
เสน่ห์เวียงจันทน์
ไกลออกไปจากกรุงเทพฯ อีกนิด เพราะวันนี้เราจะไปพิพิธ-เพลินกันถึงนครเวียงจันทน์
ไกลออกไปจากกรุงเทพฯ อีกนิด เพราะวันนี้เราจะไปพิพิธ-เพลินกันถึงนครเวียงจันทน์
โดย...โจ เกียรติอาจิณ
ไกลออกไปจากกรุงเทพฯ อีกนิด เพราะวันนี้เราจะไปพิพิธ-เพลินกันถึงนครเวียงจันทน์
เรามีเวลาแบบเร่งรีบเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างรอทำภารกิจสำคัญต่อ เราจึงไม่รีรอที่จะเหยียบลงผืนแผ่นดินเมืองหลวงแห่งนี้
เวียงจันทน์เปี่ยมเสน่ห์ล้นสมราคาโปรโมต ปราศจากการแต่งเติมมากมายให้ฟุ่มเฟือย เรียบง่าย เชื่องช้า และวุ่นวายน้อย ทั้งหมดหาได้จากเวียงจันทน์
แถมรถราก็บางตาอย่างเห็นได้ชัด มากกว่านั้น ผู้บ่าว ผู้สาว ผู้เฒ่า กระทั่งเด็กๆ วัยละอ่อนที่รอต้อนรับอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวก็ช่างเป็นมิตรดีแท้
มีก็แต่ตำรวจท่องเที่ยวและพนักงานรักษาความปลอดภัยบางรายที่ดูจะชักสีหน้าขึงขังและสร้างบุคลิกน่าเกรงขาม ประมาณครูใหญ่กำลังจับนักเรียนทำผิดระเบียบ
ที่เหลือล้วนมีแต่คำทักทาย “สะบายดี” พร้อมเพรียงราวกับตระเตรียมไว้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะภาษาที่เราสื่อส่งไปถึงพวกเขา ด้วยการเว้าอีสาน คงคล้ายภาษาเวียงจันทน์ที่ไม่ต้องแปลให้เสียพลัง
แผนท่องเวียงจันทน์ของเราเกิดขึ้นในตอนบ่ายแก่ๆ 3 ชั่วโมง คือระยะเวลาที่เราจะต้องท่องเวียงจันทน์จาก 3 สถานที่ให้ครบถ้วน สิ้นคำประกาศจากปากไกด์สาวลาว นาฬิกาของเราก็เริ่มจับ
ชั่วโมงที่ 1
เรายืนจังก้าอยู่หน้า “วัดศรีเมือง” บนถนนเชษฐาธิราช ก่อนแวะวัด เราเดินทอดน่องท่ามกลางอากาศร้อนอ้าว ดูร้านรวงเปิดขายสินค้าริมทาง อารมณ์เหมือนโชห่วยเล็กๆ มีสินค้านำเข้าจากไทยเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของบอกสินค้าไทยคุณภาพดีที่สุด ยิ่งเฉพาะ “แป้งนัว” หรือผงชูรส ขาดไม่ได้ในแต่ละร้าน ต้องมี!!!
คุยกันไม่นานนัก เราก็ขอตัวเข้าสู่วัดศรีเมือง ลานวัดกว้างขวางแสดงถึงบารมีในฐานะวัดสำคัญ ร้านขายดอกไม้ธูปเทียนอยู่ซ้ายมือ เราสะดุดตาจังๆ กับ “ต้นหมากเบ็ง” หน้าตาคล้ายบายศรีย่อขนาด ทำจากใบตอง เหน็บดอกดาวเรืองสวยสด ไว้สำหรับไหว้พระ หรือสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในตัววัดเน้นสีทองอร่าม พระอุโบสถหลังโตภายในก็เป็นสีทองเรืองรอง แม้จะดูเก่าแต่ยังสวยงาม ทุกวันแน่นด้วยผู้คนที่มาขอพร เพราะที่นี่รวมไว้ซึ่งศาลหลักเมือง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งศาลเจ้าแม่ศรีเมือง ผู้เป็นตำนานโศกนาฏกรรมรักล่มจนต้องปลิดชีวิตตัวตาย ณ ที่แห่งนี้
ร่ำลือต่อมาให้เป็นที่ประจักษ์แจ้ง ถึงรักอันเต็มไปด้วยมนต์ขลัง เมื่อการปรากฏตัวของนกที่ศาลเจ้าแม่ศรีเมือง นกตัวนั้นยังเฝ้ารอ รอ รอนานแล้ว แต่นกเจ้าก็ยังเฝ้ารออยู่หน้าศาล ไม่หนีไปไหนสักครา นั่นจึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า นกตัวนั้นก็คือชายผู้เป็นที่รักของนางนั่นเอง
ตามประวัติระบุว่า วัดศรีเมืองสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2106 โดยเหล่าเสนาอำมาตย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ต่อมาถูกกองทัพสยามทำลายลงใน พ.ศ. 2371 และสร้างขึ้นมาใหม่อีครั้ง พ.ศ. 2458 คนลาวนิยมเรียก “วัดเจ้าแม่ศรีเมือง” ส่วนนักท่องเที่ยวจะเรียกอะไรก็ตามใจเถิด ขอเพียงมีแรงศรัทธาต่อความเชื่อและงานศิลปะเป็นพอ
ชั่วโมงที่ 2
เรามาถึง “หอพระเเก้ว” ในเวลาต่อมา ที่นี่คนเยอะมากๆ มาจากทั่วสารทิศ เจอหน้าก็นึกว่าเป็นเจ้าถิ่น ที่ไหนได้ ไทยก็มี จีนก็แยะ ฝรั่งมีปะปน
ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกแห่งของเวียงจันทน์ มาเวียงจันทน์แล้วต้องแวะมาชมให้เห็นกับตา จึงจะเรียกว่ามาถึงเวียงจันทน์เด้อ
มาแล้วก็ไม่ผิดหวัง หอพระแก้วมอบความงดงามแบบเก่าแก่ให้ได้ยลกันอย่างจุใจ ภายนอกถ่ายรูปได้ (เฉพาะกล้องภาพนิ่ง กล้องวิดีโอห้ามเด็ดขาด) ภายในไม่สามารถถ่ายภาพได้เลย เพราะเขารวมของหายากไว้เพียบ ชมแต่ตาก็พอ (แล้วมั้ง)
หอพระแก้วที่เราไปชมนี้ เป็นโบราณสถานที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด เมื่อ พ.ศ. 2480-2483 ของดั้งเดิมที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2108 ก็ผุพังไปตามกาลเวลา เหลือไว้ให้ดูต่างหน้าเพียงบานประตูไม้จำหลักรูปสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สะท้อนถึงความรุ่งเรืองศิลปะสมัยล้านช้าง
ความสำคัญในอดีต หอพระแก้วคือสถานที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ปัจจุบันเหลือเพียงพระแท่นประดิษฐานเท่านั้น ด้วยเพราะพระแก้วมรกตได้รับการอัญเชิญลงมาประทับที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ขณะที่ด้านในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ มีวัตถุโบราณ พระพุทธรูป พระแท่นบัลลังก์ปิดทอง จารึกพระไตรปิฎกภาษาขอม กลองสำริด รวมถึงอื่นๆ อีกมามาย เรียกว่าถูกใจคนชอบของเก่าเหลือเกิน
ชมความงามภายในเสร็จ ก็ต้องเดินวนชมรอบๆ หอพระแก้วภายนอก ยอมรับเลยละว่าเป็นโบราณสถานที่ไม่ใช่แค่เก่าและทรงคุณค่า ทว่ายังสวยขลัง น่าตื่นตาไม่แพ้โบราณสถานอื่นๆ ยิ่งเฉพาะรายละเอียดความงดงามงานสถาปัตยกรรมสไตล์ล้านช้างเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามีโอกาสไปเยือน ก็อยากให้ไปชมกัน (จริงๆ นะ)
ชั่วโมงที่ 3
ของคู่บ้านคู่เมืองอีกอย่างของเวียงจันทน์ นั่นก็คือ “ประตูชัย” ตั้งตระหง่านบนถนนล้างช้าง เป็นด่านแรกที่คนมักไปแชะรูปเป็นที่ระลึก หรือจะนั่งพักผ่อนหย่อนใจก็ชิลดีไม่หยอก
สร้างเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2512 เป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อระลึกถึงประชาชนลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์
เดินเข้าไปใกล้ รู้สึกเลยว่าตัวเราเล็กนิดเดียว ด้วยขนาดประตูชัยที่ใหญ่บิ๊กเบิ้ม มุมถ่ายรูปก็มีให้เลือกตามมุมมอง บางรายลงทุนไต่บันไดขึ้นไปชมศิลปะปูนปั้นใต้ซุ้มโค้งประตู ก็จะเจอความสวยงามของเรื่องราวรามายณะ ตลอดจนศิลปะแนวพุทธศิลป์
แต่ถ้าเดินวนรอบๆ ประตูชัย ก็จะพบมุมสวยๆ ที่แอบซ่อนให้ต้องรัวชัตเตอร์เป็นว่าเล่น ยิ่งเฉพาะยามเย็นพระอาทิตย์คล้อยต่ำ เงาประตูชัยแบบย้อนแสง สวยไม่เบาทีเดียว
ลักษณะเด่นเป็นงานสถาปัตยกรรมทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใจกลางประตูชัยมีปล่องสำหรับจุดเปลวไฟเป็นอนุสรณ์สมมติดวงวิญญาณวีรชนนิรนาม แบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้น 3 หลังคามียอดช่อฟ้า 5 ช่อ ตรงยอดช่อฟ้ามีหอคอยติดตั้งกล้องส่องทางไกลชมทิวทัศน์รอบด้านเวียงจันทน์ได้
สำหรับประตูชัยที่เวียงจันทน์จะมีความละม้ายกับประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะรูปทรงหรือลวดลาย ล้วนแต่แผ่อิทธิพลส่งทอดมาถึงกัน ต่างก็แต่ประตูชัยเวียงจันทน์มีประตู 4 ทิศ ประตูชัยกรุงปารีส มีประตู 2 ทิศ โดยสร้างในงบประมาณ 63 ล้านกีบ
&<2288;
&<2288;







