posttoday
วางแผนสุขภาพแบบวัยเรา

วางแผนสุขภาพแบบวัยเรา

23 มีนาคม 2556

การวางแผนทางการเงินกับเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก เพราะยามหนุ่มสาวมีกำลังวังชาสร้างตัวสร้างรายได้

การวางแผนทางการเงินกับเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก เพราะยามหนุ่มสาวมีกำลังวังชาสร้างตัวสร้างรายได้

โดย...วิทยา ปะระมะ

การวางแผนทางการเงินกับเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก เพราะยามหนุ่มสาวมีกำลังวังชาสร้างตัวสร้างรายได้ แต่เมื่อถึงวัยเกษียณแล้ว เงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิตเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหลังหยุดทำงาน ยังกันส่วนหนึ่งเอาไว้ใช้รักษาโรคภัยที่มารุมเร้าร่างกายยามโรยรา

ออมสุขภาพให้เหมือนออมเงิน

“ยิ่งเริ่มออมสุขภาพไว้ดีตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ตอนแก่ก็จะดี เพราะร่างกายคนเรายิ่งออกแรงก็ยิ่งมีแรง ยิ่งไม่ออกแรงก็ยิ่งไม่มีแรง”

นอกจากมิติด้านการเงินที่คนวัยหนุ่มสาวต้องวางแผนการออมให้เพียงพอในอนาคตแล้ว ยังต้องมองมิติด้านสุขภาพ ซึ่งต้องเตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้การเข้าสู่วัยเกษียณเป็นไปอย่างแข็งแรงมีคุณภาพ และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต

นพ.สุรจิต สุนทรธรรม กรรมการแพทยสภา และผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ประจำสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปรียบเทียบว่าการดูแลสุขภาพร่างกายก็ไม่ต่างจากการออมเงิน ยิ่งสะสมไว้มากก็มีเหลือใช้มากตอนแก่

“ยิ่งเริ่มออมสุขภาพไว้ดีตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ตอนแก่ก็จะดี เพราะร่างกายคนเรายิ่งออกแรงก็ยิ่งมีแรง ยิ่งไม่ออกแรงก็ยิ่งไม่มีแรง” นพ.สุรจิต สรุป

คุณหมอสุรจิต บอกว่า มีวลีทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาบอกไว้ว่า Stay Healthy at Fifty หมายความว่า หากอายุถึง 50 ปีแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงจึงจะถือว่าดี วิธีการจะทำเช่นนั้นได้คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 150 นาทีขึ้นไป เฉลี่ย 5 วัน ก็วันละ 30นาที หากทำเช่นนี้ได้ก็ถือว่าออมสุขภาพไว้ดีแล้ว

แล้วการตรวจสุขภาพสำหรับคนวัยหนุ่มสาวมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด? คุณหมออธิบายว่า ในเมืองไทยยังสับสนระหว่างคำว่า “ตรวจสุขภาพ” และ “ตรวจโรค” เพราะการตรวจสุขภาพนั้นหมายถึงการสำรวจพฤติกรรมความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรค เช่น สูบบุหรี่หรือไม่ ออกกำลังกายหรือไม่ ทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำหรือไม่ แพทย์จะได้แนะนำหาวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่

อย่างไรก็ตาม ในเมืองไทยทุกวันนี้แทบไม่มีที่ไหนจัดทำแพ็กเกจตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง มีแต่โปรแกรมการตรวจโรคทั้งนั้น ซึ่งการตรวจโรคก็คือการตรวจหาว่าเป็นโรคแล้วหรือยัง โดยส่วนใหญ่ 95% ตรวจแล้วจะไม่พบอะไร หรือหากตรวจพบก็หมายความว่าได้ป่วยเป็นโรคนั้นๆ ไปเสียแล้ว

“โรคทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็มาจากพฤติกรรมตัวเราเองทั้งนั้น แต่พอไปตรวจโรค เช่น เอกซเรย์ปอด หาเบาหวาน ส่วนใหญ่จะไม่พบอะไร แบบนี้เหมือนเป็นการส่งเสริมให้เป็นโรคมากกว่า เพราะตรวจแล้วไม่พบก็จะชะล่าใจ ประมาท ใช้ชีวิตมีพฤติกรรมเสี่ยงเหมือนเดิม พอไปตรวจเจออีกทีก็สายไปเสียแล้ว” นพ.สุรจิต ระบุ

นพ.สุรจิต ยกตัวอย่างการตรวจโรคที่ไม่ได้บอกผลลัพธ์ที่ถูกต้อง เช่น โรคเบาหวาน ส่วนใหญ่คนไปตรวจจะเตรียมตัวอย่างดี มีการงดอาหารไปก่อน ผลตรวจออกมาเลยไม่พบ แบบนี้เรียกว่าผลลัพธ์ลวง หรือการตรวจคลื่นความถี่หัวใจ ซึ่งแม้หากหลอดเลือดในหัวใจตีบไป 90% ผลการวัดคลื่นความถี่หัวใจยังออกมาปกติอยู่เลย

นพ.สุรจิต ชี้ว่า โปรแกรมการตรวจโรคที่มีหลากหลายในปัจจุบัน หลายอันก็ไปตรวจสิ่งที่ไม่ควรตรวจ เช่น มะเร็งเต้านม มีงานวิจัยแนะนำว่าควรตรวจ 2 ปี/ครั้ง เพราะหากตรวจทุกปีจะทำให้ร่างกายรับรังสีมากเกินไป เป็นต้น ซึ่งสำหรับคนวัยหนุ่มสาวแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมการตรวจโรคให้เยอะแยะมากมาย สิ่งที่จำเป็นต้องตรวจคือความดัน เพราะโรคอื่นๆ ทั้งหัวใจ หลอดเลือดในสมอง ฯลฯ ก็เป็นผลมาจากความดันสูงทั้งสิ้น

“ต้องเข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่าหมอเป็นช่างซ่อม ไม่ใช่ช่างสร้าง อะไรที่มันเสียไปแล้ว อย่างมากสุดก็ทำให้กลับมาดีได้เท่าเดิม แต่คนที่จะสร้างร่างกายให้ดีขึ้นคือตัวเราเอง ถ้าไม่หมั่นออกกำลังกาย ใช้ชีวิตเต็มเหนี่ยว ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ไม่สะสมสุขภาพเสียแต่วันนี้ ตอนแก่คิดจะทำก็ทำไม่ไหวเสียแล้ว” คุณหมอสุรจิต ทิ้งท้าย

อย่าตรวจโรคเกินความจำเป็น

“หลักๆ ที่ควรตรวจ หากเป็นคนอายุ 35 ปีขึ้นไป ก็น่าจะตรวจดูระดับไขมันในเส้นเลือดว่ามีการอุดตันหรือไม่ ส่วนคนอายุ 50 ปีขึ้นไป รายการที่ควรตรวจคือ โรคไต เบาหวาน ความดัน”

ในกลุ่มผู้สูงอายุ การตรวจโรคประจำปีมีเช็กลิสต์ที่หลากหลายกว่าคนหนุ่มสาว เพราะร่างกายที่เสื่อมสภาพไปทุกขณะ ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจคัดกรองค้นหาความเป็นไปได้ในการเกิดโรคหรือความผิดปกติที่อาจยังไม่แสดงอาการออกมา ซึ่งเมื่อตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรกแล้ว จะได้มีมาตรการลดความเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตได้ดีขึ้น

ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนมีแพ็กเกจตรวจโรคหลายประเภทให้เลือกซื้อ ทั้งการตรวจพื้นฐานทั่วไป การตรวจตามอายุ 20 ปีขึ้นไป 31-40 ปี 41-50 ปี และการตรวจโรคผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุเยอะ ค่าใช้จ่ายในการตรวจจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น การตรวจพื้นฐานที่มีเช็กลิสต์ไม่มากนัก ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราวๆ 700-800 บาท หากตรวจละเอียดค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นราวๆ 2,000-3,000 บาท

หากเป็นโปรแกรมตรวจโรคคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราวๆ 4,000-6,000 บาท โรงพยาบาลพรีเมียมบางแห่งมีค่าใช้จ่ายสูง 6,000-7,000 บาท และยิ่งคนอายุ 60 ปีขึ้นไป อาจสูง 9,000-1.2 หมื่นบาท ก็มี หรือบางโรงพยาบาลก็พัฒนาแยกแพ็กเกจการตรวจสำหรับชายหญิงด้วย รายการเช็กลิสต์ตรวจโรคผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะประกอบด้วย การตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ทรวงอก ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจการทำงานของตับ ไต ตรวจระดับกรดยูริก ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนล่าง ตรวจความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้อาจมีการตรวจพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น การตรวจวัดสายตา ตรวจสมรรถภาพหัวใจ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นพ.ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เห็นว่าโปรแกรมการตรวจโรคเหล่านี้ มีรายการตรวจมากเกินความจำเป็น หากกลัวมากก็เสียเงินมากหน่อย

“หลักๆ ที่ควรตรวจ หากเป็นคนอายุ 35 ปีขึ้นไป ก็น่าจะตรวจดูระดับไขมันในเส้นเลือดว่ามีการอุดตันหรือไม่ ส่วนคนอายุ 50 ปีขึ้นไป รายการที่ควรตรวจคือ โรคไต เบาหวาน ความดัน เพราะโรคเหล่านี้คนไทยเป็นกันเยอะมาก”นพ.ชาญวิทย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีโรคมะเร็งอีก 2 ชนิดที่ควรตรวจหาคือ มะเร็งตับและมะเร็งปอด เนื่องจากคนไทยมีอัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้สูงเช่นกัน และรายการตรวจพิเศษ หากเป็นผู้ชายควรตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่ม ส่วนผู้หญิงก็ตรวจหามะเร็งปากมดลูก หรือหากคนในครอบครัวมีประวัติการป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม ก็ควรตรวจเอกซเรย์หาด้วย แต่หากในครอบครัวไม่มีประวัติการป่วยด้วยโรคนี้ ใช้วิธีตรวจด้วยการคลำสัมผัสหาก้อนเนื้อด้วยตัวเองก็น่าจะเพียงพอ

“รายการตรวจหลักๆ ที่ผมพูดมาก็น่าจะครอบคลุมแล้วสำหรับผู้สูงอายุ ไม่จำเป็นต้องตรวจมากเกินความจำเป็น บางคนปวดหัวนิดหน่อยก็ไปเข้าเครื่องซีทีสแกน แบบนี้เรียกว่าตรวจเกินความจำเป็น” คุณหมอชาญวิทย์ ระบุ

นพ.ชาญวิทย์ ย้ำว่า แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงการป้องกันที่ปลายเหตุ วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันก่อนเกิดโรค ด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ เพราะแนวทางที่ถูกต้องนั้น การป้องกันจะมีต้นทุนต่ำกว่าการรักษาโรคหลายเท่า

เช่นเดียวกับ นพ.เหลือพร ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา และกรรมการการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) แนะนำไม่ต่างจากรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข คือ ควรตรวจโรคเบาหวาน ความดันโลหิต และโรคหัวใจ ส่วนผู้ชายหาตรวจต่อมลูกหมาก และผู้หญิงตรวจมะเร็งปากมดลูกเพิ่ม

“อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าควรเพิ่มรายการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ไปอีก 1 รายการด้วย เพราะเริ่มพบแนวโน้มผู้ป่วยในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ” คุณหมอเหลือพร ระบุ

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ