
‘คาปูชิโน’ หอม ขม เข้ม มุมพักใจของ ณหทัย ทิวไผ่งาม
ควันจางๆ ของ “คาปูชิโนรสเข้ม” กาแฟสูตรโปรดของ ดร.อ้อ-ณหทัย ทิวไผ่งาม ลอยคลุ้งท่ามกลางการสนทนาระหว่าง
ควันจางๆ ของ “คาปูชิโนรสเข้ม” กาแฟสูตรโปรดของ ดร.อ้อ-ณหทัย ทิวไผ่งาม ลอยคลุ้งท่ามกลางการสนทนาระหว่าง
“โพสต์ทูเดย์” กับทายาทรุ่น 2 ผู้สืบทอดการบริหารโรงเรียนทิวไผ่งาม ทั้งยังเป็นผู้ร่วมตกผลึกนโยบายด้านการศึกษาของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ที่กำลังจะรู้ผลเลือกตั้งในวันที่ 3 มี.ค.นี้
นอกเหนือจากเขตรั้วทิวไผ่งามที่เป็นทั้งสถานที่ทำงานและพักผ่อนแล้ว การหา “มุมโปรด” นั่งจิบกาแฟเคล้าเสียงเพลงในร้านบรรยากาศสุดผ่อนคลายเป็นกิจกรรมหย่อนใจที่ ดร.อ้อ บอกว่าทำให้สมองปลอดโปร่งมากที่สุด ดังเช่นร้าน “มุมกาแฟ บาย บ้านขนิษฐา” บริเวณปากซอยสวนพลู บนถนนสาทร ที่เธอใช้เป็นจุดนัดพบเเห่งนี้
เจ้าตัวเล่าว่า ผูกพันกับ “กาแฟ” ตั้งแต่เรียนที่วิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐ ที่มักจะหิ้วคอมพิวเตอร์พกพาเข้าคอฟฟี่ช็อปเพื่อทำวิทยานิพนธ์เป็นประจำ ส่วนสูตรน้ำดำที่โปรดปรานยกให้ “เอสเปรสโซ” หรือ “คาปูชิโน” เท่านั้น ที่สำคัญต้องไม่ใส่น้ำตาลแม้แต่เม็ดเดียว แต่ขอมีโฟมนมแบบบางเบาปริ่มขอบถ้วยเป็นพอ
“สมัยเรียนเมืองนอกอ้อจะเข้าร้านกาแฟบ่อยมาก หิ้วงานไปทำด้วย เพราะบางทีอยู่ในบ้านหรือในห้อง มันจำกัดเราเหมือนเป็นหนูทดลอง เวลานั่งทำงานแล้วเบื่อ ก็พักสายมองโน่นมองนี่ เห็นผู้คนข้างนอก มันทำให้มีชีวิตชีวา อ้อมาดื่มเกือบทุกวัน โดยเฉพาะถ้าวันไหนถ่างตาไม่ขึ้นเราจะขอ 2 ช็อต (หัวเราะ)”
“แต่อ้อมักจะเลือกนั่งร้านแบบ Local สไตล์ท้องถิ่น ไม่ชอบกาแฟแบบที่ทั่วโลกมี ไม่ใช่ว่า Starbucks ไม่อร่อยนะ แต่ร้านแบบท้องถิ่นเขาจะมีเอกลักษณ์ คั่วกาแฟขึ้นมาหรือรับกาแฟมาจากที่อื่นแล้วมาดัดแปลงเอง มีกรรมวิธีทั้งบดทั้งคั่วที่ละเอียด ถ้าอุณหภูมิต่างกันองศาเดียวจะทำให้รสชาติกาแฟเปลี่ยน ความเปรี้ยว ความขมก็ต่างกันแล้ว”
“กาแฟ” เป็นเสมือนตัวช่วยงานหลายด้านในมือเธอ ที่เวลานี้ต้องรับผิดชอบการบริหารโรงเรียนทิวไผ่งามเป็นหลัก รวมถึงการช่วยน้องชาย ดร.ณัฐกฤษฎ์ ทิวไผ่งาม บริหารโปรเจกต์ Woodland Museum & Resort รีสอร์ตเชิงพิพิธภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ย่านนครชัยศรี ที่เตรียมเปิดตัวกลางปีนี้ ยังไม่นับรวมถึงการปลีกตัวเข้าเป็นทีมนโยบายด้านการศึกษาของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นอดีต สส.และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสมัยไทยรักไทย
ด้านบริหารงานโรงเรียนนั้น ดร.อ้อ บอกว่า ราบรื่นดี โดยขณะนี้กำลังผลักดันหลักสูตร ELearning คือ นำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเรียนการสอนให้ครอบคลุม 70% ของหลักสูตรภาษาอังกฤษในโรงเรียน ทั้งยังผุดโครงการ Brain Sharing แบ่งปันสมอง โดยการนำระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ามาเพื่อเชื่อมโยงนักเรียนทิวไผ่งามในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้เรียนรู้ร่วมกัน โดยได้นำร่องกับ จ.เชียงใหม่ จ.ยะลา และหลายจังหวัดในภาคอีสานแล้ว เเละล่าสุดได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการทดลองใช้ระบบเดียวกันเชื่อมเข้าสู่แท็บเล็ตของนักเรียนใน จ.นครปฐม อีกด้วย
ส่วนเส้นทางการเมืองที่ห่างหายไปตั้งแต่หลังหมดยุคพรรคไทยรักไทย ดร.อ้อ บอกว่า เหตุที่เข้ามาช่วยตกผลึกนโยบายด้านการศึกษาในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะพรรคทาบทามมา บวกกับเป็นงานถนัดและสร้างสรรค์ เเละเห็นผลงานเป็นรูปธรรมได้จริง ส่วนจะกลับเข้าสู่การเมืองเต็มตัวอีกหรือไม่ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน
“วันนี้เราแต่งงาน มีลูกแล้ว มองกลับไปสมัยก่อนที่เราโดนเรื่องข่าวโจมตี รู้สึกเลยว่าเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก สมัยนั้นเราไม่มีที่ปรึกษาทางการเมือง เพราะครอบครัวไม่ได้คลุกคลี เราเลยต้องลองถูกลองผิด ถามว่าตอนนั้นเราทำอะไรไม่ดีเหรอ เราก็ไม่ได้ทำ แต่ถ้าวันนี้ให้เราออกไปแถลงข่าวอีก อ้อก็จะไม่รู้สึกว่ามันไม่เป็นเรื่องเครียดอย่างนั้นแล้ว อ้อจะหัวเราะด้วยซ้ำไป”
ดอกเตอร์สาวสวยมากความสามารถหัวเราะทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี
&<2288;







