
‘ผมเลือกแล้วต้องทำให้สุด’ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร
หากตอนนี้ให้ลองนึกถึงใครสักคนที่เป็นตัวแทนของคนที่ทำเพื่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ “ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร”
หากตอนนี้ให้ลองนึกถึงใครสักคนที่เป็นตัวแทนของคนที่ทำเพื่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ “ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร”
โดย...นกขุนทอง
หากตอนนี้ให้ลองนึกถึงใครสักคนที่เป็นตัวแทนของคนที่ทำเพื่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ “ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร” ติดอยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงแน่นอน เพราะนอกจากบุคลิกผู้ชายอบอุ่น อารมณ์ดี ยิ้มง่าย ซึ่งโดนใจใครต่อใครแล้ว ภาพลักษณ์ตอนนี้ของ ท็อป พิพัฒน์ ที่นอกเหนือจากบทบาทพิธีกรในแวดวงบันเทิงแล้ว ชื่อของเขายังถูกห้อยท้ายด้วยคำว่า “อีโค” และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ชายคนนี้มีดี มีอะไรที่น่าสนใจ ใครๆ ก็อยากรู้จักและมีเขาเป็นไอดอล
ท็อปเปิดร้าน “อีโคช็อป” (Ecoshop) ขายสินค้าที่มีดีไซน์เพื่อสิ่งแวดล้อม เปิดมาได้ 4 ปีแล้ว ในแง่ของรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ไม่ได้มีกำไรจากตรงนี้หากเทียบกับงานอื่นๆ ทว่าความภูมิใจความสุขที่ได้จากงานตรงนี้มีมากกว่านัก ซึ่งท็อปบอกเล่าด้วยแววตาและน้ำเสียงที่เปี่ยมความสุขจริงๆ
“ตั้งแต่จะเริ่มทำแล้วครับ ใครๆ ก็บอกว่าจะดีหรือ จะคุ้มเหรอ มีแต่คนบอกอย่าเปิดเพราะมองไม่เห็นเรื่องกำไรที่จะได้รับ แต่ผมคิดว่าการที่เราจะทำอะไรสักอย่างผลตอบแทนไม่ใช่ตัวเงินเสมอไป แต่เป็นความสะใจด้วย ผมก็บอกว่าผมสู้แบรนด์ดังๆ จากต่างประเทศไม่ได้หรอก และก็ยังมีเพียงคนกลุ่มน้อยที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ผมคิดว่าผมอยากเป็นจิ๊กโก๋ในซอย เป็นแค่นั้นได้ก็เวิร์กแล้ว คนไม่ต้องรู้จักอีโคช็อปทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ในซอยต้องรู้จักเรา ซึ่งผ่านมา 4 ปี ตอนนี้คนที่สนใจเรื่องดีไซน์สิ่งแวดล้อมก็คิดถึงเรา ซึ่งก็ดีใจ อย่างที่บอกการได้รับมาไม่ใช่เรื่องของเงินทอง ได้รับความภูมิใจ สะใจ สุขใจ เพราะในเรื่องของเงินก็พอกับรายจ่าย แต่ในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อีโคดีไซน์มีมากขึ้น”
กว่าที่ท็อปจะพาสินค้าดีไซน์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้คนรู้จัก เขาต้องฟันฝ่ามาเยอะ เพราะสังคมไทยยังมีความเข้าใจและห่วงใยต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่เขาทำเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ “ผมเริ่มต้นจากความชอบ ความฝันของผมเลย เรื่องธุรกิจ บัญชีผมก็ไม่ถนัด แต่ก่อนที่จะคิดแบบนี้ ผมคิดเผื่อไปแล้วนะ เผื่อเด็กๆ มาอ่านแล้วอยากทำอะไรสักอย่าง เอาว่ะใส่สุด ผมอยากจะบอกว่า ผมใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ในการลงทุน แต่ผมคิดในใจว่าถ้าเจ๊งขึ้นมาผมยังมีบ้านให้กลับไปนอน มีหม่ามี้ทำกับข้าวให้กิน มีครอบครัวที่สนับสนุน ถ้าผมกลับไปเหลือศูนย์ ทั้งหมดก็เป็นประสบการณ์ที่ดี”
การหันมาทำธุรกิจตรงนี้นอกจากการนำเสนอไอเดียผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว อีกนัยหนึ่งที่ท็อปอยากสื่อสารกับลูกค้าหรือคนที่เพียงแค่แวะเวียนมาดูหรือรับรู้ว่ายังมีร้านมีงานแบบนี้อยู่ว่า “คนที่ไม่เคยทำเห็นไอเดียในร้านก็เข้ามาคุยมาถาม ชอบแล้วกลับไปที่บ้านดูว่ามีอะไรบ้างแล้วก็ลองทำขึ้นมา ไอเดียอยู่ที่ความชอบของแต่ละคน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด สินค้าอีโอดีไซน์เป็นตัวเรียกแขก คนไม่เคยเห็นมาเห็นของแล้วชอบ ต่อไปเขาอาจจะสนใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมตามมาก็ได้ เราไม่ได้เริ่มต้นบอกว่าของชิ้นนี้ดีกับสิ่งแวดล้อม คุณซื้อไปเหอะ คุณซื้อไปแสดงว่าคุณสนใจสิ่งแวดล้อม แต่เราบอกว่าสินค้าดีไซน์แบบนี้นะ ใช้งานแบบนี้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดแบบนี้ บางชิ้นส่งเสริมชุมชนด้วย ที่ให้คนด้อยโอกาสมาทำ คุณย่าคุณยายที่ปลดเกษียณมาทำ ตรงนี้เป็นเรื่องราวซัพพอร์ตสำหรับสินค้า
อย่างผมก็สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะดูหนังเรื่อง An Inconvenient Truth และก็มีเหตุผลอื่นอีก คือผมมีความฝันตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรีว่าวันหนึ่งผมอยากมีร้านขายของดีไซน์ ช่วงหนึ่งผมได้ทำโคมไฟจากเศษด้ายสายคล้องผ้าม่าน เอาไปให้เจ้าของโรงงานดูแต่ก็ไม่รู้จะขายของแบบนี้ที่ไหน ผมเห็นเวทีการประกวดประดิษฐ์สิ่งของเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่อยากเห็นของหลังการประกวด แต่ไม่รู้ของเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนหมด เราก็เลยเปิดดีกว่า ตอบสิ่งที่เราต้องการอยู่ด้วย”
โครงการในอนาคตตอนนี้ท็อปมี 2 โปรเจกต์ใหญ่รออยู่คือ การจัดตั้งสมาคมอีโคอีไซน์ และการจัดงานอีโคมาร์เก็ต ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ภายในปลายปีนี้ “ผมอยากให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ได้มีพื้นที่ของเขาเอง เล็งสวนสาธารณะใจกลางเมืองสักที่หนึ่ง อยากให้รวมทั้งหมดมีอีโคดีไซน์ มีสวนผักคนเมือง มีอาหารออร์แกนิก มีดนตรี มีบอร์ดให้ความรู้ของภาครัฐเอกชน ผมอยากให้คนเมืองมาสนใจเรื่องนี้ เรื่องของอีโคไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตดูสโลว์ไลฟ์ แต่อีโคเป็นอะไรที่สนุกได้ เป็นได้จากความสนใจ ใครสนใจอะไรก็สามารถทำให้มันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้”
ท็อป บอกว่า “ผมไม่ได้เป็นมนุษย์อีโคร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมทำในสิ่งที่ผมเลือกแล้ว แล้วเหมาะกับผม ผมทำแล้วสนุกมีความสุข ผมเลือกทำในเรื่องออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม เพราะผมถนัดในเรื่องของการออกแบบ และผมสนใจชอบในสิ่งแวดล้อม เลยเอาสองเรื่องมาบวกกัน แต่ไลฟ์สไตล์อย่างอื่นผมก็เหมือนคนอื่นๆ ผมเลือกในสิ่งที่ผมทำได้ แต่ว่าถ้าอะไรที่เลือกแล้วผมจะทำเต็มที่ ทำให้ถึงที่สุด ทำต่อเนื่องเป็นนิสัยเป็นสันดานต่อไป เรื่องนี้บอกได้เลยครับว่ามนุษย์ทุกคนไม่สามารถทำตัวให้เป็นอีโคร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าจะเป็นแบบนั้นต้องตายจากโลกใบนี้ไป ไม่อย่างนั้นก็ยังต้องบริโภคอยู่ แต่เราสามารถทำได้มากได้น้อย แต่เรื่องจูงใจได้คือเริ่มต้นทำจากเรื่องที่คิดว่าเหมาะกับเป็นตัวเอง อย่าเพิ่งไปคิดใหญ่”
ท็อป บอกว่า ไม่เคยมีใครมาบอกว่ามีเขาเป็นไอดอล แต่จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ท็อปเล่าให้ฟังว่า มีน้องๆ นักศึกษาเดินเข้ามาหาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องอีโคดีไซน์ มาปรึกษาหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ หัวข้อทำรายงานต่างๆ เวลาที่ท็อปมาที่ร้านลูกค้าก็จะถามว่าสินค้าชิ้นนี้ทำมาจากอะไร ท็อปก็จะแนะนำ เช่น นักออกแบบคิดอะไรอยู่ วัสดุชิ้นนี้ทำออกมาเป็นยังไง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้คงไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูดว่า ท็อป พิพัฒน์ เป็นไอดอล แต่หากจะบอกว่า ท็อป พิพัฒน์ เป็นอีกหนึ่งบุคคล หนึ่งแรงบันดาลใจที่ช่วยทำให้ผู้คนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมคงไม่ผิดเพี้ยน...
&<2288;
&<2288;







