
เรื่องเย็นๆของดริปเย็น
“เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา... ดริปที่ไหนเย็นที่สุด?” ลูกค้าหน้าป่วนจุดชนวนคำถามขึ้นมาทันก่อนปิดร้านในคืนหนึ่ง
โดย...เกดริน / ภาพ : กาแฟดริป
“เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา... ดริปที่ไหนเย็นที่สุด?” ลูกค้าหน้าป่วนจุดชนวนคำถามขึ้นมาทันก่อนปิดร้านในคืนหนึ่ง
เพราะยิ้มมุมปากอย่างขี้เล่นนั่นแหละ แม้แต่ลมเย็นยามค่ำที่พัดหลงทางมาถึงสี่แยกปทุมวัน ยังรู้เลยว่า “ดริปเย็น” ในความตั้งใจของคนถามไม่ใช่กาแฟดำที่เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็ง (Iced Drip Coffee) และยิ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศเลยสักนิด
สายตาทั้งคู่ยังคงจับจ้อง “ของเล่น” ชิ้นใหม่ที่ร้านเพิ่งได้มา อุปกรณ์ทำกาแฟจากญี่ปุ่น หน้าตาประหลาด ดูบอบบางแต่สวยมีเสน่ห์ มันคือโถแก้วใสจำนวน 3 ชิ้นที่ประกอบร่างรวมกันได้ด้วยขาตั้งไม้ หลายคนเรียกมันสั้นๆ ว่า “ดริปเย็น” (Cold Brew) ตามวิธีทำกาแฟโดยการหยดน้ำเย็นทีละหยด ทีละหยด ลงบนกาแฟคั่วบด แทนที่จะใช้ความร้อนเหมือนกาแฟดริปแบบปกติ แต่กลับใช้ความเย็นเป็นตัวสกัดเอากาแฟออกมาแทน
กาแฟดริปปกติที่ใช้เวลาราว 34 นาที เทียบไม่ได้เลยกับการรอคอยดริปเย็นที่ใช้เวลานานมาก แฮ่ม! 612 ชั่วโมง ทว่า รางวัลแห่งการรอคอยมักคุ้มค่าเสมอ ว่ากันว่า ดริปเย็นช่วยเพิ่มอรรถรส ทำให้กาแฟรสกลมกล่อม เปรี้ยวน้อยกว่าเดิม และมีปริมาณกาเฟอีนน้อยกว่าเดิมด้วย
เรื่องความเปรี้ยว ลิ้นใครก็ลิ้นเขา... มีข้อมูลจากร้านกาแฟชื่อดังหลายสำนักในต่างประเทศที่เคยส่งกาแฟดริปปกติและกาแฟดริปเย็นเข้าห้องแลปเพื่อเปรียบเทียบค่า pH ผลปรากฏว่า ดริปเย็นมีค่าความเปรี้ยวน้อยกว่าจริง เช่นเดียวกับผลทดสอบปริมาณกาเฟอีนที่ระบุว่าน้อยลงถึง 30%
แม้ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ในโลกของกาแฟ แต่ความเป็นมาที่ไม่ปะติดปะต่อของ “ดริปเย็น” ลี้ลับ น่าสนใจพอๆ กับหน้าตาเซ็กซี่แสนคลาสสิกของมัน
ประวัติศาสตร์จากโลกออนไลน์บันทึกไว้ Cold Brew คือ ขั้นตอนการแช่สกัดผงกาแฟคั่วบดด้วยน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง บางครั้งถูกเรียกอีกอย่างว่า Toddy Coffee ซึ่งหมายถึงชื่อแบรนด์อุปกรณ์กลั่นเย็นสัญชาติอเมริกัน เรื่องจากซีกโลกฝั่งตะวันตกเริ่มขึ้นในปี 1964 หลังจบการศึกษาวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล “ท็อด ซิมสัน” ได้ลองชิมกาแฟเปรูจนเกิดแรงบันดาลใจให้พัฒนาระบบกลั่นเย็น เขาจดสิทธิบัตรในนาม The Toddy โดยเชื่อว่าอุปกรณ์นี้ช่วยลดความเปรี้ยวของกาแฟได้ถึง 67% สินค้าของเขาผลิตขายไปทั่วอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา และยุโรป ปัจจุบันร้านกาแฟอย่าง Seattle’s Best, Barnie’s, Gloria Jean’s ฯลฯ ก็ยังคงมีใช้ให้เห็นอยู่
ที่น่าแปลกคือ The Toddy ไม่ใช่ทางเลือกของกลุ่มร้านกาแฟอินดี้อย่างเห็นได้ชัด
ทั้ง Blue Bottle และ Dripp ร้านกาแฟชื่อดังในแคลิฟอร์เนีย กลับเลือกใช้เครื่องทำดริปเย็นสัญชาติญี่ปุ่นนามว่า “โอจิ” (OJI) อุปกรณ์ทำกาแฟหน้าตาสวยคลาสสิกที่พวกเขาพอใจจะเรียกว่า “โตเกียวสไตล์” (Tokyo Style) ย้อนกลับไปดูอีกที ปรากฏว่าโอจิแห่งโตเกียวกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1963 โน่น
ชะอุ๊ย! ดูเหมือนว่าดริปเย็นในโลกตะวันออกเกิดก่อนฝั่งตะวันตกถึง 1 ปีเต็ม โอจิเป็นตำนานของดริปเย็นรุ่นบุกเบิกโดยไม่ต้องสงสัย แต่เพราะไซส์ขนาดใหญ่ที่มาพร้อมความบึกบึนและสวยงาม ราคาค่าแบรนด์ย่อมหรูหราตาม สำหรับดริปเย็น 7 รุ่น สนนราคาไล่ลงมาตั้งแต่ 5.2 หมื่น8,200 บาท ขณะที่คลื่นลูกใหม่อย่าง “แฮริโอ” (Hario) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องแก้วที่ก่อตั้งในปี 1968 เลือกผลิตอุปกรณ์ดริปเย็นไซส์เล็กลงมาให้ดูสะดวก ทั้งเคลื่อนย้ายและใช้งานง่าย ราคาน่าคบมากขึ้น 1.5 หมื่น9,450 บาท แถมยังมีดริปเย็นแบบครัวเรือนไซส์เล็กกะทัดรัด 1,200-900 บาท
ทุกวันนี้ดริปเย็นมีให้เลือกจนตาลาย นี่ยังไม่ได้พูดถึงแบรนด์ “คาริตะ” (Kalita) อุปกรณ์ดริปเย็นสวยน่าใช้ไม่แพ้ของแฮริโอ พัฒนาการของดริปเย็นดูเหมือนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามความนิยมที่แพร่หลายอย่างเงียบๆ เมื่อปีที่แล้วแบรนด์น้องใหม่จากแดนกิมจิชื่อ Coffeega ก็เพิ่งเปิดตัวเครื่องทำดริปเย็นทรงนาฬิกาทรายดีไซน์ล้ำ สวยเซ็กซี่ทันสมัยสุดๆ
ลมเย็นพัดจากลาแยกปทุมวันไปนานแล้ว... น้ำแข็งจากโถแก้วชั้นบนสุดเริ่มละลายทีละน้อย หยดน้ำเล็กๆ ค่อยๆ ซึมสู่โถแก้วชั้นที่สอง กาแฟบดหยาบขนาดเท่าเกล็ดน้ำตาลบรรจุอยู่อย่างแออัดในชั้นนี้ อีกหลายชั่วโมงกว่ากาแฟหยดแรกจะทิ้งตัวสู่โถแก้วใบล่าง
“เอ้า...ตกลงว่าดริปที่ไหนเย็นที่สุด?” ลูกค้าคนสุดท้ายของวันส่งเสียงเย้ามาเอาคำตอบพร้อมยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
“โอ๊ย... ดริปเย็นที่ไหน ถ้าใช้น้ำแข็งทำ... อุณหภูมิก็เริ่มต้นจากศูนย์เท่ากันนั่นแหละ”







