
@life
โดย...เมษ
โดย...เมษ
ลดเค็มครึ่งหนึ่ง
วันที่ 11-17 มี.ค.นี้ จัดให้เป็น “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” โดยสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงการบริโภครสเค็มของคนไทย ทำให้เป็นบ่อเกิดของโรคความดันโลหิตสูง ไต หัวใจ และอัมพฤกษ์ อัมพาต เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
วิธีลดเค็มที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ก็คือ อันดับแรกต้องตระหนักถึงพิษภัยของการบริโภคเค็ม ย้ำบอกตัวเองบ่อยๆ เสมือนการสะกดจิตใจตัวเอง ถ้าบริโภคอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีเครื่องปรุงวางอยู่ตรงหน้าเป็นพวง พยายามอย่าปรุงเพิ่ม เพราะในน้ำซุปส่วนมากปรุงรสเข้มข้นอยู่แล้ว และให้ดีควรประกอบอาหารรับประทานเองที่สำคัญหลีกเลี่ยงปรุงรสเค็มด้วยล่ะ ส่วนใครที่รู้ตัวว่าชอบรับประทานรสเค็มจัดเป็นนิสัย นอกจากค่อยๆ ลดเค็มลงครึ่งหนึ่งแล้ว ควรดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกายที่ให้เหงื่อมากๆ
เด็กสมาธิสั้น ปัญหาที่ต้องใส่ใจ
“ภาวะสมาธิสั้น” หรือ “โรคสมาธิสั้น” เป็นภาวะผิดปกติที่เกิดจากสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสมาธิและพฤติกรรมยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ โดยจะพบบ่อยในเด็กชายมากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 3 เท่า
อาการหลักของสมาธิสั้นมี 3 ด้าน คือ 1.พฤติกรรมซุกซนไม่อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา 2.มีพฤติกรรมขาดสมาธิ จดจ่ออะไรนานๆ ไม่ได้ ขี้ลืม เบื่อง่าย 3.มีพฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจตนเอง หุนหันพลันแล่น และอดทนรอคอยนานไม่ได้
นพ.รังสรรค์ สิทธิชัย กุมารแพทย์และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าภาวะสมาธิสั้นไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาทางด้านร่างกาย แต่หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม ก็อาจจะส่งผลต่อการพัฒนาการทางด้านจิตใจและสังคมในหลายๆ ด้าน เช่น ส่งผลกระทบต่อด้านการเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัวและเพื่อน หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เมื่อก้าวสู่วัยรุ่นจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการกระทำสิ่งผิดกฎระเบียบ หรือผิดกฎหมาย
การฝึกการจัดตารางเวลาและการจัดการกับเวลาเป็นการฝึกทักษะที่สำคัญ เพราะเด็กกลุ่มนี้มักมีพฤติกรรมที่ขึ้นกับสิ่งเร้ามากกว่าเกิดจากการวางแผนในใจ หากปล่อยให้ทำอะไรโดยอิสระเด็กก็จะไม่คิดใส่ใจเรื่องของเวลา โดยผู้ปกครองจะต้องคอยกำกับดูแลในช่วงแรก จนเด็กคุ้นเคยและปฏิบัติจนเป็นนิสัย
นอกจากนี้ แล้วการแบ่งงานเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เด็กสามารถทำเสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น เด็กจะรู้สึกภูมิใจว่าได้ทำอะไรสำเร็จ ก็จะมีกำลังใจในการทำงานต่อ และยังช่วยฝึกให้เด็กมีการวางแผนล่วงหน้า รวมถึงการฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ของตนเอง และใช้กิจกรรมที่เด็กชอบและสนใจ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความจดจ่อ
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพ่อแม่จะต้องมีความอดทน ให้เวลา ความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจ โดยจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว มีทัศคติและให้แรงเสริมในเชิงบวกอยู่เสมอ มองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ ที่เด็กทำ ก็จะช่วยทำให้เด็กสามารถปรับพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม
กินคลายเครียดกันดีกว่า
มักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่า กินคลายเครียด ซึ่งก็ช่วยได้จริงแหะ แต่ไม่ใช่ว่าเจออะไรเป็นหยิบเข้าปากกินๆ หวังจะคลายเครียด เพราะอาหารเครื่องดื่มที่สามารถรับประทานแล้วคลายเครียดได้ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง และอาหารที่รับประทานแล้วทำให้อ้วนยิ่งจะเพิ่มความเครียดเข้าไปอีกก็มีอยู่เยอะ ดังนั้นจะหยิบอะไรเข้าปากเพื่อคลายเครียดควรดูประโยชน์ของมันดีๆ
วันนี้มีมาแนะนำที่หารับประทานกันได้ง่ายๆ เช่น ...
ช็อกโกแลต เพราะความหวานนี้แหละที่ช่วยให้ผ่อนคลายขึ้นมาทันทีที่ลิ้มรส นอกจากนั้น ในช็อกโกแลตยังมีสารธีโอโบรมีนและสารฟีนิลเอธิละมีน ที่จะช่วยให้คนกินเกิดความครื้นเครง แถมไขมันในช็อกโกแลตยังเพิ่มปริมาณเอ็นโดรฟินฮอร์โมนแห่งความสุขในสมองให้มากขึ้นด้วย อ๊ะอ๊ะ! กินแต่พอดีนะ เดี๋ยวจะเครียดเรื่องอ้วนแทน
นมอุ่นๆ เหมาะยิ่งนักสำหรับคนที่เครียดก่อนเข้านอน นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ลุกขึ้นมาดื่มนมอุ่นๆ สักแก้ว เพราะในนมมีวิตามินบี 2 และวิตามินดีที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ช่วยทำให้หลับสบายขึ้น แต่ถ้าใครกลัวอ้วนก็เลือกนมจืดไขมันต่ำได้
ทูน่า ถ้าใครอยากจัดหนัก แนะนำเป็นทูน่า เพราะมีวิตามินบี 6 และบี 12 ที่ช่วยลดความเครียด แถมยังไม่อ้วนด้วย สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแซนด์วิช สลัดทูน่า ยำทูน่า ปรุงรสให้อร่อยรับประทานให้หนำใจหายเครียดแน่นอน







