
ชำระความเชื่อเพื่อเอื้อความจริง (จบ)
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ปุจฉา
ครับ วันนี้ ผมและเพื่อนๆ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงนะครับ ที่เสียสละเวลามาอธิบายข้อสงสัยให้กระจ่าง มิเช่นนั้นแล้ว กระผมก็คงเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าใจผิดท่านอาจารย์ไปอย่างยาวนานเหมือนคนอื่นๆ แล้วก็คงเผลอมีอคติกับท่านอาจารย์ไปอีกหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พอได้มาคุยด้วยแล้ว มันกลับตาลปัตรกับที่พวกเราเอาแต่เถียงกันเลยนะครับ
แต่พูดก็พูดเถิดนะครับ โดยความเห็นส่วนตัว ผมสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่า ถึงอย่างไรท่านอาจารย์ก็คงไม่สอนอะไรในทางเสียหายอย่างที่เขาเอามาตีความกันอยู่แล้วนะครับ เพราะด้วยภูมิหลังทางการศึกษา และด้วยการเป็นพระในพุทธศาสนา ก็ไม่เปิดช่องหรือส่งเสริมให้พระยุให้คนฆ่ากันอยู่แล้ว
วันนี้ พวกกระผมในนามนักศึกษามหาวิทยาลัย...ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่งที่ได้เมตตาอธิบายอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม ท้ายที่สุดนี้ เพื่อนๆ หรือท่านอาจารย์มีอะไรจะเสริมอีกไหมครับ
วิสัชนา
อาตมาขออนุโมทนาพวกเราทุกคน ที่เมื่อ “สงสัย” แล้วก็ลุกขึ้นมา “วิจัย” ค้นคว้าหาข้อเท็จจริง ไม่ไปร่วม “เดา” เหมือนกับคนอื่น ความจริงเรื่องที่ถกแถลงกันอยู่ทั้งหมดนั้น จะไม่เป็นปัญหาขึ้นมาเลย ถ้าเราแต่ละคนใช้วิจารณญาณกันอย่างรอบคอบ เพราะมองโดยกรอบของพระธรรมวินัย ก็คงไม่มีพระปกติรูปไหนลุกขึ้นมาสอนนอกธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติอยู่แล้ว
แต่ในสังคมไทยของเราทุกวันนี้ กระแส “ความเกลียดชัง” กำลังเชี่ยวกรากอย่างรุนแรง ใครไม่อยากฟังใคร ทุกคนอยากจะพูดและฟังเฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการเท่านั้น ในบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่เราถูกกระตุ้นให้ชิงชังรังเกียจกันอย่างง่ายดายด้วยสารพัดวิธี โดยที่บางครั้งเราก็ลืมไปว่า เรื่องบางเรื่องนั้นแค่ใช้ความรู้ระดับ “สามัญสำนึก” ก็สามารถที่จะเข้าใจได้อยู่แล้ว แต่พอเรา “เกลียด” กันเสียแล้ว เราก็ฟังใครไม่เป็น อภัยให้กันไม่ได้
อย่างไรก็ตามเถิด แม้อาตมาจะไม่ได้มีเจตนาแม้แต่น้อยที่จะยุยงให้คนโกรธ เกลียด ชิงชังกัน แต่เมื่อเราต่างก็ตกอยู่ในสังคมที่คลุ้งไปด้วยวิกฤตทางการเมืองเข้มข้นเช่นนี้ ก็เป็นการยากที่เราจะครองตัวอยู่ได้โดยไม่แปดเปื้อนมัวหมอง ทั้งยังเป็นการยากที่จะปลีกตัวหลุดพ้นจากการถูกนำไปรวมอยู่ในฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ ในบรรยากาศเช่นนี้ จะถูกเข้าใจผิดไปบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา
โดยส่วนตัว อาตมาไม่เคยมีความปรารถนาร้ายต่อใครในประเทศนี้ หรือในโลกนี้ แต่ถึงแม้จะเจตนาดีถึงเพียงนี้ ก็ย่อมมีอยู่บ้างที่ตัวอาตมาเองอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้เทศน์ ได้สอนด้วยความประมาทพลาดพลั้งไป จะด้วยความอ่อนปัญญา ขาดประสบการณ์ หรือได้รับฐานข้อมูลมาผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อันเป็นที่มาของการเทศน์การสอนที่ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม ขาดความลุ่มลึก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ใครต่อใครหลายคนจนเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจไปตามๆ กัน
ดังนั้น ในท้ายที่สุดนี้ อาตมาก็ขอถือโอกาสนี้ขอโทษทุกฝ่าย ทุกท่าน ทุกคน ที่พลอยไม่สบายใจไปกับคำเทศน์คำสอนของอาตมาด้วย หวังว่าเหตุการณ์เข้าใจผิดคราวนี้ จะทำให้เราทุกฝ่ายได้เรียนรู้ร่วมกัน และพร้อมที่จะ “ฟัง” กันและกันมากขึ้น เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน เกลียดชังกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน ทั้งๆ ที่ต่างก็ “ปรารถนาดี” ต่อประเทศชาติบ้านเมืองเหมือนกันแท้ๆ
ก่อนจบการปุจฉา วิสัชนา วันนี้ อาตมาขอมอบ “กาลามสูตร” ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญของพระพุทธเจ้าให้พวกเรานำไปใช้เป็นคู่มือในการบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคไอทีดังต่อไปนี้
ท่าทีในการบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ
1.มา อนุสฺสเวน อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา
2.มา ปรมฺปราย อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
3.มา อิติกิราย อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
4.มา ปิฎกสมฺปทาเนน อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5.มา ตกฺกเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก
6.มา นยเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
7.มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
8.มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้เแล้ว
9.มา ภพฺพรูปตาย อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
10.มา สมโณ โน ครูติ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา
(องฺ.ติก.20/505/241. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม หน้า 232)







