
สู้เพื่อฝัน...บนถนนคนสร้างภาพ
ถือเป็นบุคคลต้นแบบสำหรับการใช้ชีวิตและเดินตามหาความฝันอย่างไม่ย่อท้อ แม้เส้นทางที่เลือกนั้นจะไร้ซึ่งกลีบกุหลาบ
ถือเป็นบุคคลต้นแบบสำหรับการใช้ชีวิตและเดินตามหาความฝันอย่างไม่ย่อท้อ แม้เส้นทางที่เลือกนั้นจะไร้ซึ่งกลีบกุหลาบ
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ถือเป็นบุคคลต้นแบบสำหรับการใช้ชีวิตและเดินตามหาความฝันอย่างไม่ย่อท้อ แม้เส้นทางที่เลือกนั้นจะไร้ซึ่งกลีบกุหลาบ รวมถึงคำว่าสมบูรณ์แบบรองรับ “วินัย ดิษฐจร” กับอาชีพช่างภาพอิสระ และผลงานการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตความเป็นมนุษย์ผ่านม่านชัตเตอร์
วินัยกะเทาะเปลือกเบื้องหลังกว่าจะมีวันนี้ได้ยอมรับว่าลำบากมาก แม้เป็นคนกรุงเทพฯ แต่ฐานะครอบครัวยากจน วัยเด็กเรียนจบชั้น ป.4 ก็ต้องย้ายไปอยู่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เมื่อปี 2516 เพราะครอบครัวฝันอยากเป็นชาวไร่ชาวสวน แต่ทำได้ 4 ปี ก็ต้องกลับมา เพราะไม่ประสบความสำเร็จ
ช่วงอยู่ที่นั่นผมได้เห็นมุมมองชีวิตแตกต่างจากเดิม เพราะด้วยการอ่านหนังสือเล่มโปรด คือ “ลูกอีกสาน” ของ คำพูน บุญทวี ซึ่งแต่ละตอนบรรยายให้เกิดจินตนาการ อีกทั้งองค์ประกอบความจริงเหมือนกับในหนังสือ เลยอิมโพรไวส์ออกมาเป็นภาพ นับเป็นจุดเริ่มของคำว่าสนใจภาพ แต่ไม่ได้ฝันว่าต้องเป็นช่างภาพ
ตอนกลับมาผมดิ้นรนทำงานทุกอย่าง ทั้งขายของตามสี่แยกไฟแดงรวมถึงขายเทปผีเพลงฝรั่ง อาทิ วงอีเกิลส์ โดยเอาปกอัลบั้มเพลงใส่แฟ้ม เดินไปตามออฟฟิศเปิดให้พนักงานเลือก จิ้มๆ แล้วจดเบอร์ จากนั้นค่อยมาส่งของ เพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบชั้น ม.3 ก่อนตัดสินใจพักการเรียนมาทำงานช่วยเหลือครอบครัวจริงจัง
ช่วงขายเทปเห็นปกอัลบั้มเพลงฝรั่งมันสวยมากและเป็นศิลปะกว่าปกอัลบั้มเพลงไทยที่เน้นถ่ายแค่หน้าตา ยิ่งทำให้อยากถ่ายภาพมากขึ้น อีกทั้งเราก็ได้เห็นอะไรมาเยอะ แต่ตอนนั้นที่ทำได้คือ ถ่ายด้วยตาและใจ เพราะครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยถึงขั้นมีเงินซื้อกล้อง จึงเป็นเพียงความคิดแค่ว่าวันหนึ่งต้องมีกล้องถ่ายรูปเป็นของตัวเองให้ได้
เมื่อตัดสินใจเลิกเรียน ผมมาทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์อยู่ 6-7 ปี จนอายุ 23 ปี จึงเริ่มมีแนวคิดอยากใช้ชีวิตเดินทาง เพราะคิดว่าดูแลครอบครัวมาพอสมควร พี่ชายคนโตก็แยกไปอยู่กับครอบครัวญาติ ส่วนผมก็ส่งเสียน้องสาวเรียนจนจบพาณิชย์ เลยคิดว่าคราวนี้ตากูมั่ง
ตอนออกจากกระเป๋ารถเมล์ ก็ไปอ่านเจอสารคดีแรงเยอร์เกี่ยวกับการฝึกทหาร ดูแล้วน่าสนุกคิดว่าถ้าเป็นทหารคงได้ผจญภัยเหมือนกับในหนังสือ ซึ่งตอนนั้นมีโครงการทหารอาสาสมัครและมีเงินเดือนให้ เลยตัดสินใจไปเป็นทหาร 2 ปี แต่เอาเข้าจริงๆ ลำบาก เพราะสังกัดอยู่กรมทหารราบที่ 9 และอยู่ ร.19 พัน 2 แต่อาสาทำหน้าที่ดูแลห้องสมุด
ช่วงเป็นทหารผมแอบไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ทางไปรษณีย์ โดยเลือกวิชาสื่อภาพนิ่ง ภาพยนตร์ ตอนนั้นไม่รู้ว่านิเทศศาสตร์คืออะไร และตอนเรียนก็แอบลักไก่เรียนวิชาที่ชอบ เช่น ภาพ เพราะเป้าหมายต้องการแค่นั้น ตอนไปสอบความรู้เบื้องต้นสื่อภาพนิ่ง ภาพยนตร์ จำนวน 150 ข้อ ผมผิดไม่เกิน 10 ข้อ ที่ไม่ได้อย่างเดียวคือ ใส่ฟิล์ม เพราะไม่มีอุปกรณ์แต่สามารถเชื่อมโยงได้ ซึ่งการเรียนครั้งนั้นก็ไม่จบตามหลักสูตร
หลังปลดทหารกลับกรุงเทพฯ ก็มาทำงานในโรงงานผลิตยา มีหน้าที่บรรจุยา ล้างเครื่องผลิต โดนไฟดูดเดือนนึง 3-4 ครั้ง ทำอยู่ 4 เดือน ก็หวังอยากมีกล้องถ่ายรูป ทุกกลางวันผมต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากที่ทำงานกลับบ้านมากินข้าวเพื่อจะได้มีเงินเหลือซื้อกล้อง และเวลาเดินกลับบ้านผมก็ท่องตลอดทางว่าอยากได้ Nikon FM 2
เหมือนความบังเอิญยังไงไม่รู้ได้มาอ่านหนังสือพิมพ์เจอเขารับสมัครงานเป็นผู้สื่อข่าวธุรกิจ แต่อยู่ในส่วนนิตยสาร ชื่อ The Dog In Thailand เลยตัดสินใจออกจากงานเดิมและมาสมัครจนได้ ซึ่งงานชิ้นแรกที่จับคือ ถ่ายรูปหมา หาโฆษณา หาสินค้า มาลงในหนังสือ ทำทุกอย่างเองหมด และต้องขอบคุณน้องหมาที่ทำให้ผมถ่ายภาพเป็นทุกวันนี้
ทำอยู่ 4 เดือน เริ่มชำนาญ มาอ่านหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เจอว่ามีหนังสือท่องเที่ยวภาษาอังกฤษชื่อ This Week รับสมัครช่างภาพก็ไป เขาถามคำแรกว่าเราถ่ายฟิล์มสไลด์เป็นไหม เราก็บอกเป็น ทั้งที่ความจริงถ่ายไม่เป็นเลย แค่คิดเพียงว่าขอให้เข้าไปในวงการได้ก่อน จากนั้นเป็นไงค่อยว่ากัน
ตอนเข้ามาผมถ่ายผิดเยอะมาก โชคดีช่วงนั้นมีสงครามอ่าวเปอร์เซีย ลูกค้าเลยน้อยและภาพถ่ายเสียก็ถูกแคนเซิล ทำอยู่ 2 ปีครึ่ง ได้ประสบการณ์เรื่องการเดินทางถ่ายภาพตามที่ต่างๆ จากนั้นลาออกมาเป็นช่างภาพอิสระ ถ่ายวิวให้กับบริษัทเอเยนซีเล็กๆ และใช้ประสบการณ์ตอนเป็นทหารรวมถึงข้อมูลด้านชายแดนที่มีมาซัพพอร์ตงานและเสนอราคาต่ำๆ เพื่อหาเรื่องเที่ยว ขี่มอเตอร์ไซค์วิบากผจญภัยไปเรื่อยๆ
พอถ่ายเอาต์ดอร์ 1 ปี เริ่มรู้ว่าไม่รุ่ง รายได้ไม่ดี บังเอิญมาอ่านหนังสือพิมพ์ Bangkok Post อีกเช่นกัน เจอรับสมัครช่างภาพ เลยมากรอกใบสมัครแต่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็พยายามดัดแปลงด้วยความรู้น้อยนิด โดยยืมมาจากหนังสือคู่มือเขียนจดหมายรัก จดหมายสมัครงาน และมาคนสุดท้ายเขาถึงรับ ด้วยวุฒิ ม.3 และมาอยู่ในแผนกแมกกาซีน ทำอยู่ 2 ปีกว่า ก็ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ถ่ายโฆษณาอีก 7 ปี
ตอนทำโฆษณาถือว่ามีรายได้ดี เพราะรับงานหนึ่งก็ประมาณ 10,000-15,000 บาท หรือ 7,000-8,000 บาท และไม่ได้ทำงานทุกวัน ทำให้มีเวลาว่าง จากนั้นเริ่มคิดถ่ายภาพแนวสารคดีซึ่งก็ยังไม่จริงจัง แต่มีแรงบันดาลใจว่าต้องทำ ครั้งอ่านหนังสือนอกเวลาแล้วเจอเรื่องชีวิตชาวเลย์ ชาวน้ำ
จากนั้นผมเริ่มวางแผนถ่ายภาพสารคดีชุดแรกซึ่งใช้เวลาเป็นปี คือ เรื่องชีวิตคนเก็บรังนก ลงทุนไปกว่า 30,000 บาท จ่ายค่าบุหรี่ให้จิ๊กโก๋คุมเกาะ 5,000 บาท พบเรื่องราวผจญภัยเยอะ เจอคนอันตรายแยะ พอทำเสร็จก็ส่งเข้าประกวดของนิตยสาร National Geographic ฉบับภาษาไทย ซึ่งตอนนั้นกำลังมาเปิดตัวในไทย ส่งไป 2 เรื่อง แต่รางวัลมี 5 รางวัล ผมได้มา 2 รางวัล คือ รางวัลชนะเลิศ เรื่อง คนเก็บรังนก และชมเชย เรื่อง ชาวซียิปซี
รางวัลครั้งนั้นเหมือนเป็นเครื่องการันตีผลงาน ทำให้มีคนเริ่มรู้จัก แต่ก็ยังต้องดิ้นรนไปเสนองานตามที่ต่างๆ ยังไม่มีใครมาติดต่อ แต่โชคดีสมัยทำงาน Bangkok Post ต้องเจอกับฝรั่ง ก็มีการบอกต่อเล่าขาน ตอนนั้นก็เริ่มบริหารสิ่งที่เรารู้จักจนมีงาน สิ่งสำคัญคือ งานแค่เมืองไทยสุดท้ายไปไม่รอด ต้องทำตัวให้โลกรู้จักเรา
ต่อมาสำนักข่าว Europian Press Agency (EPA) ของเยอรมันมาเปิดสาขาที่ไทย โดยมีสำนักงานอยู่ตึก Bangkok Post ติดต่อให้ผมไปร่วมงานด้วย ซึ่งก็ตอบรับ แต่การเปลี่ยนเป็นงานประจำช่วงอายุ 40 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมาอยู่ในวิถีชีวิตคนข่าว นั่งเกาะติดสถานการณ์ กลัวตกข่าว ทำให้ผมกลายเป็นคนตัวเล็กที่ต้องทำตรงนี้ให้ใหญ่และผ่านอุปสรรคให้ได้ แต่มันฝึกผมทำงานแบบอินเตอร์ขึ้น
โลดโผนบนเส้นทางชีวิตมาเยอะ เจออะไรมาก็มาก ไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปหรือควรอยู่ เห็นอะไรแตกต่างจากคนอื่นควรเจอ หากถามเหตุการณ์ไหนเลวร้ายสุดสำหรับผม ต้องบอกว่าทุกที่ที่ไป ซึ่งมันยังไม่เกิดกับผม แต่ก็มีประสบการณ์เฉียดตาย คือ โดนยิงช่วงเหตุการณ์ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 บริเวณสะพานมัฆวาน
เหตุการณ์ครั้งประทับใจ คือ ต้องปฐมพยาบาลตัวเอง เพราะเลือดออกเยอะมากๆ ความคิดเริ่มไม่เสถียร หูวิ้ง ตามัว เปรียบเหมือนกล้องโลโม ชัดตรงกลาง ข้างๆ เบลอ ตอนนั้นได้ประสบการณ์คือมันสวยและแปลกดี ทำให้รู้ว่าเวลาถูกยิงมันเป็นอย่างนี้นะ เหมือนฉากในหนัง แต่นี่มันของจริงนี่หว่า แต่เราก็มีสติ ไม่ได้คิดถึงพ่อแม่ หรือสวดมนต์ ได้แต่สงสัยว่าตายแล้วไปไหน
อีกอย่างตอนนั้นผมคิดว่าได้กำไรชีวิตมาเยอะ เลยไม่ฟูมฟาย ถึงตายก็ได้กำไร อยู่ไปมันเหนื่อยหาเงิน จึงเกิดนิยามขณะนั้นว่า “ตายได้ แต่อยู่ต้องพอใจ” ทุกวันนี้ถามว่า เมื่อยังไม่ตาย ก็ต้องพยายามปรับจูน บางทีมีตรงอื่นให้ผมไม่ชอบ แต่ถ้าพอใจก็พอแล้ว ซึ่งเป็นความคิดปัจเจก ผมไม่ได้แนะนำให้ใครเดินตาม
เพราะหลายคนมีขีดจำกัดขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของแต่ละบุคคล และการที่ผมเลือกเดินทางนี้ ทุ่มเททำงาน คือ “ผมเห็นความงามของภาพ ของชีวิต บางคนอาจไม่มองอย่างนั้น แต่ผมมองยังไงก็เห็นเป็นภาพถ่าย” หากถามผู้จ้างจะได้อะไรจากคนชื่อ วินัย คำตอบคือ “ภาพที่ดีเลิศและเป็นศิลปะ”
&<2288;







