ชีวิตดั่งจันทร์ฉาย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
หากในวันนี้ เราเห็นภาพความสำเร็จของใครคนหนึ่ง เราอาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังชีวิตความสำเร็จในวันนี้ของเขาคนนั้น
หากในวันนี้ เราเห็นภาพความสำเร็จของใครคนหนึ่ง เราอาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังชีวิตความสำเร็จในวันนี้ของเขาคนนั้น
โดย...จตุรภัทร หาญจริง
หากในวันนี้ เราเห็นภาพความสำเร็จของใครคนหนึ่ง เราอาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังชีวิตความสำเร็จในวันนี้ของเขาคนนั้น อาจผ่านมรสุมชีวิตที่ถาโถมเข้ามาแบบตั้งตัวไม่ทันก็เป็นได้
ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงมรสุมชีวิตของ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ และเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ดีเอ็มจี ซึ่งมรสุมชีวิตที่เขาเคยประสบพบเจอ ถึงกลับทำให้ครอบครัวเขาเสียหลักจนล้มละลายเพราะถูกโกง
ดนัยเป็นคนนครราชสีมาโดยกำเนิด ก่อนจะมาเติบโตที่กรุงเทพฯ “ตอนผมเรียนอยู่ปี 2 ที่เอแบค ผมมีบ้าน มีรถขับ วันดีคืนดีที่บ้านล้มละลาย ช็อกมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เป็นเพราะคุณพ่อถูกโกงจากเพื่อนที่เป็นทนาย ซึ่งหุ้นกันทำทำธุรกิจร้านอาหาร แล้วก็มีสัมปทานโรงอาหารในโรงงานที่ต่างจังหวัด ทำให้คุณพ่อเป็นหนี้เป็นสินเยอะแยะมากมาย จนล้มละลายไปเลย”
ดนัยย้อนทวนภาพให้เห็นถึงวันที่คุณพ่อของเขาล้มละลาย ครอบครัวของเขาต้องกลายเป็นคนไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีในสิ่งที่เคยมีหลงเหลืออยู่
“มันเหมือนในหนังเลย เป็นหนังดรามาด้วย ตอนเรารู้ข่าว เรากลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ ก็ได้พบว่าเขาไม่มีที่อยู่แล้ว เขาต้องไปเช่าห้องแถวหลังเล็กๆ เห็นสภาพที่ย่ำแย่ของคุณพ่อคุณแม่ สภาพจิตใจเราก็แย่ ตอนนั้นเราก็บอกคุณแม่ว่าเอาของที่เรามีอยู่ไปขายให้หมด แม่ก็รู้สึกว่ามันเป็นของเก่า เป็นมรดก ก็เสียดาย แต่ก็บอกคุณแม่ว่าขายเถอะ ตอนหลังคุณแม่ก็ยอม”
เมื่อมรสุมในชีวิตครั้งนี้ถาโถมเข้ามา ดนัยต้องพบพานกับสิ่งที่ตามมาถมทับเขาอีกมากมาย ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเขาจะได้มิรู้ลืม
“ก่อนหน้านี้ผมเป็นเด็กเอเอฟเอสที่อเมริกา แล้วพ่อแม่ที่อเมริกาจะมาเยี่ยมที่เมืองไทย ตอนนั้นเราบอกเขาไม่ได้ว่าบ้านเราล้มละลาย เพราะเขาตั้งใจมา เราไม่รู้จะบอกเขายังไงว่าเราไม่มีบ้านมารับรองเขา เราเลยเป็นทุกข์มาก”
แต่เมื่อมรสุมได้เกิดขึ้นแล้ว ดนัยยังต้องพบเจอทางสองแพร่ง ที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตจากเดิมที่เรียนอย่างเดียว เป็นเด็กที่ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
“จำได้ว่าตอนนั้นเหมือนคนที่ยืนอยู่บนทางสองแพร่ง จำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไปกับชีวิตดี ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โดยผมย้ายมาเรียนภาคค่ำ แล้วก็ทำงานตอนกลางวัน เป็นพนักงานขายตู้คอนเทนเนอร์ ถามว่าเหนื่อยไหม ตอบได้เลยว่าเหนื่อยมาก แต่ก็ต้องสู้”
จากเด็กที่มีความเป็นอยู่สุขสบาย จำต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย และจากเด็กนักเรียนที่มีบ้านและมีรถขับ กลับต้องไปขออาศัยเพื่อนอยู่ โดยเพื่อนเจียดทางขึ้นบันไดให้เป็นที่หลับนอน
“บ้านที่พ่อซื้อให้ตอนเรียนที่เอแบค ก็ต้องขายไป รถก็ต้องขายไป ทำให้ผมต้องไปไหนมาไหนด้วยการนั่งรถเมล์ และต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อนๆ ซึ่งเขาเช่าทาวน์เฮาส์อยู่กัน เพื่อนๆ ก็เจียดพื้นที่ตรงทางขึ้นบันไดให้เราหลับนอน ข้าวของของเราก็วางกองแถวนั้น แต่ไม่มีเพื่อนคนไหนบ่นว่าเราเลย กลับเกรงใจเราด้วยซ้ำ แต่ผมก็บอกเพื่อนไปว่า ไม่เป็นไร สนุกดี”
ดนัยยังเล่าต่อว่า จากที่เกิดมาไม่เคยเข้าโรงรับจำนำ ก็ได้เข้าไปเพื่อความอยู่รอดของชีวิต
“เกิดมาผมไม่เคยเข้าโรงรับจำนำ ก็ได้เข้าไป เอาปากกา เอาหม้อ ไปจำนำ (หัวเราะ) ผมไม่อายที่จะทำอย่างนี้ด้วยนะ ผมว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ดีมากๆ ถ้าเราไม่เจอเหตุการณ์หนักๆ แบบนี้ เราก็จะไม่ได้เจอความสุขแบบนี้ ความสุขแบบที่ได้เรียนรู้จักคำว่าชีวิตที่มันเป็นของจริง”
ช่วงชีวิตที่ดนัยต้องพบเจอมรสุมชีวิต จึงเป็นช่วงที่ทำให้เขาทำอะไรที่สำคัญกับชีวิตให้เร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น นั่นคือ การศึกษาที่จะนำพาให้เขาหลุดพ้นจากมรสุมนี้ จนได้ไปพบเจอสิ่งที่ดีที่สุด
“ชีวิตนี้แสนสั้นนัก ผมจึงหวงเวลา ไม่เคยปล่อยเวลาทิ้งไปแบบสูญเปล่า เมื่อผมเจอมรสุม มรสุมนี้ก็ได้กระตุ้นให้ผมทำอะไรที่สำคัญกับชีวิต ผมจึงตั้งใจเรียน จนสามารถเรียนจบภายในสามปีครึ่ง ได้เกียรตินิยม เหรียญทอง มีสอบชิงทุนที่ไหน ผมก็ไปสอบหมด ได้เกือบทุกที่ จนต้องมีปฏิเสธไป”
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ การศึกษาก็ได้นำพาให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายนั้นไปได้ด้วยดี ทุกวันนี้ดนัยได้ทำงานหลากหลาย ภายในแนวคิดประจำใจที่ว่า “หัวใจเราเป็นสุข ทุกครั้งที่มันเต้นเพื่อผู้อื่น”
“จากชีวิตที่เคยมี และไม่เคยมี เคยหิว จนกินแต่น้ำก็เคยสัมผัสมาแล้ว แต่เราเอนจอยกับมัน หิวก็ได้สัมผัสกับรสชาติของความหิว เรารู้ว่ามันเป็นยังไง เลยทำให้เราเห็นใจคนอื่นๆ ได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าเราทำประโยชน์ให้กับใครที่กำลังรอคอยรอยยิ้ม รอคอยกำลังใจ ผมทำได้ ผมก็พร้อมจะทำ”
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ได้ทำให้ดนัยมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวาง และพร้อมจะเป็นแสงนำทางให้ใครอีกหลายคน
“นอกจากธุรกิจของตัวเอง ผมก็จัดรายการวิทยุ เขียนบทความ และทำงานเพื่อผู้อื่น โดยไม่มีรายได้จากตรงนี้ ถึงได้ ผมก็มอบเป็นการกุศลหมด”
สำหรับคนที่กำลังประสบปัญหา หรือกำลังพบเจอมรสุมลูกใหญ่ที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ดนัยได้ฝากแง่คิดไว้สั้นๆ แต่ลึกซึ้งและกินใจ
“ชีวิตนั้นสั้น เกินกว่าที่จะเป็นทุกข์ และอยู่กับเรื่องไร้สาระ”
คงจะจริงอย่างที่ผู้ชายคนนี้กล่าวสรุป หากเราเข้าใจว่าชีวิตนั้นแสนสั้น และไม่เอาเรื่องไร้สาระมาเกาะตามตัวและหัวใจ เราก็จะไม่มีใครหรือสิ่งใดมาทำให้ใจมัวหมอง แล้วหัวใจของเราจะใสและมีพลังในท้ายที่สุด
&<2288;
&<2288;


