
เครื่องสำอาง คีลส์ กับประวัติศาสตร์นับศตวรรษ
ตราสัญลักษณ์ที่เป็นตัวพิมพ์ รูปตัว “K” ของร้านขายยา เดิมทีออกแบบมาสำหรับใช้กับฉลากผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของเครื่องสำอาง คีลส์ (Kiehl’s)
ตราสัญลักษณ์ที่เป็นตัวพิมพ์ รูปตัว “K” ของร้านขายยา เดิมทีออกแบบมาสำหรับใช้กับฉลากผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของเครื่องสำอาง คีลส์ (Kiehl’s)
โดย...ปอย
ตราสัญลักษณ์ที่เป็นตัวพิมพ์ รูปตัว “K” ของร้านขายยา เดิมทีออกแบบมาสำหรับใช้กับฉลากผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของเครื่องสำอาง คีลส์ (Kiehl’s) แฟนๆ ของคีลส์ในชุมชนท้องถิ่นทั่วโลกได้รู้จักแบรนด์คลาสสิกจากสหรัฐอเมริกา ในความเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวคุณภาพสูง
1851 : ยุคแรกของคีลส์
ร้านคีลส์ ฟาร์มาซี เดิมให้บริการลูกค้า ณ แฟล็กชิปสโตร์บนเธิร์ดอะเวนิว ตัดกับถนนสายที่ 13 มาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 จอห์น คีลส์ อุทิศตัวให้กับการบริการลูกค้า ด้วยการจัดหายาสมุนไพร และยากระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย (Homeopathic Remedy) น้ำมัน ยาชา และยาขี้ผึ้งสำหรับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งพัฒนาจากตำรับยาสมุนไพรโบราณจนถึงศตวรรษที่ 20
1867 : หัวมุมต้นแพร์
ย้อนไปก่อนหน้านั้น (ปี 1647) ปีเตอร์ สไตเวซันต์ ผู้ว่าการอาณานิคมนิวอัมสเตอร์ดัมของดัตช์ (ภายหลังตั้งชื่อใหม่โดยชาวอังกฤษว่า นิวยอร์ก) นำแพร์ต้นหนึ่งกลับจากฮอลแลนด์บ้านเกิดมาปลูกไว้ ณ สถานที่ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดตัดของถนน 2 สาย อันเป็นบ้านของคีลส์ นิตยสาร Harper’s Monthly รายงานว่า ต้นแพร์เก่าแก่ “สิ่งมีชีวิตที่มีอายุมากที่สุดในกรุงนิวยอร์ก” ผลิดอกออกผลจนเกือบวาระสุดท้ายในปี 1867 เมื่อถูกรถบรรทุกชนในอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
1910 : ลูกมือฝึกหัด : หมอมอร์ส
เออร์วิง เอ. มอร์ส หรือ “หมอมอร์ส” แพทย์สมุนไพรผู้รอบรู้ เริ่มทำงานให้ จอห์น คีลส์ ในฐานะลูกมือฝึกหัด พวกเขาร่วมกันกำหนดสูตรยาปรุงสำเร็จสูตรพิเศษมากมายนับไม่ถ้วน จากพืชสมุนไพรต่างถิ่น ซึ่งบุกเบิกริเริ่มประเพณีการบริการและแบบแผนการกำหนดสูตรผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของคีลส์ 1 ทศวรรษต่อมา เออร์วิง ซื้อกิจการจาก จอห์น คีลส์ ซึ่งเกษียณอายุ โดยยังคงใช้ชื่อร้านเดิม ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับแล้วในชุมชนนี้
1921 : หัวน้ำหอมสูตรแรก
ร้านขายยาคีลส์ ฟาร์มาซี สร้างชื่ออย่างรวดเร็ว จากการจัดหาหัวน้ำหอมกลิ่นหอมเร้าใจที่สุดให้กับชาวนิวยอร์ก ไม่ว่าจะเป็น Money Drawing Oil, Attraction Oil และ Purity Oil ลูกค้าถามหาน้ำหอมที่ปรุงขึ้นตามความต้องการของแต่ละรายโดยเฉพาะ คีลส์ปรุงหัวน้ำหอมขึ้นมากมาย รวม 122 กลิ่น ซึ่งปรุงให้กับลูกค้าด้วยมือ โดยหัวน้ำหอมกลิ่นแรก คือ Kiehl’s Original Musk Oil ตามมาด้วย Coriander, Vanilla, Grapefruit, Amber, Gardenia, Cucumber, Pear, Chinese Flowers และ Pour Homme ในหลายทศวรรษต่อมา
1950 : สืบทอดกิจการ
เออร์วิง มอร์ส ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านพืชสมุนไพร และความรักต่อ คีลส์ อารอน มอร์ส พัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เข้าศึกษาด้านเคมีจนสำเร็จจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขาก่อตั้งบริษัทเภสัชกรรม มอร์ส แลบอราทอรีส์ หนึ่งในผู้ผลิตเพนิซิลลินรายแรกๆ และซัพพลายเออร์เพนิซิลลินแต่ผู้เดียวในสหรัฐสมัยนั้น
อารอน มอร์ส นำ “Mr.Bones” มายังแฟล็กชิปสโตร์ทุกสาขาทั่วโลก เพื่อให้ความรู้ลูกค้าเกี่ยวกับวิธีที่ยาของคีลส์ปรับปรุงสุขภาพ
ความรักในผลิตภัณฑ์และลูกค้าของ มอร์ส เขาเริ่มโปรแกรมแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน โดยยัดกระปุกเล็กๆ ซึ่งบรรจุผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เขาเพิ่งผสมขึ้น “หลังร้าน” ใส่มือลูกค้าโดยเชื่อมั่นว่าคนเราควร “รักในสิ่งที่ทำ” เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “กลเม็ดแห่งชีวิต” และเป็นคนคิดวลีที่ว่า “จงรักในสิ่งที่คุณทำใส่หัวใจของคุณลงไปแล้วคุณจะได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทน” ซึ่งทุกคนที่คีลส์ในปัจจุบันมองว่าเป็นเสมือนมนตราและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
1960 : “ลองก่อนซื้อ”
เจมี มอร์ส ไฮเดกเกอร์ บุตรีของ อารอน มอร์ส ดำเนินรอยตามบิดา โดยแจกจ่ายตัวอย่างผลิตภัณฑ์สูตรเยี่ยมแก่ลูกค้า การลงทุนกับการแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์แทนการโฆษณา คือ รากฐานของประวัติศาสตร์ความสำเร็จอันยาวนานของคีลส์ คติง่ายๆ มีอยู่ว่า คนจะซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ ถ้าเขาได้ลอง
1963 : Love Oil ถูกค้นพบ
ตำนานคีลส์เล่าว่า Original Musk Oil “สูตรต้นตำรับ” กำหนดสูตรขึ้นช่วงต้นทศวรรษ 1920 โดยญาติของครอบครัวผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นถึงเจ้าชายแห่งรัสเซีย ตำนานของ Original Musk Oil กล่าวว่า สูตรผสมนี้ถูกเก็บลงถังซึ่งปิดฉลากว่า “Love Oil”
1970 : ได้การยอมรับจากสมิธโซเนียน
คีลส์เริ่มเปลี่ยนจุดมุ่งหมายทางธุรกิจ ไม่มีการสั่งจ่ายยาอีกต่อไป มีแต่ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวและผม ซึ่งกำหนดสูตรโดยคีลส์เท่านั้น และยังสต๊อกน้ำมันหอมไว้ถึง 120 กลิ่น ซึ่งคีลส์ยังคงมีไว้ในร้านจนกระทั่งต้นทศวรรษที่ 2000 ผลิตภัณฑ์สุดคลาสสิก White Eagle Shave Cream, Creme de Corps และ Ultra Facial Moisturizer ฯลฯ รวมกว่า 100 ชิ้น ได้รับเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางเภสัชวิทยาแห่งอเมริกา ในคอลเลกชันถาวรของพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน
1980 : รับช่วงกิจการคีลส์
เจมี มอร์ส ไฮเดกเกอร์ ทายาทคนเดียวของ อารอน มอร์ส และสามีของเธอ เคลาส์ ไฮเดกเกอร์ (นักสกีแชมป์โลกชาวออสเตรีย) รับช่วงกิจการคีลส์ โดย อารอน เป็นที่ปรึกษากระทั่งเขาจากโลกนี้ไปในปี 1995 เจมีดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกับพ่อและปู่ โดยใช้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และการแนะนำปากต่อปาก ช่วยเสริมสร้างการรับรู้และธุรกิจ คีลส์แจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ปีละ 8.5 ล้านชิ้น
1996 : ผลิตภัณฑ์เพื่อการกุศล
นับจากปี 1996 เป็นต้นมา คีลส์ระดมเงินทุนเพื่อการกุศลได้มากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ
2003 : ประกาศวันคีลส์
12 พ.ย. คีลส์ปลูกต้นแพร์หน้าแฟล็กชิปสโตร์ขึ้นใหม่ สร้าง “Pear Tree Corner” สี่แยกซึ่งมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของสถานที่ตั้งดั้งเดิมของร้านขึ้นอย่างมั่นคงอีกครั้ง
2009 : ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติ
การพัฒนานานนับปี คีลส์แนะนำคอลเลกชันผลิตภัณฑ์บำรุงผิวประสิทธิภาพสูงจากธรรมชาติ 100% และผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้วว่าช่วยต้านปัจจัยคุกคามทางสภาพแวดล้อม ครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นของคีลส์ ซึ่งหมายรวมถึงพนักงานที่อุทิศตนให้กับการบริการลูกค้าทั่วโลก







