
อินสตาแกรม อินสตากรรม
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
เชื่อไหมว่า โลกของอินสตาแกรม เป็นโลกที่เมื่อเราเข้าไปอยู่อาศัย เราอาจหวั่นไหวไปกับการกดไลค์ของใครบางคน จนทำให้คิดเข้าข้างตัวเองไปว่า เขาคนนั้นต้องให้ความสนใจเราแน่ๆ เขาต้องอยากรู้จักเราแน่ๆ หรือคิดเลยเถิดไปจนกระทั่ง เขาต้องอยากเป็นแฟนเราแน่ๆ ไปกันใหญ่แล้ว...
สถานการณ์
สังเกตได้จากเวลาเราอัพโหลดรูปลงในอินสตาแกรม คนที่เราคิดว่าเขาต้องให้ความสนใจเรา อยากรู้จักเรา หรืออยากเป็นแฟนเรา จะตามมากดไลค์แทบทุกรูป บางทีก็มาคอมเมนต์ จนทำให้หัวใจเราวูบไหวได้ไม่น้อย พอบ่อยครั้งเข้า เราก็เริ่มตามไปกดไลค์ ตามไปคอมเมนต์ แต่ทุกอย่างกลับไม่พัฒนา เพราะมันก็เป็นได้แค่นั้น แค่การตามกดไลค์ของกันและกันแค่นั้นเอง
อาการของหัวใจเลยเริ่มอ่อนแอ เริ่มเกิดคำถามสงสัย เริ่มอยากให้ความสัมพันธ์ก้าวไกลไปกว่านี้ เช่น อยากพูดคุยทางโทรศัพท์ อยากนัดเจอกัน หรืออยากมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่า ตกลงเธอสนใจฉันจริงๆ ใช่ไหม เพราะฉันก็เริ่มหวั่นไหวและสนใจเธอแล้วนะ อะไรประมาณนี้
ทางออก
เราต้องตระหนักรู้ไว้ว่า การกดไลค์แทบทุกรูป หรือการคอมเมนต์ของเขานั้น มันแบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็น คือ 1.การกดไลค์ของเขา คือ กดไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร เหมือนไม่มีอะไรทำ ก็นั่งส่องรูปชาวบ้านเขาเล่น แล้วก็กดไลค์ไปเล่นๆ เพลินๆ ดี ซึ่งกรณีนี้เราอาจคิดมาก จนถึงขั้นคิดเข้าข้างตัวเองก็เป็นได้ 2.ถ้าเขามีใจให้เรา เขาจะไม่ได้แค่ตามกดไลค์หรือคอมเมนต์ แล้วทุกอย่างก็ว่างเปล่าเลื่อนลอย เขาจะรุกด้วยการขอไลน์เพื่อพูดคุยกันนอกรอบ หรืออาจขอเบอร์กันในอินสตาแกรมเลย แต่ถ้าตามกดไลค์หรือคอมเมนต์แบบไม่มีอะไร ก็อย่าเพิ่งหวั่นไหวจนทำให้ใจอ่อนแอ 3.ถ้าเขาตามกดไลค์เรา หรือตามคอมเมนต์รูปของเรา แล้วเราก็ไปตามกดไลค์หรือตามคอมเมนต์รูปของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเกิดอาการถอยห่าง เงียบหายไป หรือไม่มีการตามมากดไลค์หรือคอมเมนต์ใดๆ เหมือนเคย ฟันธงได้เลยว่า เขาไม่ได้คิดอะไรแบบที่เราคิด เราเองต่างหากที่คิดฝันไปไกลเกินกว่าที่มันควรจะเป็น
เอาเป็นว่า อย่าปล่อยให้อินสตาแกรม กลายเป็นอินสตากรรมที่ทำให้เราช้ำอกช้ำใจ กดไลค์หรือคอมเมนต์รูปของใคร หรือใครจะมากดไลค์หรือคอมเมนต์รูปของเรา ก็ปล่อยให้มันเคลื่อนไหวอย่างสนุกสนานด้วยตัวของมันเอง อย่าปล่อยให้ใจเจ้ากรรมเผลอไผลไปกับมันมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น...ดีที่สุด
.Ask the expert
Q : ทำอย่างไรไม่ให้ลูกสาวเหินห่างคุณพ่อ
A : คำตอบในเรื่องนี้ พญ.รัตโนทัย พลับรู้การ จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) คำถามนี้สำหรับบ้านที่มีลูกสาวคงให้ความสนใจไม่ใช่น้อย เพราะด้วยวัฒนธรรมไทยที่ไม่ค่อยแสดงความรักเช่นตะวันตกนิยม ไม่ว่าจะการกอดหรือหอมแก้มลูก โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นลูกสาวเริ่มโตก็อาจทำให้คุณพ่อรู้สึกเคอะเขิน ช่องว่างระหว่างพ่อลูกก็อาจจะยิ่งมากขึ้น พอลูกสาวโตขึ้นก็จะค่อยๆ ห่างจากลูก เพราะวางตัวไม่ถูก ไม่เข้าใจหรือคิดว่าลูกสาวกับแม่น่าจะคุยกันได้ง่ายกว่า แต่คุณพ่อต้องไม่ลืมว่าคุณสมบัติบางอย่างที่แม่ไม่มี ลูกก็จะเรียนรู้จากพ่อได้ ซึ่งจะทำให้หนูน้อยเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งกายและใจยิ่งขึ้น
จริงๆ แล้วการแสดงความรักระหว่างพ่อกับลูกสาวนั้น ไม่จำเป็นต้องโอบกอดกันแนบชิด เพียงแค่การโอบไหล่ ลูบศีรษะลูกด้วยความเอ็นดู หรือจูบลูกที่หน้าผากเบาๆ ก็จะทำให้ลูกซึมซับความรักและความห่วงใยได้ นอกไปจากนี้การถามถึงสารทุกข์สุกดิบของลูกเรื่องที่โรงเรียน รับฟังเรื่องราวของลูกเสมอๆ ก็จะยิ่งทำให้ลูกสัมผัสได้ถึงความรักความใส่ใจที่คุณพ่อมีให้ และลูกก็จะไว้ใจที่จะปรึกษาเรื่องต่างๆ กับคุณพ่อหากมีปัญหา
การเลี้ยงลูกในสมัยใหม่ไม่ได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่เพียงอย่างเดียว อีกทั้งมุมมองของพ่อที่แน่นอนว่าจะต้องต่างจากของคุณแม่ ก็ยังเป็นการเปิดโลกแห่งความคิดของลูกให้กว้างขวางมากขึ้น ขณะที่คุณแม่อาจจะชื่นชอบการสอนลูกทำกับข้าว คุณพ่อก็อาจสนุกสนานกับการชวนลูกไปปั่นจักรยานเล่น หรือสอนเรื่องเครื่องยนต์ต่างๆ ซึ่งการที่ลูกได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายนี่เอง จะเป็นประโยชน์ต่อลูกสาวที่พ่อรักในอนาคต ทั้งในเรื่องความคิด การเรียน และการใช้ชีวิตต่อไป
(ใครมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ ส่งอีเมลมาถามได้ที่ [email protected] เราอาสาจะไปหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาให้ค่ะ)
He Said She Said
น้ำ นักศึกษา
“ผมว่าผู้หญิงยุคนี้ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยสีสัน ขาดพวกเธอผมว่าคงขาดใจ ว่าเข้าไปนั่น (หัวเราะ) แต่บางทีผมว่าก็เยอะเกินไป ใจผู้ชายธรรมดาๆ อย่างพวกผมตามไม่ทัน ผมว่าแค่เธอน่ารักๆ ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องปรุงแต่ง ผมว่าก็น่ารักแล้วล่ะครับคุณผู้หญิง”
ตอง นักศึกษา
“ผู้ชายก็เหมือนกันนั่นแหละ น่ารัก แต่งตัวเก่ง มีเสน่ห์ และน่าสนใจมากขึ้นด้วย แต่จะบอกให้นะคะ ไม่ว่าผู้หญิงยุคไหนๆ ก็ต้องการผู้ชายที่อบอุ่น เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมาก ขอแค่จริงใจก็พ่อแล้วล่ะค่ะคุณผู้ชาย”
Quote
“ไม่ว่าใครก็ไม่มีคำว่าสายเกินไป สำหรับการตั้งเป้าหมายใหม่ๆ หรือสำหรับการที่จะฝันถึงสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต”
ซี. เอส. ลิวอิส (ไคลฟ์ สเตเปิลส์ ลิวอิส) นักเขียนชาวไอริชชื่อดัง เจ้าของผลงาน The Chronicles of Narnia และ The Space Trilogy







