
ความจริงเกี่ยวกับทรัพยากรคนไทยที่ควรรู้...แล้วเปลี่ยน
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา แฟนประจำคอลัมน์ HR Variety ของผู้เขียนคงจะสังเกตเห็นว่าผู้เขียนได้พูดเรื่อง “War of Talent” (สงครามแย่งคนเก่ง) และการขาดแคลนคนเก่ง (Shortage of Talent) อยู่เป็นประจำทุกปี พร้อมกันนั้นยังได้เรียกร้องเสนอแนะให้ผู้บริหารองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนทุ่มเทความสนใจและทรัพยากรประดามี เพื่อสร้างคนและพัฒนาคนอยู่ตลอดเวลา เพราะปัญหาเรื่องการขาดคนนี้ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มันเป็นปัญหายืดเยื้อแก้ไม่ตกในระดับโลกาภิวัตน์ไปเสียแล้ว
ตามที่ผู้เขียนได้ติดตามการสำรวจเรื่องทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรสถาบันต่างๆ เช่น EIU (Economist Intelligence Unit) ของวารสาร The Economist NYSE Magazine (New York Stock Exchange Magazine) ที่จัดทำ CEO Report เป็นประจำทุกปี ตลอดจนการสำรวจขององค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการให้คำแนะนำปรึกษาเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เช่น AonHewitt Towers Watson Deloitte Touche และ Manpower พบว่าปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานมีความสามารถและศักยภาพสูง เป็นปัญหาที่เรื้อรังและทวีความรุนแรงมากขึ้นจนแผ่ไปทั่วโลก ผู้เขียนจึงอยาก “ส่งสัญญาณเตือน” เรื่องปัญหาการขาดแคลน Talent อีกครั้ง โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ AEC ในอีกปีกว่าๆ ข้างหน้านี้ ขอเรียนเลยว่าเรื่องการขาดบุคลากรจะเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่สามารถบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้มากเลยทีเดียว ถ้าเราไม่เตรียมการให้ดี
จากรายงานการสำรวจของสถาบันต่างๆ ดังกล่าวเบื้องต้น ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศต่างๆ ในโลกล้วนขาดแคลนบุคลากรที่มีฝีมือความสามารถเพียงพอที่จะทำงานในหน้าที่ต่างๆ ทุกระดับ ไม่เหมือนเมื่อสิบปีมาแล้ว ที่มักขาดแต่บุคลากรในระดับบริหารตำแหน่งสูง ในปัจจุบันนี้พนักงานระดับปฏิบัติการก็หายากค่ะ รวมทั้งบรรดา “ผู้ใช้แรงงาน” ที่จะเป็นลูกจ้างทำงานบ้าน คนงานซ่อมท่อประปา ทำถนน ทาสี ฯลฯ ล้วนหายากกันทั้งนั้น ที่พอมีฝีมือทำอะไรได้บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดเป็น “แรงงานมีผีมือ” ถ้าเทียบกับมาตรฐานสมัยก่อน บุคคลเหล่านี้ก็ได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็น “ช่างมีฝีมือ” ซึ่งแน่นอนที่ค่าแรงก็ต้องสูงขึ้นด้วย
ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับ “ช่างฝีมือตัวจริง” ที่อายุมักเกิน 4050 ปีไปแล้ว ช่างเหล่านี้มักบ่นให้ได้ยินเสมอๆ ว่า เดี๋ยวนี้หาลูกน้องมาเป็นลูกมือยาก เพราะพอหาเด็กใหม่มาฝึกงาน “แค่พอจะใช้การได้” ลูกน้องก็จะแยกตัวไปเป็น “ช่างใหญ่” พร้อมทำมาหากินทันที ในขณะที่ลูกพี่มองว่ามาตรฐานผลงานยังไม่น่าเรียกตัวว่าเป็น “ช่าง” ได้เลย และในส่วนของการองค์กรธุรกิจก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร บัณฑิตใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาออกมาทำงานกับองค์กรใหญ่ได้สักไม่เกิน 2 ปี พอเริ่ม “รู้งาน” ก็จะมีบริษัทอื่นที่มองหา “ผู้มีประสบการณ์” ไปทำงานด้วย จากนั้นพอทำงานได้ 23 ปี ก็มักจะเปลี่ยนงานอีก พอเปลี่ยนครบ 3 งาน สิริรวมประสบการณ์ทำงานประมาณ 56 ปีขึ้นไปก็มักได้เป็นหัวหน้างาน หรือผู้จัดการแล้ว
ผู้บริหารวัยอาวุโสหลายท่านได้แสดงความเห็นกับผู้เขียนว่า แม้หนุ่มสาวยุคดิจิตอลหลายคนจะเก่งกาจหัวไว ในขณะเดียวกันก็มีจำนวนหลายอยู่ที่มีความสามารถปานกลาง ไม่เด่น แต่เพราะในปัจจุบันหาคนที่เป็น “Talent” จริงๆ หรือเป็น “Hipo” (ย่อมาจาก “HighPotential Employee”) จริงๆ ก็แสนยาก ดังนั้นเวลาที่องค์กรต้องสร้างแผนพัฒนาในสายอาชีพ (Career Development Plan) เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาและจูงใจรักษาบุคลากรไม่ให้จากองค์กรไปไหน บางครั้งผู้บริหารต้องยอมรับว่าบุคลากรที่ได้รับเลือกว่าเป็น Talent หรือเป็น HiPo นั้น ไม่ได้มีคุณสมบัติสูงตามมาตรฐานที่องค์กรตั้งไว้ แต่เพราะมัน “หาคนไม่ได้” ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนใจหาคนที่พอใช้ได้เข้าโปรแกรม Talent Development ไปก่อน ครั้นจะยอมรับว่าไม่มีคนเก่งในองค์กรเลยก็จะเป็นการเสียภาพลักษณ์ แถมยังทำให้พนักงานที่มีอยู่ไม่พอใจ เสียกำลังใจ พานลาออกไปเสียอีก
นี่แหละคือสถานการณ์การจ้างงานในปัจจุบันของไทยเรา และหากมองภาพในอนาคตต่อไปก็น่าหนักใจ เพราะผลสำรวจไอคิว (Intelligence Quotient) และอีคิว (Emotional Quotient) ของเด็กไทยต่ำกว่ามาตรฐานเด็กสากล โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมช.สาธารณสุข ได้เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วนี้เองว่า เด็กไทยมีไอคิวเฉลี่ย 98.59 จุด ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากล คือ 100 จุด และนพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ระบุว่า การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ หรืออีคิวของเด็กนักเรียนไทยวัย 611 ขวบ อยู่ที่ 45.12 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ปกติที่ควรเป็นคือ 50 ขึ้นไป ทั้งนี้มีเด็กถึงร้อยละ 80 ที่มีคะแนนต่ำกว่าปกติ โดยประเด็นที่น่าเป็นห่วงและพบว่ามีคะแนนต่ำที่สุดคือ มุ่งมั่นพยายาม (ร้อยละ 43) และกล้าแสดงออก (ร้อยละ 45)
นอกจากนี้ พบว่าแต่ละปีตั้งแต่ปี 2545 เด็กไทยมีอีคิวต่ำลงเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้อ่านข่าวพบปัญหาเด็กไทยมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้นทุกที และมีจำนวนเด็กที่มีความสามารถในการศึกษาและแสดงผลงานต่างๆ ลดลง
ทั้งนี้ มีประเด็นน่าสนใจตรงที่ว่าความจริงเด็กไทยไม่ได้มีไอคิวต่ำตั้งแต่แรกเกิดนะคะ เพราะ พญ.จันทร์เพ็ญ ชุประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อปลายปีที่แล้วว่าได้มีการสำรวจระดับอายุสมองของเด็กไทยวัย 6 เดือนแรก วัดจากพัฒนาการพบว่าเด็กวัยนี้เฉลี่ยแล้วศักยภาพทางสมองสูงกว่า 130 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่กล่าวได้ว่ามีต้นทุนดี ไม่มีปัญหา เพราะที่สังคมแวดล้อมยังไม่ได้ใส่อะไรเข้าไปในสมองของเด็กมากนัก แต่พอผ่านการอบรมเลี้ยงดูจากบ้านไปถึงระบบโรงเรียน ปรากฏว่าไอคิวของเด็กต่ำลงตั้งแต่ขวบแรก พญ.จันทร์เพ็ญ กล่าวว่า นี่คือผลกระทบของการเลี้ยงดูอบรมจากพ่อแม่ และโรงเรียนที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาไอคิวของเด็กไทย
นี่แหละคือสถานการณ์ไอคิวและอีคิวของเด็กไทย ที่จะเติบโตเข้าสู่ตลาดแรงงานในเวลาประมาณ 10 ปีข้างหน้า เห็นตัวเลขเช่นนี้แล้วคิดว่าแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในเวทีต่างประเทศไหมคะ?







