หนูดีชวนเข้าห้องนอน
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
เป็นประเด็นที่คนถามหนูดีกันเยอะมาก ว่า จริงหรือ ที่ห้องนอนของหนูดีไม่มีทีวี ไม่มีวิทยุ ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ นอกจากแอร์
ช่วงหลังๆ หนูดีเจอคำถามนี้ตลอดเวลา
มันคงน่าสงสัยจริงๆ ละว่า คนรุ่นใหม่ทำไมมีห้องนอนเหมือนยุคก่อนวิวัฒนาการ ดังนั้นอย่าช้าเลยค่ะ ให้หนูดีมาชวนเข้าห้องนอนของหนูดีกันเลยดีกว่าว่าจริงหรือไม่จริง และถ้าจริง ทำไมหนูดีถึงเลือกแบบนั้น ไม่มีเงินซื้อทีวีใส่ในห้องนอนหรือเปล่า เปล่านะคะ พอซื้อไหว แต่เอาไปเข้าห้องอื่นดีกว่า
มาตอบคำถามแรกกันก่อนนะคะ
จริงค่ะ ในห้องนอนของหนูดีไม่มีอะไรเลยนอกจากแอร์ และหนูดีมีความสุขกับห้องนอนของหนูดีมาก
เริ่มต้นกันที่เหตุผลก่อนก็แล้วกันว่าทำไม นี่คือตัวเลือกของหนูดี
อันดับแรก ห้องแต่ละห้องของบ้าน มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป เราควรใช้ห้องตามวัตถุประสงค์นั้นๆ เช่น ห้องกินข้าวมีไว้สำหรับรับประทานอาหาร ห้องดูโทรทัศน์มีไว้สำหรับดูโทรทัศน์ ห้องนั่งเล่น มีไว้สำหรับนั่งเล่นคุยกันของคนในครอบครัว หรือนั่งพักผ่อนด้วยตัวเอง และห้องนอนก็มีไว้สำหรับนอน ฯลฯ
ถ้าใช้ปะปนกัน สมองก็จะเริ่มสับสนว่า แล้วตรงนี้ฉันต้องทำอะไรกันแน่
แต่หนูดีก็เข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเจ้าของบ้านในลักษณะนี้ ที่มีห้องแยกกันไปตามการใช้งาน เพราะบ้านที่ทุกห้องต้องแยกกันออกไปหมดคงต้องเป็นบ้านหลังใหญ่พอสมควร และที่ดินสมัยนี้ก็ไม่ถูก แถมหลายๆ คนก็เลือกจะอยู่คอนโดมิเนียมที่ห้องค่อนข้างจำกัด นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเด็กนักเรียนที่ต้องมาอยู่หอพักหรือดอร์มมิโทรี ที่ห้องเดียวต้องใช้ให้ครบทุกสถานการณ์
หนูดียังจำได้ เมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่ไปเป็นนักเรียนปีหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นเลือกอยู่ดอร์มค่ะ มีรูมเมตด้วย โชคดีที่รูมเมตนิสัยดี เป็นสาวอเมริกันอายุ 18 ปีเท่ากัน เธอน่ารัก ขี้เกรงใจ พูดเพราะ สุภาพ เป็นผู้ดี ไม่เคยเปิดทีวีเสียงดัง ไม่เคยขโมยของหนูดีไปใช้ แถมยังคอยชวนหนูดีไปค้างบ้านเธอเสมอๆ ในวันหยุด
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หนูดีหนีความจริงของการอยู่ร่วมกันไปพ้นว่า เราต้องใช้ห้องขนาด 4 คูณ 4 เมตรกันสองคน ใส่สองเตียง สองโต๊ะหนังสือ สองตู้เสื้อผ้า และทุกอย่างที่เราสองคนใช้ตลอดทั้งปีจะต้องฟิตให้ได้ในห้องขนาดไม่ใหญ่เลยนี้ และเราต้องทำทุกอย่างในห้องค่ะ ตั้งแต่นอนหลับให้เพียงพอ ไปจนพิมพ์รายงานส่งครูให้ครบทุกฉบับ รวมถึงกินอาหารที่อยากกิน ซึ่งที่โรงอาหารไม่เสิร์ฟอีกด้วย
ไม่ง่ายเลย และหนูดีกับเคท (รูมเมต) ก็ค้นพบว่า การกิน การนอน และการทำงานในห้องเดียวนั้น มันทำให้วงจรชีวิตสับสนมาก มันทำให้เรากินในเวลาประหลาดๆ นอนในเวลาประหลาดๆ และยิ่งไปกว่านั้น การพิมพ์คอมพิวเตอร์บนเตียงนั้น มันทำให้พอถึงเวลานอนจริงๆ เรานอนไม่หลับค่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น หนูดีเจอเข้าเต็มๆ กับ Freshman 15 หรือ การที่เด็กปีหนึ่งจะน้ำหนักขึ้นถึง 15 ปอนด์ เพราะคุณเคทเพื่อนรักได้ซุกกล่องโอรีโอขนาดยักษ์ไว้ใต้เตียงของเธอ และในเมื่อโรงอาหารปิดตอนหกโมงเย็น พอพิมพ์งานไปได้ถึงห้าทุ่ม เราสองคนก็หิวซ่ก ถ้าไม่เป็น หนูดีเสนอจะปรุงเมนูผิดกฎหอ เช่น บะหมี่ซองของไทย ก็จะเป็นเคทนั่นล่ะ ที่ล้วงเอาโอรีโอห่อยักษ์ออกมาชวนหนูดีกิน
เรียกว่าสองสาววัย 18 ที่ไม่รู้อะไรดีกว่านั้นในชีวิต พากันลงเหวด้วยการหม่ำอย่างเอร็ดอร่อยทุกคืน จนเพียงเทอมแรกเราก็อ้วนขึ้นถึงขนาดหนูดีกลับเมืองไทยแล้วใส่อะไรสวยๆ ไม่ได้เลย (เข้าใจเลยค่ะว่า ทำไมคนอ้วนจะไม่ชอบแต่งตัว แถมใครๆ ก็ทักว่าอ้วน มันหดหู่มาก) จนพอเริ่มต้นเทอมสอง หนูดีกับเคทต้องมาตกลงกันใหม่ว่าเราจะจัดระเบียบชีวิตล่ะ ไม่กินอาหารบนเตียง ไม่พิมพ์งานบนเตียง และเริ่มต้นใช้ประโยชน์จากห้องยิมของมหาวิทยาลัยเสียที
นี่คือเหตุผลที่หนูดีระมัดระวังมากกับการใช้ห้องและเฟอร์นิเจอร์ในบ้านแต่ละชิ้นปะปนกัน แถมยังคอยเตือนน้องๆ ที่ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเสมอว่า อย่าเอางานขึ้นไปทำบนเตียง อย่าทานอาหารบนเตียง เพราะผลที่ได้มันเสี่ยงจริงๆ คุณอาจนอนไม่หลับและน้ำหนักขึ้นแบบไม่รู้ตัว
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อหนูดีมาเรียนด้านสมองก็ยิ่งทำให้หนูดีปรับวิถีชีวิตและจัดห้องแต่ละห้องของบ้านให้แยกหน้าที่กันชัดเจนไปเลยค่ะ ในบ้านของเรามี 3 ห้องนอน แต่ละห้องนอนไม่มีทีวีเลย เพราะบ้านนี้ทุกคนต้องหลับตามธรรมชาติ ไม่มีการดูทีวีก่อนนอนหรือใช้ทีวีกล่อมนอนค่ะ
แพทย์ เช่น ดร.แกรี่ สมอล ที่ทำงานด้านสมองและความจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ แนะนำว่า หากท่านต้องการดูทีวีก่อนนอน ให้เลือกดูรายการที่ไม่ตื่นเต้น และหากท่านต้องหลับด้วยเสียงกล่อมของทีวี ให้เลือกปุ่ม Automatic ShutOff เพื่อให้ทีวีปิดโดยอัตโนมัติเมื่อท่านหลับสนิทแล้ว แต่สำหรับคนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia นั้น ให้ย้ายทีวีออกจากห้องนอนไปเลยจะดีที่สุด
สำหรับบ้านของหนูดีแล้ว เรามีโทรทัศน์อยู่ใน 2 ห้องค่ะ คือ ห้องดูโทรทัศน์ ซึ่งอยู่ชั้นสองของบ้านและห้องออกกำลังกาย
เนื่องจากหนูดีกับหนูหวานมาสังเกตว่า การเดินทางไปยิมนั้นเสียเวลามาก และบางทีเราก็ขี้เกียจขับรถออกไป แถมค่าสมาชิกต่อปีก็เป็นหลักหมื่น เอามาซื้อเครื่องดีกว่า ดังนั้นเราจึงตกลงกันทำห้องยิมไว้ในบ้านหนึ่งห้อง และโทรทัศน์อีกเครื่อง ก็ได้รับเกียรติให้เข้ามาอยู่ในห้องนี้นั่นเองค่ะ
หนูดีเห็นเพื่อนๆ อเมริกันหลายคนเอาทีวีไว้ในห้องรับประทานอาหาร และทันทีที่ตื่นเช้าเดินมาหาอะไรทาน ก็เปิดดูไปเลย บางคนอาจว่าปกติ แต่หนูดีคิดว่ามันเกินจำเป็นไป การตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยโทรทัศน์ อาจเป็นการเริ่มวันที่ไม่สงบเท่าที่ควร รวมถึงการทานอาหารไปดูโทรทัศน์ไป ก็ทำให้เราไม่มีสติในการทาน อาจทำให้ทานอาหารล้นเกินจนเกิดโรคอ้วนได้
ที่หนูดีอยากแนะนำก็คือ ระมัดระวังการใช้แต่ละห้องในบ้านให้ถูกเป้าหมาย ไม่ปะปนกัน โดยเฉพาะห้องนอน เพราะเวลาประมาณหนึ่งในสามของชีวิตเรา เราใช้ไปกับการนอนค่ะ ถ้านอนมีคุณภาพ ก็จะตื่นอย่างมีคุณภาพ และมีชีวิตที่มีคุณภาพ
คืนนี้ลองเดินเข้าห้องนอนดูนะคะ ถ้าคุณนอนหลับไม่ดี ก็คงถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอะไรในห้องนี้บ้างแล้วล่ะค่ะ


