ชวิน เงินชูกลิ่น สายเลือดบรมครูสถาปัตยกรรมไทย
ถ้ามองจากใบหน้า และบุคลิกรูปลักษณ์ภายนอก ชวิน เงินชูกลิ่น ถ่ายสำเนาถูกต้องถอดแบบมาจากคุณพ่อ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ทุกประการ
ถ้ามองจากใบหน้า และบุคลิกรูปลักษณ์ภายนอก ชวิน เงินชูกลิ่น ถ่ายสำเนาถูกต้องถอดแบบมาจากคุณพ่อ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ทุกประการ
โดย...ปอย
ถ้ามองจากใบหน้า และบุคลิกรูปลักษณ์ภายนอก ชวิน เงินชูกลิ่น ถ่ายสำเนาถูกต้องถอดแบบมาจากคุณพ่อ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ทุกประการ
หลังจากผู้เป็นบิดาเข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคมะเร็งตับ ที่โรงพยาบาลศิริราช ชวิน บุตรชายคนโตของครอบครัวเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา เพื่อมาดูแลบิดาได้เพียง 2 วัน ผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวก็จากไปอย่างสงบ เมื่อเวลา 05.40 น.ของวัน 17 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังเข้ารับการรักษาตัวมาอย่างต่อเนื่อง สิริอายุ 71 ปี และได้รับเกียรติยศสูงสุดเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานโกศ 8 เหลี่ยม ในฐานะศิลปินแห่งชาติผู้เป็นบรมครูสถาปัตยกรรมไทย
หลายคนตั้งคำถามกับเขาว่า คุณพ่อได้ฝากฝังอะไรไว้บ้าง? ทายาทศิลปินแห่งชาติกล่าวว่าถ้าในส่วนการสืบทอดงานจากพ่อ ความที่ตัวเองเป็นสถาปนิกร่วมสมัยจึงเป็นคนละขั้วกับคุณพ่อโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้คุณพ่อจึงไม่ได้ฝากอะไรไว้มากนัก แต่ในฐานะลูกชายคนโต ก็เป็นที่รู้โดยหน้าที่ว่าต้องดูแลคุณแม่โสมสุดา และน้องชายวทนะ ให้ดีที่สุด
ชวิน วัย 35 ปี ทำงานเป็นสถาปนิกในบริษัทสมอลล์วูด เรย์โนลด์ส สจวร์ต สจวร์ต แอนด์ แอสโซซิเอตส์ และกำลังปริญญาโทอยู่ที่ อินสติติวต์ ออฟ เทคโนโลยี จอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
“ผมอยู่อเมริกา 6 ปีแล้วครับ และช่วงที่คุณพ่อเริ่มป่วยตั้งแต่ปลายปี 2554 ซึ่งระหว่างนั้นผมก็กลับเมืองไทยมา 3-4 ครั้ง กลับมาบวชและแต่งงานเพื่อให้ท่านสบายใจ ในช่วงแรกการรักษาแน่นอนครับว่าครอบครัวเราย่อมมีความหวัง แต่ความที่ท่านก็ทำงานหนักมาโดยตลอดจึงมีโรคแทรกซ้อนเข้ามา ทำให้การรักษายากขึ้น
ในช่วงปีใหม่ปีนี้ผมกลับจากอเมริกามาอยู่ดูแลท่าน และสิ่งสุดท้ายที่ท่านได้ฝากไว้สั้นๆ แต่จริงจังคือ คำกล่าวที่ท่านบอกว่าคนเราขออย่าทำชั่ว เพียงแค่นี้ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งผมคิดแค่นี้ก็ครอบคลุมชีวิตของคนเราได้ทั้งหมดแล้วนะครับ และผมก็ยึด 3 คำที่ว่าอย่าทำชั่วนี้ไว้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด” ชวิน เล่าด้วยสีหน้าที่ยังไม่คลายความเศร้า ในช่วงวันสวดพระอภิธรรมศพ พล.อ.ต.อาวุธ ในพระบรมราชานุเคราะห์ 7 วัน ณ ศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก
“คุณพ่อคือ ผู้ให้คำปรึกษามาตลอดเลยครับ ตั้งแต่เรื่องเรียนที่ท่านแนะนำให้เลือกทั้งสถาปัยกรรมไทย และสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ไปจนถึงการทำงานที่เมื่อผมบอกท่านว่าอยากไปลองหาประสบการณ์ในเมืองนอก ท่านก็สนับสนุน ท่านให้อิสระลูกเต็มที่ไม่เคยชี้นำว่าต้องเป็นสถาปนิกอะไรเลยนะครับ แต่เผอิญว่าผมก็ชอบงานที่ทำอย่างมาก ในช่วงเอนทรานซ์คณะอันดับ 1 ด้านสถาปัตยกรรมไทย ผมจึงเลือกคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ในที่สุดก็มาติดคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นการเรียนด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ท่านก็ให้กำลังใจลูกเต็มที่
สิ่งที่ผมเห็นท่านเป็นแบบอย่างมาโดยตลอด คือ พ่อเป็นคนขยันมาก กระทั่งวันเสาร์-อาทิตย์ ก่อนจะเป็นเวลาของครอบครัวพ่อจะต้องพาลูกๆ ไปตรวจไซต์งานอย่างน้อยก็ 30 นาทีก่อน ผมติดตามคุณพ่อไปเที่ยวไซส์งานตั้งแต่ 6-7 ขวบ ทั้งศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว ผมมีคำถามกับท่านมาโดยตลอดครับ เช่น ประตูทำไมต้องมียักษ์ มีเทวดา? แม้เป็นคำถามเด็กๆ ท่านก็ไม่เบื่อที่จะอธิบาย (เล่าพร้อมรอยยิ้มบางๆ ติดริมฝีปาก) จึงเป็นการซึมซับ และผมคิดว่าก็น่าจะเป็นงานที่เราทำได้ดีและอยากจะทำงานสถาปัยกรรมไทย เพราะได้เห็นการทำงานของท่านสนุกขึ้นเรื่อยๆ เลยนะครับ มีการประยุกต์นำของเก่าและใหม่มาสร้างสรรค์งานอยู่เสมอในงานของท่าน ยกตัวอย่างเช่นการเลือกใช้วัสดุที่จำเป็นต้องเป็นในรูปแบบดั้งเดิม คานเหล็กทดแทนไม้ โดยมีเหตุผลในการลดต้นทุน และการเฟ้นหาช่างไม้โบราณเป็นเรื่องยากมากในยุคสมัยนี้ นี่คือแนวทางการออกแบบของคุณพ่อที่ปรับให้เข้ากับสมัยใหม่ และคงความเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมไว้ให้ได้” ชวิน บอกเล่าด้วยบุคลิกเรียบง่าย
งานชิ้นสุดท้าย พล.อ.ต.อาวุธ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ออกแบบพระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ ท้องสนามหลวง
“ช่วงเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ท่านก็ยังไปตรวจไซส์งานอยู่เสมอๆ และในช่วงนอนโรงพยาบาลก็มีลูกศิษย์ลูกหานำงานมาให้ตรวจถึงเตียงคนไข้ ผมจำได้ว่าท่านบอกว่างานออกแบบพระเมรุไม่ใช่งานที่อยากทำเลย เพราะหมายถึงการจากไปของพระบรมวงศ์ที่สำคัญ แต่เมื่อได้ทำก็ต้องทำให้เต็มกำลังที่สุด เพราะเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจที่ผู้ทรงตรวจงานสุดท้ายคือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
คุณพ่อบอกกับผมเสมอกว่าคนทำงานสถาปัตยกรรมไทย มีน้อย แต่มีครั้งหนึ่งที่ท่านมีโอกาสไปทำงานให้กับ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้เห็นว่ามีบุคลากรด้านนี้น้อยมาก และรัฐบาลนั้นได้สนับสนุนให้เกิดคณะศิลปกรรม จุฬาฯ ที่มีภาควิชาศิลปกรรมไทย คุณพ่อก็ได้ไปสอนที่นี่ซึ่งเป็นงานที่ท่านมีความสุขมาก งานสถาปัตยกรรมไทยเป็นงานที่หนักมากครับ พูดให้มองเห็นภาพง่ายๆ ก็คือออกแบบวัด กับออกแบบบ้าน อย่างแรกต้องยากกว่าแน่นอน แต่สิ่งที่ท่านสั่งสอนลูก และลูกศิษย์อยู่เสมอก็คือ ถ้าเราทำอะไรที่ชอบ และขยัน ทำอะไรยากแค่ไหนก็ประสบความสำเร็จ”
ในต้นปีหน้า ชวิน บอกว่าคงได้กลับมาอยู่เมืองไทยถาวร เจ้าตัวเปิดเผยว่า ระหว่างเขากับคุณพ่อยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้ทำร่วมกันอีก 1 อย่างเพราะด้วยเหตุผลของการงานที่ได้กลายส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตของพ่อไปโดยปริยาย
“อย่างที่ผมบอกครับว่าท่านยังทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้บนเตียงคนไข้ แล้วในกลางปีนี้ ผมก็ได้พูดกับท่านว่าจะไปดูเทนนิสยูเอสโอเพ่นด้วยกัน ท่านชอบเทนนิสมากแต่ก็บ่ายเบี่ยงเพราะยุ่งเรื่องงานตลอดเวลา นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกเสียดายว่าไม่ได้ทำให้ท่านนะครับ แต่ก็เห็นใจท่านว่างานตรงนี้ทำอย่างไรก็ไม่รู้จบ ผมยังจำภาพ 2 วันก่อนท่านเสีย ลูกศิษย์นำแบบมาให้ท่านดูก็ยังตรวจชี้โน่นนี่อยู่เลยครับ” ชวิน กล่าวทิ้งท้าย และนี่คือภาพสุดท้ายของพ่อผู้จริงจัง จริงใจกับการงานที่อยู่ในความทรงจำของลูกเสมอ.
พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นใหญ่ในช่วงที่เจ็บป่วย และท่านทุ่มเทสุดชีวิตเป็นงานสุดท้าย


