกาสได้เดินทางไปกับน้องคนหนึ่งเพื่อไปร่วมสังเกตการณ์กลุ่มอาสาคิลานธรรม
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/บุณยาพร กิตติสุนทโรภาศ
พูดถึงการเดินทางในบ่ายวันพุธที่ผ่านมา มีโอกาสได้เดินทางไปกับน้องคนหนึ่งเพื่อไปร่วมสังเกตการณ์กลุ่มอาสาคิลานธรรม ที่ รพ.วชิรพยาบาล ถนนสามเสนด้วยกัน เราทั้งคู่ได้พบการเยี่ยมเยือนให้กำลังใจผู้ป่วย การจัดกิจกรรมกลุ่มให้คำปรึกษา แนะนำการวางท่าทีต่อความเจ็บป่วย ตลอดจนการจัดส่งธรรมะเดลิเวอรีแบบข้างเตียง ทั้งหมดที่ได้พบในบ่ายวันนั้น ได้กลายเป็นความหมายของการเดินทางในอีกมิติ ซึ่งแตกต่างจากที่เคยรับรู้มาอย่างสิ้นเชิง
คิลานธรรม แปลว่า ธรรมเพื่อการเจ็บไข้ ถ้าจะให้ย้อนไป จุดเริ่มต้นก็เห็นจะเป็นที่ชั้นเรียนปริญญาโท สาขาวิชาชีวิตและความตาย ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แค่ชื่อวิชาก็น่ากลัวแล้ว แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่นำฆราวาสและพระ ผู้สนใจต่อความตายและการเยียวยาแบบองค์รวมเชิงพุทธให้ได้มาพบกัน ก่อตั้งเป็นกลุ่มจิตอาสา เยียวยาผู้ป่วยเจ็บไข้ยังสถานพยาบาลมากมายหลายแห่งในเวลาต่อมา
พระมหาสุเทพ สุทฺธิญาโณ วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร ประธานกลุ่มอาสาคิลานธรรม เล่าว่า ชีวิตและความตาย แนะนำความเป็นไปของชีวิต ความเข้าใจชีวิต รวมไปถึงการกระทำความเข้าใจต่อความตาย เมื่อรู้แล้วก็อยากแบ่งปันผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการอย่างยิ่งนั่นคือ ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ความตายใกล้มาเยือน
ปี 2551 ขณะนั้นยังเป็นพระนิสิต หลักสูตรกำหนดให้เดินสายทำความเข้าใจกับชีวิตและความตายที่สถานพยาบาลต่างๆ นอกเหนือจากวชิรพยาบาล ยังมีศิริราช จุฬาลงกรณ์ ภูมิพล รพ.เด็ก และ รพ.สงฆ์ กำหนดเป็นตารางเยี่ยมสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง ต่อมาแม้เล่าเรียนจบ ยังมุ่งมั่นเดินสายต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มก็เข้มแข็งขึ้น ถึงปัจจุบันมีคณะร่วม 20 รูป และฆราวาสอีกจำนวนหนึ่ง
กิจกรรมเน้นการดูแลผู้ป่วยใน 4 มิติ นั่นคือ กาย ใจ สังขาร และจิตวิญญาณ เน้นที่ใจ สังขาร และวิญญาณ ซึ่งมีตั้งแต่การสวดมนต์ การให้กำลังใจ การเป็นสะพานบุญ และธรรมะข้างเตียง เป็นต้น การให้คำปรึกษาต่างๆ ยึดหลักพุทธธรรม กายเป็นทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ กำหนดท่าทีและการวางใจ จะอยู่หรือจะไป ขอให้ดำรงอยู่ด้วยความสุขสงบ ผ่อนคลายเท่าที่จะทำได้
“ดังคำพระพุทธองค์ที่ว่า ทางทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเป็นผู้บอก เธอเป็นผู้เดิน มิติแห่งความตายนี้ก็ดุจกัน พระคือผู้บอกทาง ส่วนท่านทั้งหลายคือ ผู้จะต้องเดินไปด้วยตัวของท่านเอง”พระมหาสุเทพ เล่า
สุข ทุกข์ เวทนา กำหนดด้วยปัญญาที่หยั่งรากเป็นแก่นแกน คนทุกคนถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องเผชิญหน้ากับความตายด้วยกันทั้งสิ้น จึงควรกำหนดได้หมายรู้ว่า ควรจะรู้สึกสุขทุกข์ต่อชีวิตและความตายของเรานั้นอย่างไร ซึ่งคำตอบก็คือคุณภาพของจิตนั่นเอง จิตที่ดีจะนำมาซึ่งการกำหนดวิธีคิดหรือวิธีรับมือต่อความตายที่งดงามเหมาะสม
“การพูดคุยกับผู้ป่วยต้องใช้ศิลปะ แม้จะเพลียกับการรับฟังปัญหาจำนวนมากแต่ก็อิ่มใจ เพราะทำให้ผู้ป่วยเกิดรอยยิ้ม แม้ร่างกายทุกข์แต่จิตใจผ่อนคลาย เมื่อผู้ป่วยยิ้มได้ ญาติก็รู้สึกดีไปด้วย และทำให้รู้สึกว่าเรามีส่วนในรอยยิ้มนั้น”
ในบ่ายวันนั้น เรายังได้เจอกับ นฤมล (นามสมมติ) ผู้ป่วยด้วยโรครักษาไม่หาย ชีวิตก็แย่ ช่วงแรกจิตใจตกต่ำ คิดแต่จะกระโดดหน้าต่างโรงพยาบาลฆ่าตัวตาย แต่เมื่อได้พูดคุยกับกลุ่มก็จิตใจดีขึ้น มีหลักยึดเหนี่ยว มีกำลังใจ
“ท่านดึงหนูออกมาจากหน้าต่างบานนั้นได้แล้ว และชี้ให้มองออกไปนอกหน้าต่าง ให้เลือกมองในสิ่งที่สบายใจ ตอนนี้เลิกคิดกระโดดหน้าต่าง คิดแต่จะสู้เพื่อลูกสาวค่ะ” นฤมล เล่า
นงลักษณ์ ทองอินทร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร เล่าว่า ณ ลมหายใจสุดท้าย การบอกทางสำคัญ คนทุกคนมีห่วง มีสิ่งที่จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ทำอย่างไรที่จะให้ความตายเป็นเรื่องปกติเหมือนที่ควรจะเป็น
“แม้คนไข้ที่เข้มแข็งพยายามเชิดหน้าใส่ความตายแค่ไหน แต่ในวินาทีที่เราเข้าไปแตะไหล่เขา เขาปล่อยโฮใส่เรา กิจกรรมของกลุ่มสร้างประโยชน์มาก อย่างน้อยก็นำความสงบเย็นมาสู่คนที่กำลังต้องการมันที่สุด”นงลักษณ์ เล่า
สำหรับกรณีสะเทือนใจที่ยังประทับอยู่ในความทรงจำ พระมหาสุเทพ เล่าว่า คือครั้งหนึ่งที่ รพ.จุฬาฯ เมื่อหลายปีก่อน ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายถอดเครื่องช่วยพยุงชีพเกือบทั้งหมดแล้ว มีแต่ออกซิเจนช่วยหายใจที่ยังประคองอยู่ ประมาณว่าพร้อมไป แต่ก็ไม่ไป เหมือนยังติดค้างสิ่งใดอยู่ บรรยากาศข้างเตียงหดหู่ ผู้ป่วยหายใจเร็ว แรง และผวาเฮือกๆ อยู่ตลอดเวลา
3 วันแล้วที่นอนไม่รับรู้อยู่บนเตียง ธรรมบทสุดท้ายจึงเป็นการสนทนาฝ่ายเดียวจากพระมหาสุเทพ ผู้ป่วยแม้หลับตาแต่ก็รับรู้ได้ว่ากำลังตั้งใจฟัง ท่านเริ่มด้วยการชื่นชมในความดีของเขา ก่อนที่จะชวนขอขมาเจ้ากรรมนายเวร ท่านมหาสุเทพกล่าวถ้อยขมาเป็นบาลี ขอลุต่อบุคคลที่ได้ล่วงเกิน ในทันทีนั้นตาของผู้ป่วยก็เปิดผลึ่งขึ้น ท่ามกลางเสียงพึมพำตกตะลึงของหมู่ญาติ เสียงลมหายใจที่ดังขาดห้วงเป็นเฮือกๆ มาตลอด 3 วัน ดูพลันสงบลง สังเกตว่าลมหายใจค่อยๆ แผ่วลงจนปกติ
“จากนั้นจึงชวนรับศีลต่อไป พร้อมทั้งครอบครัวด้วย ตั้งแต่ศีลข้อหนึ่งลำดับไปจนข้อห้า รับศีลไปทีละข้อๆ จนครบ ขณะที่ลมหายใจแผ่วลงๆ จนสงบเงียบเรียบราบ ณ ลมหายใจห้วงสุดท้ายของชีวิต เป็นวาระสุดท้ายจริงๆ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาอาตมา นัยหนึ่งคือการได้เป็นพยานของสิ่งที่เกิดขึ้น ธรรมที่โยมน้อมนำไปใช้ และจิตก็เบิกบานได้ด้วยธรรมนั้น”
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติก็เป็นอันหวังได้ ความคาดหวังของกลุ่มอาสาคิลานธรรมไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้ทำหน้าที่พระโดยไม่หวังอามิสประโยชน์ใดๆ พระที่อยากทำงานด้านนี้ขอเชิญมาช่วยกัน แต่ก่อนญาติโยมเสียชีวิตที่บ้าน แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิตที่โรงพยาบาล พระสงฆ์ก็ควรปรับตัวในเรื่องนี้ และไม่ใช่แต่พระ ญาติโยมที่สนใจก็มาช่วยได้เช่นกัน สนใจดูที่เพจเฟซบุ๊กคิลานธรรม







