
เจดีย์ไจ้ปุ่น
สถานที่แห่งนี้ตอนที่ผมได้ยินชื่อครั้งแรก ผมจินตนาการไปว่าน่าจะเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่อีกองค์หนึ่ง
สถานที่แห่งนี้ตอนที่ผมได้ยินชื่อครั้งแรก ผมจินตนาการไปว่าน่าจะเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่อีกองค์หนึ่ง
โดย...นพพล ชูกลิ่น
สถานที่แห่งนี้ตอนที่ผมได้ยินชื่อครั้งแรก ผมจินตนาการไปว่าน่าจะเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่อีกองค์หนึ่ง เพราะคำว่า ปุ่น ในความหมายที่แปลเป็นภาษาไทย แปลว่า สี่ ผมเลยเข้าใจว่าต้องมีขนาดใหญ่เป็นสี่เท่าแน่ๆ แต่เมื่อเดินทางไปถึง ผมกลับไม่เห็นเจดีย์แต่อย่างใด พบเพียงพระพุทธรูปขนาดใหญ่สี่รูปนั่งหันหลังชนกัน ผมเลยคิดว่าชาวพม่าให้นิยามของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้แตกต่างจากบ้านเราที่มีการกำหนดการเรียกชื่อสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนาไว้อย่างเฉพาะเจาะจงจนผมเองยอมรับเลยครับว่าจดจำชื่อเฉพาะเหล่านี้ได้ไม่หมดจริงๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมพบความแตกต่างระหว่างวัดไทยกับวัดพม่านั้นคือ วัดพม่าจะไม่เป็นที่จำวัดของพระสงฆ์เลย แต่จะมีสถานที่แยกออกไปจากวัดเพื่อใช้เป็นที่จำวัดและศึกษาพระธรรม ซึ่งต่างจากบ้านเราที่วัดเป็นศูนย์รวมของพระพุทธศาสนาในทุกๆ ด้าน
พระเจดีย์ไจ้ปุ่น ถูกสร้างโดยพระเจ้าธรรมเจดีย์ทรงสร้างขึ้นในปี 1467 พระเจดีย์ก่อเป็นแกนทึบรูปทรงสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง มีพระพุทธรูปนั่งสูง 30 เมตร ประดิษฐานอยู่สี่ทิศแทนองค์สมเด็จพระสมณโคดม (หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ) กับพระอดีตพุทธเจ้าอีกสามองค์ อันได้แก่ พระโกนาคมน์ (หันพระพักตร์ไปทางทิศใต้) พระกกุสันธะ (หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก) พระกัสสปะ (หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก) ซึ่งพระพุทธรูปกัสสปะนั้นชำรุดผุพังไปมาก เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวในปี 1930 และได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่เมื่อปี 2019
มีตำนานว่า เจดีย์ไจ้ปุ่น สร้างโดยสี่สาวพี่น้องที่อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา สร้างพระพุทธรูปแทนตนเอง และสาบานตนว่าจะไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ เชื่อกันว่าหากคนใดคนหนึ่งแต่งงาน พระพุทธรูปก็จะพังลงมา เป็นตำนานที่เล่าขานสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน รูปลักษณ์และสัดส่วนของพระพุทธรูปทั้งสี่องค์มีความสวยงามคล้ายพระพุทธรูปสมัยอยุธยา แต่ในรายละเอียดของพระพุทธรูปจะมีความแตกต่างกันอยู่มาก
ทุกครั้งที่ผมมานมัสการที่นี่ ผมมักจะมาถึงในช่วงเวลาที่ไม่ดีนักสำหรับการถ่ายภาพ คือมาถึงตอนพระอาทิตย์ตรงหัวหรือเฉียงหัวไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้นความงามที่ได้จากการถ่ายภาพที่มีแสงมาช่วยนั้นเลยหมดไป ผมจึงแก้ปัญหาโดยเริ่มเดินหาความสวยงามทางสถาปัตยกรรมมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของภาพ ยิ่งถ้าหากท่านเป็นนักถ่ายภาพที่มีความคุ้นเคยกับองศาการบิดเบือนของเลนส์ (Distortion) นำเอาข้อจำกัดนี้มาจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญทำให้เกิดมิติภาพใหม่ๆ ได้นะครับ
และอีกประการหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาถึงที่นี่ ผมแนะนำให้แวะซื้อรองเท้าแตะของคุณสุภาพสตรี ซึ่งมีความสวยงามตามสไตล์พม่า กับของฝากที่เป็นที่นิยมอีกอย่างหนึ่งก็คือ แป้งทานาคา ซึ่งที่นี่เท่าที่ผมสังเกตจะทำจากไม้ทานาคาตามอายุและขนาดที่เหมาะสมในการมาทำแป้งที่ดีกว่าแหล่งท่องเที่ยวที่อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของราคาเทียบกับคุณภาพแล้วถูกกว่าที่อื่นในคุณภาพเดียวกัน ลองแวะดูนะครับ เป็นร้านเล็กๆ ตรงทางเข้าวัด มีทางเข้าหลักอยู่ทางเดียว สำหรับพม่าผมคงชวนทุกท่านเที่ยวแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ฉบับหน้าผมคงเปลี่ยนไปประเทศอื่น ส่วนจะเป็นประเทศไหนคงต้องติดตามกันนะครับ
&<2288;







