posttoday
การประชุมนานาชาติณ เมืองพาราณสี อินเดียกรณีธรรมวินัยกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ตอน ๑๑)

การประชุมนานาชาติณ เมืองพาราณสี อินเดียกรณีธรรมวินัยกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ตอน ๑๑)

07 มีนาคม 2556

การกล่าวอวดอุตริมนุสสธรรมอันไม่มีอยู่จริง เป็นปาราชิก” (อุตริมนุสสธรรม หมายถึง ธรรมอันยิ่งยวดของมนุษย์

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

“...การกล่าวอวดอุตริมนุสสธรรมอันไม่มีอยู่จริง เป็นปาราชิก” (อุตริมนุสสธรรม หมายถึง ธรรมอันยิ่งยวดของมนุษย์ ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสสนะ มรรคภาวนา การทำให้แจ้งซึ่งผล การละกิเลส การเปิดจิตฯ)

จากสิกขาบท (๓) และ (๔) จะเห็นว่า ทรงบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎสังคม โดยมุ่งประโยชน์สู่ธรรมเป็นที่สุด ซึ่งเรียกว่า กฎศาสนา จึงมิได้ขัดแย้งและยังสานสัมพันธ์กันไปอย่างเหมาะควร เพื่อการยอมรับของชาวโลก มิได้ขัดแย้งกับโลก แต่ก็มิได้เกี่ยวข้องกับโลก จึงให้เห็นเส้นทางของกฎศาสนาที่มุ่งทะลุผ่านโลก เพื่อไปให้ถึงธงธรรมที่เป็นอริยสัจ อันเป็นความจริงที่นำไปสู่ความรู้แจ้งในความจริงนั้น เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์เป็นเป้าหมาย

หลักการพิจารณาในสิกขาบท หรือพระวินัยในพระพุทธศาสนานั้น จึงมีหลักพิจารณาเพื่อการเข้าให้ถึงหัวใจแห่งสิกขาบทว่า สิ่งใดควร... สิ่งใดไม่ควร โดยให้ยึดถือตามสุตตานุโลม ได้แก่ หลักมหาปเทส ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ ว่า

๑... สิ่งใดเรามิได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งนี้ไม่ควร” ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ), สิ่งนั้นก็ไม่ควรแก่ท่านทั้งหลาย...

๒... สิ่งใดเรามิได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งนี้ไม่ควร” ถ้าเข้ากับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ), สิ่งนั้นควรแก่ท่านทั้งหลาย...

๓... สิ่งใดเรามิได้อนุญาตว่า “สิ่งนี้ควร” ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ), สิ่งนั้นก็ไม่ควรแก่ท่านทั้งหลาย...

๔... สิ่งใดเรามิได้อนุญาตไว้ว่า “สิ่งนี้ควร” ถ้าสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ), สิ่งนั้นควรแก่ท่านทั้งหลาย...

จากที่กล่าวมาในเรื่องพระวินัยและยกตัวอย่างสิกขาบทในปาราชิก ๔ เพื่อแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ของกฎศาสนาที่แสดงถึงความประณีตละเอียดลุ่มลึก มุ่งสู่การสร้างจิตสำนึก ที่แสดงทั้งคุณลักษณะและโทษลักษณะ หากงดเว้นการประพฤติตามบัญญัติ หรือล่วงละเมิดบัญญัติไม่ประพฤติตาม ที่สำคัญคือการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับศีล วัตร กฎระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีการต่างๆ ซึ่งมุ่งไปสู่ธรรมอันมีเหตุผล มีความมุ่งหมายที่เกี่ยวกับความดีงามและประโยชน์สุขของหมู่ชน เป็นการประสานหมู่ชนและมุ่งเชิดชูธรรมเป็นที่สุด จึงทรงพิจารณาอย่างละเอียดในแต่ละสิกขาบท ก่อนการประกาศเป็นพระวินัยในพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงถึงกรอบการกระทำเป็นไปเท่าที่จำเป็น พอสมแก่เหตุผล และความมุ่งหมายที่ดีงาม มุ่งสู่ความบริสุทธิ์โดยธรรมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ นอกจากประโยชน์แห่งตนแล้ว ต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวมหรือผู้อื่นด้วย...

ดังนั้น เมื่อมีการกระทำที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในเขตพระพุทธศาสนา ก็จะทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้น ทั้งนี้โดยยึดหลักธรรมาธิปไตย มีการประชุมสงฆ์ และทำการสอบสวนผู้กระทำ/ผู้ก่อการจนได้ความจริงแล้ว สมควรสรุปชี้โทษความผิด โดยยึดหลักว่า การกระทำใดไม่เป็นไปเพื่อปสาทะ คือ ความเลื่อมใสแก่การที่ยังไม่เลื่อมใส และทำให้คนที่เลื่อมใสแล้วหมดความเลื่อมใส การกระทำนั้นเป็นโทษ... จึงทรงตรัสแถลงวัตถุประสงค์ที่จะต้องบัญญัติสิกขาบท เสร็จแล้วจึงทรงบัญญัติสิกขาบทนั้นๆ อันเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขที่คำนึงถึงส่วนรวมและของผู้อื่นด้วย มิได้คำนึงเฉพาะส่วนตนเพียงอย่างเดียว เพื่อการดำรงอยู่ด้วยดีของพระพุทธศาสนา

... ซึ่งความมั่นคงของสงฆ์และของพระศาสนา ต้องอาศัยศรัทธาของประชาชน จึงต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชนด้วย เพื่อให้ชาวบ้านที่ยังไม่เลื่อมใสกลับมาเลื่อมใส และเพื่อให้ผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้วมีความเลื่อมใสยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะ ปสาทะ คือ ความเลื่อมใส ความผ่องใส ย่อมเป็นคุณธรรมสำคัญที่นำไปสู่การเกื้อกูลจิตใจให้เกิดจิตสำนึกที่ดี มีเจตคติที่ถูกต้อง และมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่ธรรมเป็นธงชัย... เพื่อนำไปสู่ความสุขและประโยชน์โดยธรรม สมควรแก่ธรรม

แม้ในหมู่อุบาสก อุบาสิกา หรือคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ก็ทรงให้ถือวินัยของผู้ครองเรือนที่สัมพันธ์กับกฎระเบียบ จารีตประเพณี และวัฒนธรรม ซึ่งมีทิศทางมุ่งสู่ธรรมเป็นธงชัย ดังที่เรียกว่า อาคาริยวินัย ดังที่ทรงแสดงไว้ในสิงคาลกสูตร เช่น การเว้นอคติ ๔ การไม่เสพอบายมุข ๖ และความสัมพันธ์ตามหลักทิศ ๖ อันเป็นวินัยของคฤหัสถ์ (คิหิวินัย) และทรงวางมงคลธรรมเพื่อการพัฒนาชีวิตมุ่งสู่จุดสูงสุด คือ ความสิ้นทุกข์ไว้ ๓๘ มงคล ที่แสดงความแน่นแฟ้น ความเป็นหนึ่งเดียว สู่เป้าหมายที่ชัดเจนของพระพุทธศาสนา โดยให้ความสำคัญกับการไม่ละเมิดวินัย รวมถึงการไม่ประพฤติผิดกฎหมาย ระเบียบ ประเพณี วัฒนธรรมอันดี ที่มุ่งสู่ธรรมเป็นสำคัญ

จึงเห็นได้ว่า การดำเนินชีวิตอันเป็นไปตามรูปแบบแผนอารยธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จะต้องมีการสร้างสรรค์และพัฒนาจิตสำนึกให้ถูกต้อง ชอบโดยธรรม อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นหมายถึงการยอมรับในกฎธรรมชาติ เข้าใจในธรรมนิยาม และเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานของชาวพุทธ ที่นำไปสู่การสร้างคุณธรรมอุปการะโลก ให้มีความสุข คือ หิริและโอตตัปปะ ซึ่งจะสำแดงอำนาจความสำนึกที่ถูกต้อง ตรงตามธรรม ไม่หลีกเลี่ยงการประพฤติที่ถูกต้องตรงธรรม... ตรงตามตัวบทกฎหมาย จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดี

หากจิตสำนึกของบุคคลในสังคมถูกต้อง ชอบโดยธรรม ก็ย่อมตอกย้ำเจตนารมณ์ทางสังคม ที่จะแสดงพลังการขับเคลื่อนไปตามทิศทางแห่งเจตนารมณ์นั้นๆ สืบไป... และเจตนารมณ์ที่สะท้อนออกมาทางสังคมนั้น จะเป็นเครื่องวัดคุณค่าจิตสำนึกของสังคมโดยรวมนั้น

... หากภาคจิตสำนึกของสังคมไม่มุ่งตรงไปสู่ธรรม หรือ ห่างไกลธรรม ก็ย่อมแสดงถึงความวิบัติแห่งจิตสำนึกของภาคสังคมนั้น ซึ่งไม่สามารถยับยั้งความเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทางของสังคมวิบัติในลักษณะนั้นได้เพียงแค่การใช้กฎหมายปกครองคนตามหลักการปรัชญาตะวันตก

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์