
อินเทรนด์กับชาขาว
หลังไปนั่งทำกิ๊บเก๋ที่ทไวนิงส์ ที บูทีค (Twining Tea Boutique) ชั้น G เซ็นทรัลเวิลด์ มาหลายครั้ง “รอยนวล”
โดย...รอยนวล ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
หลังไปนั่งทำกิ๊บเก๋ที่ทไวนิงส์ ที บูทีค (Twining Tea Boutique) ชั้น G เซ็นทรัลเวิลด์ มาหลายครั้ง “รอยนวล” ก็สบโอกาสได้พูดคุยกับทีมาสเตอร์คนเก่งของ ที บูทีค แห่งแรกและแห่งเดียวของแบรนด์ชาจากอังกฤษ ซึ่งมีความเป็นมายาวนานกว่า 300 ปี จากบทสนทนาเรื่องวัฒนธรรมชาจากอังกฤษที่แพร่กระจายมาสู่ส่วนอื่นๆ ของโลก ก่อนจะมาจบลงด้วยเรื่องของวัฒนธรรมชายามบ่าย (Afternoon Tea) และ “ชาขาว” ซึ่งเป็นดาวดวงที่เปล่งประกายแจ่มจรัสมากที่สุดในโลกของชาวันนี้
ชาขาวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นของเก่าที่กลายเป็นเทรนด์ อันว่า ชาขาว นั้น หมายถึงชาใบที่บริสุทธิ์ที่สุดจากต้น ผลิตด้วยกรรมวิธีที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด เพราะชาขาวมาจากยอดตูมและใบอ่อน (2 ใบแรก) ของต้นชา ก่อนทำให้แห้งด้วยวิธีธรรมชาติ โดยอาศัยลม แดด หรือความร้อนในระยะเวลารวดเร็ว แตกต่างจากการผลิตชาประเภทอื่นที่อาจจะแห้งด้วยความร้อนหรือไอน้ำ รวมถึงผ่านการหมัก
เรียกได้ว่าชาหนึ่งต้นสามารถนำมาผลิตเป็นชาขาวได้เพียงเล็กน้อยต่อหนึ่งฤดูกาล บางครั้งชาขาวก็ถูกเรียกว่าชาหิมะหรือชาเงิน เพราะขนสีขาวที่เกาะอยู่รอบๆ ยอดตูม ซึ่งธรรมชาติสร้างมาเพื่อป้องกันยอดอ่อนของใบชาจากแมลง และกลายเป็นที่มาของชื่อชาขาว
ด้วยกรรมวิธีการผลิตทำให้ปริมาณสารต่อต้านอนุมูลอิสระ คุณค่าทางโภชนาการ รวมไปถึงกลิ่นและรสยังคงอยู่ในชาขาว ที เลิฟเวอร์ จำนวนมากชื่นชอบชาประเภทนี้ เพราะรสชาติและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันสดชื่นและนุ่มนวล ขณะที่การศึกษาทางวิชาการของหลายสำนักยืนยันเหมือนกันว่าชาขาวเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
แหล่งเพาะปลูกชาขาวดั้งเดิมอยู่ที่จีน (โดยเฉพาะในเขตมณฑลฝูเจี้ยน) ซึ่งเรียกชาขาวว่า หยินเซน หรือเข็มเงิน ตามรูปร่างลักษณะเล็ก เรียว บาง และขนอ่อนสีเงิน ซึ่งเกาะอยู่รอบๆ (ยิ่งมากยิ่งดี) ชาวจีนดื่มชาขาวมานานเกือบ 2,000 ปี และเชื่อกันว่าชาขาวคือราชาแห่งชาทั้งมวล ชาขาวจึงมีราคาแพง หายาก เป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูงเท่านั้น
ในสมัยราชวงศ์ถัง ชาวจีนจะพิถีพิถันกับการผลิตชาขาวมาก โดยจะเก็บยอดตูมซึ่งผลิจากต้นไม่เกิน 2 วัน เก็บเกี่ยวด้วยมือในวันแรกของฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ก่อนนำไปทำให้แห้งและอัดเป็นก้อน ต่อมาการผลิตชาเขียวก็มีรูปแบบเปลี่ยนแปลงไป ไม่นิยมนำไปอัดหรือผลิตในรูปแบบชาผง เป็นต้น
ชาเป็นพืชที่เจริญงอกงามดีในพื้นที่สูงเหนือระดับนํ้าทะเล แหล่งเพาะปลูกชาขาวที่มีชื่อเสียงอยู่ที่จีน รวมทั้งบางส่วนของญี่ปุ่น ขณะที่อินเดียและทวีปแอฟริกาผลิตชาประเภทนี้ได้น้อย
บางคนอาจจะคิดว่าชาขาวแตกต่างกับชาอื่นๆ เพราะพันธุ์ แต่ความจริงแล้วชาในโลกล้วนมาจากสกุล Camellia เหมือนกัน ต่างกันตรงที่มีขั้นตอน กรรมวิธีการผลิต รวมทั้งอายุของใบชาซึ่งแตกต่างกันไป อย่างชาขาวเองก็แบ่งออกเป็นหลายอย่าง เป็นชาจากยอดตูมของชา มีลักษณะเหมือนเข็มที่มีขนเล็กๆ สีขาวอยู่รอบๆ อย่างเดียวหรือมีใบอ่อนผสม เป็นใบชาที่เก็บในฤดูใบไม้ผลิ (ประมาณเดือน มี.ค.เม.ย.) หรือฤดูกาลอื่นๆ ที่ดีน้อยกว่า ฯลฯ เป็นปัจจัยคัดแยกชาขาว
ชาขาวจากจีนที่มีชื่อว่า ไป๋ห่าวหยินเซน หรือเข็มเงิน นับเป็นชาขาวชั้นเลิศของโลก ซึ่งก็แตกต่างไปจากชาขาวซีลอนจากศรีลังกา ชาขาวดาร์จีลิง ชาขาวอัสสัมจากอินเดีย หรือชาขาวแอฟริกัน เพราะสภาพดินฟ้าอากาศ
นอกจากจะเป็นขวัญใจนักดื่มชาทั่วโลกเพราะกลิ่นและรสแล้ว ด้วยผลวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าชาขาวดีต่อสุขภาพในเรื่องต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ลดระดับของไขมัน กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านแบคทีเรียและไวรัส บ้างก็ว่าทำให้ผิวพรรณหน้าตาเต่งตึง (โปรดใช้วิจารณญาณ) รวมทั้งชาขาวมีกาเฟอีนต่ำกว่าชาชนิดอื่น แต่ถึงอย่างไรก็ดีหากดื่มมากเกินไป มีกาเฟอีนในร่างกายมากไป ก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ทั้งหมดที่ว่ามาล้วนก่อให้เกิดกระแสความนิยมในตัวชาขาวมากขึ้นทั้งนั้น
เช่นเดียวกับชาชนิดอื่นๆ ปัจจุบันชาขาวมีให้เลือกทั้งแบบเป็นใบ (Loose Leaf) หรือแบบบดแล้วใส่ถุง (Tea Bag) รวมไปถึงชาผงสำเร็จรูป (Instant) ซึ่งผู้สันทัดกรณีแนะว่า ชนิดแรกให้รสชาติดีที่สุด (และแพงที่สุดเช่นกัน) หากเทียบกับชาชนิดอื่นๆ ชาขาวต้องการใช้ปริมาณมากกว่าและเวลามากกว่าในการชงต่อครั้ง โดยควรทิ้งไว้ในน้ำร้อน (ควรต่ำกว่า 190 องศาฟาเรนไฮต์) ประมาณ 5 นาที เพื่อให้ได้น้ำสีเหลืองทองอำพันจึงดื่มได้
จากรสนิยมและความรู้สึกส่วนตัว รอยนวล เห็นว่า รสชาติชาขาวมีเอกลักษณ์ซึ่งแตกต่าง อย่างชาเขียวนั้นมีรสแบบหวานอมขม ขณะที่ชาดำเข้ม หนัก และมีฟรุตตี้เล็กน้อย ส่วนชาขาวมีรสชาตินุ่มนวล ซับซ้อน มีกลิ่นรสผลไม้อ่อนๆ หรือดอกไม้บางๆ เจืออยู่ จำกัดความได้ว่า นุ่ม เนียน และหวาน
เพราะรสชาติและกลิ่นที่ดี (รวมทั้งราคาที่แพงมากกกก) ทำให้ชาขาวมักนิยมดื่มโดยไม่ผสมนมหรือน้ำตาล คำแนะนำจากผู้สันทัดกรณีคือ ชาขาว ซึ่งมีรสชาติอ่อนไม่ควรรับประทานคู่กับอาหารที่มีรสชาติหนักหรือจัดไป ไม่เช่นนั้นชาขาวก็จะถูกกลบจนกลายเป็นไม่ต่างกับน้ำเปล่า เลือกอาหารเบาๆ และไม่หวานนัก เพราะว่าชาขาวมีความหวานในตัวเองอยู่แล้ว จะว่าไปก็มีอาหารน้อยมากที่ไปกันได้ดีกับชาขาว เช่นนั้นแล้ว ดื่มชาขาวอย่างเดียวอย่าไป “แพร์ริง” กับอาหารจะดีที่สุด
เอาเป็นว่า เมื่อถึงช่วง “ทีไทม์” ของวันนี้ โปรดให้โอกาสกับ “ชาขาว” เครื่องดื่มสุดฮอตประจำฤดูกาล







