
mind the Gap
โดย...Situation
โดย...Situation
เรื่อง ไดนาห์ ชอว์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เคมีไม่ตรงกัลล์
หนึ่งในความทุกข์สำคัญของมนุษย์ออฟฟิศ ที่เชื่อว่าทุกคนจะเห็นตรงกันก็คือความทุกข์ทนที่ต้องผจญอยู่กับคนไม่ชอบหน้า เคมีไม่ตรงกัน ฉันอยากจะดีดเธอ หากเป็นคนแปลกหน้าก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็นคนออฟฟิศเดียวกัน ร่วมงานกัน แต่เธอก็เวิ่นเว้อเพ้อพร่ำ จะฉะสักทีก็ใช่ที่ เพราะจะกลายเป็นเราเองที่ไม่เป็นมืออาชีพ
คำถามหลอก
สถานการณ์ – เกี่ยวกับกรรมเก่าในรูปของมารรังควาน ที่ตามมาทันกันในที่ทำงาน เชื่อว่าหลายท่านจะประสบพบเจอ ขอยกตัวอย่างในรูปผังคำถามอมตะ เช่น ทำอะไร>ทำไมต้องทำ/ทำที่ไหน>ทำไมต้องทำที่นั่น/ทำอย่างไร>ทำไมต้องทำอย่างนั้น/ใครเป็นคนทำ> ทำไมถึงต้องเป็นเธอทำ
ทางออก – ใช่แล้ว ทั้งหมดคือคำถามหลอก หรือนัยหนึ่งคือคำถามจี้หาเรื่อง คุณรู้อยู่แล้วว่าตอบยังไงก็ผิด แล้วคุณจะทำอย่างไร คำตอบ (ที่ถูกต้อง) คือ ให้คนอื่นเป็นคนตอบ อาจไหว้วานเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ หัวหน้าสายงาน หรือผู้ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายเกรงใจ
การยืมปากคนอื่นพูดนี้ สิทธิการิยะถือเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงในที่ทำงาน นำมาใช้ตามหลักการพึงหลีกเลี่ยง หรืออย่างน้อยก็ลดละ ไม่เปิดโอกาสให้ต้องกระทบกระทั่งกันมากเกินไป (แม้ในแง่หนึ่งของการกระทบกระทั่งกันนั้น จะทำให้เกิดวุฒิภาวะของเราและเขา ทั้งสองฝ่ายต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น)
หลีก 100 ลี้ เก็บกระบี่ให้สุดหยั่ง
สถานการณ์ – ความรู้สึกน่าจะคล้ายๆ กับกัปตันตอนตัดสินใจสละเครื่อง กดปุ่มอีเจกต์เก้าอี้ดีดตัวเองออกจากเครื่องบินที่กำลังจะโหม่งพสุธา หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทนจนสุดกลั้นแล้ว คุณจะทำอย่างไร
ทางออก – ความบาดหมางจากสูตรเคมีไม่ตรงชงโอยั้วะ ย่อมบอกอยู่ในตัวว่า เกิดขึ้นได้จากเหตุเล็กน้อย (เหตุอันไม่มีเหตุ) หลายครั้งเกิดจากกิริยาอาการที่ฝ่ายหนึ่งทำไปโดยไม่ตั้งใจ ร้อยละ 90 ของสูตรผสมที่ผิดพลาด มักเริ่มจากเรื่องไร้สาระ ที่ผนวกด้วยลีลายั่วยวนกวนประสาท เรื่องไม่เป็นเรื่องจึงกลายเป็นเหตุสุดกลั้น
เหตุสุดกลั้นที่ต้องกลั้น เพราะถ้าไม่กลั้นมักเสียมากกว่าได้ คำแนะนำก็คือ เมื่อเราล่วงรู้ถึงสัญญาณเตือนเฉพาะตัว เช่น การพูดซ้ำๆ ซากๆ ของอีกฝ่าย การแซวแรงๆ (ต่อหน้าคนอื่น) การประทุษร้ายด้วยเสียงลอยลม หรือการวิจารณ์บุพการี ในช่วงสุญญากาศที่ยังไม่มีการระบุตัวผู้รับสาร หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ทำตัวเหมือนกัปตันเครื่องที่ดีดตัวเองออกมาไกลๆ ก่อนสถานการณ์จะลุกลาม (จริงๆ แล้ว อยากดีดไอ้ตัวต้นเหตุมากกว่า) อารมณ์เย็นลง จึงค่อยเคลียร์กัน (ถ้าทำได้)
รอจังหวะสอง
สถานการณ์ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง หรือเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องชน (อย่างมืออาชีพ) ทุกข์ภัยผจญยังต้องทนอยู่ร่วมแผนก หรือร่วมโต๊ะกันต่อไป ไม่มีอะไรดีกว่าทำใจ สุดท้ายของสถานการณ์เคมี Error คือ การจบแบบมีสกอร์ รอจังหวะที่ 2 มวยรองชนะ
ทางออก ปล่อยคนมีปากอยากพูด พูดได้ก็พูดไป ถือเสียว่ามีของต้องระบาย ไม่อยากฟังก็ต้องทนฟังสักหน่อย หลังจากพวกพูดมากพูดจนหมดแรงแล้ว ถึงตาเราค่อยพูดมั่ง ถึงตอนนี้พวกที่พูดเยอะในตอนแรก จะหมดแรงเถียง ไม่มีพละพลังคิดอ่านอันใดมาโต้แย้ง สมองตื้ออื้ออึง ประมาณว่าคิดไม่ออกตอกไม่แตกแล้วจะเอาอะไรมาเถียงเราได้ ถึงจังหวะนี้ค่อยเสียบให้มิดด้าม
Ask the Expert
Q. คนที่ทำงานอยู่ที่เดิมมาเกิน 10 ปี มักกลัวการเปลี่ยนแปลง ให้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มักมีปัญหา จะจัดการอย่างไรดี?
A. ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์ Consulting Partner บริษัท ออคิด สลิงชอท ที่ปรึกษาธุรกิจ บอกว่า จริงๆ แล้ว ทุกคนกลัวการเปลี่ยนแปลง KPI ของสมองคือการเอาตัวให้รอด ดังนั้นเราจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยน เพียงแค่ว่าพนักงานที่อยู่มาเกิน 10 ปี อาจรู้วิธีในการเอาตัวรอดดีกว่าคนอื่นๆ
หนึ่งเทคนิคที่สามารถลองใช้ได้ คือ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็น (Sense of Urgency) หากไม่เปลี่ยนจะไม่รอด หัวใจคือก่อนจะให้เรียนรู้อะไรเรียกมาคุยกันก่อน องค์กรอยากเห็นอะไร เรื่องนี้สำคัญอย่างไร เขาสำคัญอย่างไร ให้เรียนเพื่ออะไร กลับมาแล้วจะให้มาเล่าอะไร จะให้ไปสอนใครต่อ รู้สึกอย่างไรบ้าง มีข้อขัดข้องอะไร ต้องการให้ช่วยอะไรไหม อยากพูดอะไรหรือเปล่า หัวหน้าที่ดีต้องไม่เหนื่อยที่จะถาม
จากประสบการณ์ของผม หัวหน้ากับลูกน้องมักตกม้าตายด้วยเรื่องง่ายๆ เช่นองค์กรอยากให้ไปเรียนก็ส่งไปโดยไม่อธิบาย บอกแค่ “เดี๋ยวผมจะให้คุณไปเรียน” เรียนแล้วได้อะไรก็ไม่เคยถาม กลับมาก็ไม่ติดตามผล ทำดีขึ้นก็เสมอตัว ไม่ทำก็ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้พนักงานก็ถอดใจที่จะเรียนเป็นธรรมดา สมองลูกน้องคิดได้ว่าอยู่เฉยๆ ก็รอดแล้วจะเปลี่ยนไปทำไม ลองเปิดใจคุยกับเจ้าตัวสักนิด แม้ยาขนานนี้ไม่ได้ผล แต่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ว่าพนักงานเหล่านี้ของคุณคิดอะไรอยู่ จะได้จัดยาชุดต่อๆ ไปได้ดีขึ้น
(ใครมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ ส่งอีเมลมาถามได้ที่ [email protected] เราอาสาจะไปหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาให้ค่ะ)
He Said She Said
มาร์ค ธุรกิจส่วนตัว
“ผมว่าการจีบผู้หญิงก็คือการลงทุนอย่างหนึ่ง ต้องมีเงิน มีเวลา ที่สำคัญต้องมีใจให้ แต่ถ้าเธอไม่เล่นด้วย การลงทุนของคุณก็ขาดทุน ผมแค่อยากจะบอกหนุ่มเจ้าชู้ว่าอย่าจีบใครเล่นๆ ไปเรื่อย เพราะค่าต้นทุนมันแพงนะครับ 555”
มินท์ พนักงานบริษัท
“ผู้ชายเดี๋ยวนี้มีให้เลือกน้อย เพราะส่วนใหญ่เขาจะหันไปชอบกันเอง แต่จะให้ลุกขึ้นมาสวมบทบาทชอบผู้ชายคนไหนก็จะต้องกล้าได้กล้าเสีย ดิฉันว่ามันผิดนะ เพราะสุดท้ายคุณอาจจะได้เพื่อนสาวมาแบบไม่ทันตั้งตัว (หัวเราะ) ดิฉันว่าของอย่างนี้ก็ยังต้องใช้เวลาอยู่ดี”
Quote
“คนที่ใช้แค่มือทำงาน เราเรียกว่า ผู้ใช้แรงงาน คนที่ใช้มือและสมองทำงาน เราเรียกว่า ช่างฝีมือ ส่วนคนที่ใช้มือ ใช้สมอง และใช้หัวใจในการทำงานไปพร้อมกันด้วย เราเรียกเขาว่า ศิลปิน”
เซนต์ฟรานซิส แห่งอัสซีซี่ พระนักเทศน์ในนิกายโรมันคาทอลิก







