
โรคอมทุกข์
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
ทุกคนอยากมีความสุข ว่าไหมคะ
แต่ทำไมบางคน ถึงชอบเก็บเรื่องราวต่างๆ รอบตัวมาทำให้ตัวเองมีความทุกข์กันแบบจริงๆ จังๆ เสียจริง
บางครั้ง คนบางคน ชีวิตตัวเองก็ราบเรียบ ธรรมดา ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรที่เป็นทุกข์หนักหนา แต่ว่า อุปนิสัยก็เป็นคนอมทุกข์ ดูเป็นคนเศร้า และมีเรื่องให้หงุดหงิดได้ตลอดเวลา บางครั้งไม่ใช่เรื่องในชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำไป ก็ไปวุ่นวายเก็บมาทุกข์มาเศร้ากับเขาไปด้วย
น้องหนูหวาน น้องสาวของหนูดี เพิ่งกลับจากปารีสหลังจากเดินทางไปอยู่ที่นั่นมาหนึ่งเดือน มีเรื่องมาเล่าให้หนูดีฟังมากมาย แต่เรื่องที่ฟังมากที่สุดคือ “หนาวมากกกกก” ส่วนเรื่องที่หนูดีฟังแล้วสะดุดใจคือ น้องหวานไปได้เพื่อนใหม่เป็นคนต่างชาติ ที่เล่าให้หนูหวานฟังว่า เขาเพิ่งเสียคู่หมั้นไปเมื่อปีก่อน เมื่อถามรายละเอียดแล้ว เธอเล่าว่า คู่หมั้นเป็นหนุ่มฝรั่งเศส อายุเพียงยี่สิบกว่าปี หน้าตาดีมาก มากถึงขั้นที่ว่าเป็นนายแบบให้ห้องเสื้อชื่อดังในฝรั่งเศสหลายแห่ง แต่เขาเป็นคนเศร้า อมทุกข์ และชอบเก็บตัว ในที่สุดวันหนึ่งเขาก็ทิ้งให้คู่หมั้นต้องอยู่คนเดียว เพราะเขาเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย คู่หมั้นที่ยังสาว สวย อายุน้อยนิดเดียวบอกกับน้องหวานว่า “ไม่รู้จะรักใครได้อีกไหม”
คนที่ดูเหมือนเพอร์เฟกต์แบบนี้ ที่แอบอมความเศร้าอยู่ลึกๆ มีอยู่มากมาย เพราะโลกของเรา เป็นโลกที่ทุกคนมีรอยยิ้มบนหน้าให้กันเสมอเมื่ออยู่นอกบ้าน ส่วนในบ้าน เป็นโลกอีกใบหนึ่ง ที่เป็นโลกของเราคนเดียว ดังนั้น ความทุกข์ เศร้า ว้าเหว่ วังเวงใดๆ เรามักเก็บไว้เป็นเรื่องลึกสุดในหัวใจ
สำหรับบางคน กว่าจะหาความกล้ามาแบ่งปัน หรือ ขอความช่วยเหลือได้ ก็อาจสายเกินไปเสียแล้ว
การมีความสุข เป็นเรื่องง้าย ง่าย สำหรับบางคน และเป็นเรื่องยากสุดใจ สำหรับคนอีกหลายๆ คน และสำหรับบางเวลาในชีวิตของคนที่มีความสุขที่สุด ก็ยังอาจมีความเศร้าแฝงไว้
แล้วจะทำอย่างไรดี
หนูดีเองคิดว่า การที่คนๆ หนึ่งจะอยู่บนโลกใบนี้ได้ เราต้องตอบโจทย์อะไรมากมาย ทั้งเรื่องการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว หากเรา “เก่ง” ในเรื่องเหล่านี้ โอกาสจะสุขก็มีมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเก่งทุกเรื่อง และที่สำคัญ เรื่อง “ความปลอดภัย” ก็เป็นเรื่องสำคัญ หากเรายิ้ม บอกตัวเองว่าเรามีความสุข ชีวิตเราดีจัง แต่ในความเป็นจริง เรายังโดนเอาเปรียบ โดนหลอก ฯลฯ ความสุขที่เรามี ก็อาจไม่มีพื้นฐานในโลกความเป็นจริงเสมอไป
การจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้สมดุล จึงเป็นแหล่งความสุขทางใจที่มาจากสิ่งที่จับต้องได้ภายนอก
แต่บางคน มีทุกอย่างครบ แต่ก็ทุกข์ ...แบบนี้ น่าสงสารนะคะ
พอนั่งคิดถึงประเด็นนี้ หนูดีก็นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เพิ่งได้อ่าน เขียนโดยชาวญี่ปุ่น ชื่อว่า ริวโฮ โอคาว่า ชื่อหนังสือ “บอกลาชีวิตเศร้าหมอง” ซึ่งพูดถึงประเด็นคนเศร้าไว้ได้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว
เช่น คนที่เลือกความทุกข์โดยไม่รู้ตัว วิธีคิดที่หดหู่ รวมถึงที่มาของโรคอมทุกข์ เช่น คนที่อิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น คนที่ไร้แรงผลักดันในการมีชีวิต คนที่ไม่ไว้ใจใคร คนที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่ยังไม่เป็นจริง คนที่สามารถคิดได้แต่เรื่องร้ายๆ รวมถึงโรคอมทุกข์สำหรับผู้หญิง เช่น คนที่เป็นห่วงลูก คนที่ไม่สามารถพบคนที่ใช่ และโรคอมทุกข์ของคนทำงานออฟฟิศ เช่น คนที่บริหารเวลาไม่ดี คนที่เข้ากับเจ้านายไม่ได้ ฯลฯ
ยิ่งอ่าน ยิ่งเห็น ยิ่งคิดว่า คนในโลกใบนี้ มีเรื่องให้ต้องคิด กังวล และทุกข์กันมากมายเลยนะคะ
สารพัดสิ่งที่เราจะต้องรับมือ และต้องทำให้ได้ดีเสียด้วย
ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
แต่ถ้าเราคิดว่า ตัวเองเป็น “โรคอมทุกข์” ไปแล้ว จะทำอย่างไร หนูดีว่า โรคนี้ คนหลายๆ คนเป็นกันแบบอ่อนๆ นะคะ เช่น บางที เรื่องบางเรื่อง หรือคนบางคน ทำให้เราเสียใจจังเลย คิดกลับไปกลับมาหลายตลบ จะนอนก็นอนไม่หลับ เพราะเลิกคิดไม่ได้ พอนอนไม่หลับ คราวนี้ ก็เป็นลูกโซ่แล้ว เพราะเราจะเริ่มหงุดหงิดในวันรุ่งขึ้น รู้สึกเราไม่พร้อม ไม่เต็ม 100%
ทั้งๆ ที่เรารู้ว่า ถ้าเราเลิกคิดได้เราจะมีความสุขทันที แต่เราก็เลิกคิดไม่ได้เสียที จะไปทำอะไร จะไปที่ไหน ความคิดก็จะวนเวียนไปสู่เรื่องเดิมที่ทำให้เราเศร้า สิ่งนี้ Dr.Daniel G. Amen แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง แห่ง เอเมนคลินิก ในมลรัฐแมริแลนด์เรียกมันว่า ANTs หรือ Automatic Negative Thoughts ซึ่งเขาเปรียบมันว่า เหมือนมดที่ไต่ไปมาน่ารำคาญ ซึ่งคุณหมอมีคำแนะนำที่น่าสนใจดังนี้
หากเราเริ่มคิดอะไรลบๆ ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ซ้ำซาก คราวนี้อย่าแค่คิดค่ะ เขียนมันออกมาเลย หากกลัวใครจะมาอ่านเห็นก็ให้เขียนไว้ทำแบบฝึกหัดนี้แล้วฉีกทิ้งเสียก็ได้ค่ะ นั่นก็คือ เมื่อเขียนความคิดลบของเราลงกระดาษแล้วให้นั่งจ้องดูมัน แล้วทำความเข้าใจว่า ความคิดแบบออโตที่พาเราไปทุกข์นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงเสมอไป หลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราสร้างขึ้นมาเองในหัว แม้จะมีหลายๆ คน ที่ทุกข์เพราะโดนกระทำจริงๆ แต่ให้ลองมองดูให้ดี หลายเรื่องเราก็มีส่วนร่วม หรือส่วนช่วยให้อีกฝ่ายทำร้ายเราได้ เช่น เราเห็นสัญญาณเตือนแล้วแต่เราไม่ถอย เรายอมไปเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายได้ใจ เราให้โอกาสคนไม่ดีทำร้ายเราซ้ำสอง (เขาว่ากันว่า บางครั้ง การให้โอกาสคนอีกครั้ง ก็คือ การยื่นลูกปืนให้เขาใส่ปืนที่กระสุนหมดแล้วเพราะพยายามยิงเราเมื่อกี๊ อันนี้ ก็นานาจิตตังค่ะ การให้โอกาสนั้น ดีเสมอ แต่ต้องถามด้วยว่า เขาจะเอาโอกาสนั้นไปทำอะไร ถ้าแก้ไขก็นับว่าโชคดีกับทั้งสองฝ่าย)
เมื่อมองดูแล้ว ให้ “เถียง” กับความคิดลบๆ ค่ะ เปลี่ยนมันเป็นทางบวกให้ได้ ด้วยวิธีคิดแบบใหม่ที่เราจะใส่ลงไป วันนี้เนื้อที่หมดแล้ว สัปดาห์หน้าหนูดีจะมาแบ่งปันวิธีกำจัดความคิดลบๆ แบบเป็นสเต็ปเลยค่ะ
ติดตามหนูดีได้ที่ Facebook.com/mindbrain และ Instagram/ Nudi_Vanessa







