
หลงทางไม่เสียเวลา
....หนูดี
– วนิษา เรซหนูดีเพิ่งกลับจากไปบรรยายที่สุรินทร์มาค่ะ ทั้งๆ ที่เวลานี้หนูดีตั้งใจจะไม่ออกไปไหนเลยเพื่อดูแลปิดต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แต่ครั้งนี้ตัดสินใจไปค่ะ เพราะว่าได้บรรยายให้เด็กๆ ฟังเป็นพันคน คิดดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับเขา คุ้มเวลาของเรา และกำลังอยากไปอีสานพอดี อยากไปเห็นนากว้างๆ และดูสวนเกษตรรูปแบบต่างๆ ค่ะ
ฤดูกาลสัปดาห์หนังสือเพิ่งผ่านไป หนูดีก็ได้หนังสือใหม่มาประดับบ้านหลายเล่ม มีอยู่เล่มหนึ่งพูดถึงการรับประทานอาหารตามฤดูกาล มีเมนูที่ทำให้หนูดีอดใจไม่ไหว ต้องไปตามหาซื้อมากินจนได้แม้จะหายาก เป็น
“ของสูง” ค่ะ เมนูที่ว่าคือ “ไข่มดแดง” หนูดีเคยกินเพียงหนเดียวตอนเด็กๆ เมื่อเอ่ยปากก็เลยทราบจากคนขับรถของหนูดีว่า ในหมู่บ้านเขามีของจากอิสานมาขายทุกเช้าวันอาทิตย์ สัปดาห์นั้นหนูดีเลยตื่นแต่เช้าตรู่ บุกไปหาของที่ตั้งใจ พร้อมกับผักพื้นบ้านหลายชนิดที่ดูหน้าตาก็รู้ว่า ปลอดสารแน่ๆ เพราะแต่ละประเภทไม่มีวันปลูกแบบอุตสาหกรรมจนใครต้องมาฉีดสารได้ไข่มดแดงมาเรียบร้อย ก็ต้องมีใบย่านาง ผักหวาน และปลาร้าแถมมาใส่แกงไข่มดแดงด้วย ระหว่างคุยถามสูตรกับแม่ค้า ตาหนูดีก็เหลือบไปเห็นปูนาตัวเล็กๆ ถูกมัดแน่นอยู่กับไม้ไผ่ แถวละ 15 ตัว กำลังคิดว่าจะเอาไปหลนเสียหน่อย ก็เห็นปูตัวหนึ่งเหลือบตาขึ้นมามองหนูดีพอดี
“อ้าว ปูยังไม่ตายนี่นา” พอไปจับๆ ดูในกะละมังก็เห็นว่ายังเป็นอยู่ทุกตัวเห็นแบบนี้กินไม่ลงแล้วค่ะ คะเนด้วยตาคร่าวๆ น่าจะหลายร้อยตัว มองไปที่ก้นกะละมังก็เห็นขาเล็กๆ หักหล่นอยู่เต็มไปหมด กำลังคิดว่าจะทำอะไรดีก็มีคนมาจับๆ จะเลือกซื้อไปกิน หนูดีเลยรีบบอกแม่ค้าว่า ขอเหมาหมด เพื่อตัดโอกาสการฆ่าเสียก่อน (แต่กลับมาถึงบ้าน น้องสาวตัวดีก็บอกว่า มดแดงที่พี่กินน่ะ ก็ชีวิตเหมือนกันเน้อ)
อย่างไรก็ตาม หนูดีได้ปูมากะละมังใหญ่ ถูกหนีบกันแน่นแบบกลอกได้แต่ลูกตา พร้อมกับหอยตัวเป้งอีกหลายสิบตัว ขนาดใหญ่กว่าหอยขมมาก ที่มีคนมาชี้กำลังจะลงหม้อเหมือนกัน เลยถูกหนูดีขอซื้อตัดหน้าไปแบบฉิวเฉียด เป็นเงินเกือบ 1,000 ที่หนูดีรู้สึกว่าคุ้มค่าที่สุดตั้งแต่เคยใช้มาในชีวิต
ในที่สุดวันนั้นแทนที่จะออกไปตลาดแวบเดียว หนูดีก็ต้องแวะไปที่วัดนาป่าพง คลองสิบ เพื่อจัดการปล่อยปูเสียก่อน กลับมาบ้านเสียเกือบเที่ยง ภาพปูที่พอแกะออกจากไม้หนีบแล้วรีบลนลานคลานลงน้ำไปแบบรอไม่ไหว ทำเอาหนูดีหายอยากกินปูไปนาน วันนั้นหลงทางออกไปจากที่ตั้งใจไว้หลายชั่วโมง แต่ไม่รู้สึกเสียเวลาสักนิดเดียว
ปกติหนูดีไม่ชอบขับรถหลงทางเลย ทำให้รู้สึกสับสนและเสียเวลา เพิ่งมาเริ่มชอบ
“หลงทาง” แบบนี้เมื่อปีที่แล้วเอง บ้านเราไปอยู่ฝรั่งเศสกัน 1 เดือน วันหนึ่งหนูหวานกับหนูดีตัดสินใจว่าวันนี้จะเป็นโปรแกรมเที่ยวแบบหลงทางกันดีกว่า เราเช่าจักรยานกันคนละคัน แล้วปั่นไปในปารีส โดยไม่กำหนดที่ไป เห็นอะไรน่าดูก็หยุดดู อะไรน่ากินก็หยุดกิน อะไรน่าซื้อก็หยุดซื้อวันนั้นหนูดีสนุกมากและจำได้แม่น เพราะเราปั่นออกไปเรื่อยๆ อากาศดี แล้วก็ไปเจอร้านอาหารที่อร่อยที่สุดริมทาง เราจอดกินแบบสบายๆ ปั่นไปอีกหน่อยก็เจอร้านขายผ้าลายสวย ปั่นไปอีกไม่ไกลก็เจอหนุ่มสาวคู่หนึ่งเต้นลีลาศโชว์อยู่ริมสวน มีคนมุงดูมากมาย พอเต้นเสร็จคนก็โยนเงินใส่กล่องให้ เรายังคุยกันว่าเป็นวิธีหาค่าขนมที่ไม่เลว ตกลงกันว่าถ้าหลงออกไปนอกเมืองมาก หาทางกลับไม่ถูก ก็ค่อยอุ้มจักรยานใส่รถใต้ดินกลับ แต่เราก็กลับได้แบบไร้ปัญหา
หลังบรรยายเสร็จที่สุรินทร์ หนูดีก็เริ่มเที่ยวแบบกึ่งหลงทาง ขับรถเล่นไปในเมืองเรื่อยๆ ออกนอกเมืองบ้าง เห็นอะไรน่ารักก็หยุดดู เห็นอะไรน่ากินก็แวะ ถามคนในเมืองไปเรื่อยๆ ก่อนกลับเช้าวันเสาร์มี
“ตลาดเขียว” เป็นตลาดขายของไร้สารพื้นเมืองที่ศาลากลาง หนูดีก็ตื่นแต่เช้าไปดูแล้วก็ได้ของน่ากินแบบพื้นบ้านกลับมามากมาย พอกินไปหลายวัน ทั้งมันสีม่วงไว้เผา เมล็ดงาที่ตั้งใจเอามาเพาะต่อพันธุ์ ปลาร้าทำเองของคุณยาย กระเทียมแห้งมัดใหญ่เก็บได้เป็นปี และมะตูมดิบสดๆ ลูกละ 2 บาทใครเคยท่องเที่ยวแบบตามตารางเป๊ะๆ สงกรานต์นี้ลองไปเที่ยวแบบหลงทางดูบ้างนะคะ แล้วจะรู้ว่าสนุกและไม่เสียเวลาแม้แต่นิดเดียว







