
พื้นที่เสี่ยงอันตรายจี้ชิงปล้น
คนร้ายที่กระทำการอุกอาจปาดคอเพื่อชิงทรัพย์นายสุวัฒน์ ปัญจวงศ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ประจำศาลอาญา
คนร้ายที่กระทำการอุกอาจปาดคอเพื่อชิงทรัพย์นายสุวัฒน์ ปัญจวงศ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ประจำศาลอาญา
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
คนร้ายที่กระทำการอุกอาจปาดคอเพื่อชิงทรัพย์นายสุวัฒน์ ปัญจวงศ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ประจำศาลอาญา เหตุเกิดกลางดึกภายในซอยรัชดาภิเษก 36 หรือซอยเสือใหญ่อุทิศ บรรยากาศที่เปลี่ยวและมืด ประกอบกับภายในซอยดังกล่าวมีช่องทางสลับซับซ้อนเข้าออกได้หลายเส้นทาง เป็นผลบวกให้กับอาชญากรร้ายก่อเหตุดังกล่าวได้ และทำให้ตำรวจนครบาลต้องฉุกคิดและวางมาตรการป้องกัน “พื้นที่เสี่ยง” ให้มากขึ้นกว่าเดิม
แม้ว่าคนร้ายทั้ง 2 คนที่ก่อเหตุดังกล่าวจะถูกจับกุมตัวแล้ว แต่ภัยที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งลักวิ่งชิงปล้น หรือแม้แต่ข่มขืนก็ยังวนเวียนอยู่ในเมืองกรุง งานป้องกันและปราบปรามจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ระบุพื้นที่เสี่ยงอันตรายในกรุงเทพมหานคร พบว่ามีกว่า 200 จุดเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีป้ายรถเมล์อีกกว่า 100 ป้ายที่สุ่มเสี่ยงเอื้อต่อการก่ออาชญากรรม สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.จุดเปลี่ยวตามตรอกซอกซอย 2.สะพานลอยคนข้าม และ 3.อาคารหรือบ้านรกร้าง โดยเฉพาะย่านฝั่งธนบุรี ท้องที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 8 และ 9 ที่มักจะเกิดเหตุบ่อยที่สุด เพราะมีพื้นที่เปลี่ยว และมีช่องทางหลบหนีได้หลายเส้นทาง ทั้งย่านบางขุนเทียน บางบอน ราษฎร์บูรณะ รวมถึงตลิ่งชัน หรือแม้แต่ในพื้นที่ชั้นในก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะเป็นพื้นที่พลุกพล่าน กลางคืนยิ่งอันตราย เหตุฉกชิงวิ่งราวทรัพย์ ล้วงกระเป๋าก็เกิดบ่อยเช่นกัน
แต่ในยามค่ำคืนที่ดูจะเป็นช่องทางให้คนร้ายก่อเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่เปลี่ยวอีกหลายแห่ง พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ก็มีวิธีแนะนำให้ช่วยตัวเองเพื่อให้หลุดรอดจากภัยร้ายของมารสังคม แต่ก่อนอื่นมีเรื่องที่ พล.ต.ต.มานิต อยากจะยอมรับ
“กำลังไม่พอครับ งานสายตรวจถือว่าหนักมาก แต่ตำรวจก็ต้องทำให้เต็มที่ เอามาเป็นข้ออ้างไม่ได้ ผมสั่งการให้จัดกำลังสายตรวจใหม่ ให้เพิ่มการออกตรวจให้ถี่มากขึ้น ทั้งกลางวันและกลางคืน เช่น ช่วงกลางวันจะให้สายตรวจออกตรวจตามบ้านเรือนประชาชนเป็นหลัก ทั้งในหมู่บ้าน หรือร้านค้า ร้านทอง ส่วนกลางคืนจะให้ทุกท้องที่ต้องวนรถดูป้องกันตามป้ายรถเมล์ พื้นที่ตรอกซอกซอยที่เปลี่ยว เพื่อป้องกันให้เกิดเหตุน้อยที่สุด” รองมานิต เล่า
นอกจากนี้ งานป้องกันอีกอย่างคือดึงมวลชนเข้ามาเป็นพวก โดยเฉพาะกลุ่มวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง อบรมให้ช่วยสังเกตพฤติกรรมของคนร้าย และช่วยเหลือประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงให้แจ้งตำรวจหากมีเหตุทันที
“ให้ทุกท้องที่เข้าไปตรวจสอบจุดเสี่ยงในพื้นที่ตัวเอง และให้หาทางป้องกัน หากแสงสว่างไม่เพียงพอก็ต้องให้ประสานการไฟฟ้าขอไฟฟ้ามาติด
ส่วนแนวทางป้องกันเบื้องต้นที่ต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น พล.ต.ต.มานิต แนะนำว่า ให้หลีกเลี่ยงสถานที่เปลี่ยว หรือหาเพื่อนเดินหากจำเป็นจริงๆ และควรจะแจ้งการเดินทางไปยังญาติหรือครอบครัวให้รู้พิกัดของตัวเอง แต่หากจำเป็นต้องเดินทางคนเดียวในที่เปลี่ยว ประเมินสถานการณ์อันตราย หากพบว่าเสี่ยงไม่ควรเด็ดขาด แต่จำเป็นก็ต้องสังเกตบริเวณข้างเคียง ส่วนคนร้ายที่ใช้รถจักรยานยนต์ชิงทรัพย์ต้องอาศัยการจดจำรูปพรรณคนร้ายและรถจักรยานยนต์ให้ได้มากที่สุดเพื่อง่ายต่อการติดตาม
“ไม่จำเป็นอย่าอยู่คนเดียวในที่มืดหรือที่เปลี่ยว และหากมีเหตุให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือมองหาคนช่วยเหลือที่ดูจะเป็นมิตรมากกว่าด้วย ขอให้ระวังด้วยครับ เพราะอาชญากรรมเกิดขึ้นทุกพื้นที่ ตำรวจจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่อีกทางเพื่อให้ความปลอดภัยกับประชาชน” พล.ต.ต.มานิต ย้ำทิ้งท้าย
เพราะตัวเลขการก่อเหตุที่ประทุษร้ายต่อทรัพย์ในพื้นที่เมืองหลวงช่วงเดือน ม.ค.ก.พ. 2556 มีมากถึง 1,616 คดี และจับกุมไปได้ 593 คดีเท่านั้น ถึงแม้ว่าตัวเลขนี้จะน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่นั้นไม่ได้การันตีความปลอดภัยให้กับประชาชน ตำรวจต้องวางงานให้หนักและเข้มข้นมากกว่าเดิม ไม่เช่นนั้นอันตรายจะต้องตกอยู่กับประชาชน







