
หัวใจพเนจรของกวีหนุ่ม
“หัวใจห้องที่ห้า” เป็นชื่อกวีนิพนธ์เล่มล่าสุดของ “อังคาร จันทาทิพย์”
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ ไม่เครดิต
“หัวใจห้องที่ห้า” เป็นชื่อกวีนิพนธ์เล่มล่าสุดของ “อังคาร จันทาทิพย์”
ได้ยินแวบแรกพลันนึกถึงความรักอันหวานซึ้งโรแมนติก ครั้นพอได้อ่าน ก็กลับกลายเป็นว่าความรู้สึกเข้มข้นขรึมขลัง เต็มไปด้วยพลัง พลุ่งพล่านเข้าแทนที่
นี่คือรวมบทกวีอีกเล่มที่น่าค้นหา น่าใช้เวลาทำความรู้จัก และศึกษาอย่างลึกซึ้ง
เรื่องราวการเดินทางของชีวิตอันตกผลึกของชายพเนจร ผู้ใช้สายตาเหลียวหน้าแลหลัง มองความเป็นไปของสรรพสิ่ง ไม่ว่าผู้คน สังคม ประวัติศาสตร์ ด้วยความรู้สึกถวิลหาอดีตที่แอบซ่อนอยู่ภายในก้นบึ้งหัวใจ
“จริงๆ เนื้อหาก็ว่าด้วยความรักนั่นแหละครับ เพียงแต่ไม่ใช่ความรักแบบโรแมนติกหวานซึ้งของหนุ่มสาว แต่เป็นความรักในแง่มุมที่มันกว้างกว่านั้น เป็นความรักในความเชื่อที่หลากหลายของผู้คน หลากหลายต่อชีวิต วิถี วัฒนธรรม รากเหง้าของตัวเอง รวมถึงความรักความเชื่อที่ลึกลงไปถึงศรัทธา ศาสนา ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดทั้งสันติสุข และสงคราม
เรื่องทั้งหมดมันเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างยากที่จะแยกออกจากกันได้ เพียงแต่ถูกเล่าเรื่องราวผ่านผู้คนตัวเล็กๆ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของการไหลเวียนเปลี่ยนแลกวัฒนธรรมเก่าและใหม่ การลบ เลือน สลายเส้นแบ่งต่างๆ และขีดลากเส้นแบ่งขึ้นมาใหม่ ด้วยการกระชับแน่นระหว่างสถานที่และเวลา
ผ่านการเดินทางของเศรษฐกิจ ทุน พลวัตสังคม ข้อมูลข่าวสาร การอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คน ด้วยเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ทั้งภัยสงคราม ความรุนแรงจากคนกับคนด้วยกัน และภัยพิบัติธรรมชาติ ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นแก่นหลักของหัวใจห้องที่ห้า” กวีหนุ่มยิ้มขรึม อธิบายยาวเหยียด ทว่าแช่มช้า ชัดถ้อยชัดคำ
ตั้งแต่บทแรกยันบทสุดท้าย ฉายภาพเรื่องเล่า เรื่องราว และนัยของการเดินทางตลอดทั้งเล่ม อาจจะเรียกว่าเป็นการเดินทางไกลในทางเก่า หรือมุ่งไปข้างหน้าอย่างถวิลหาความหลังก็ได้
หลายบทหลายตอนได้รับแรงบันดาลใจจากหลายสถานที่ ต่างกรรม ต่างวาระ ไม่ว่านิทานพื้นบ้านอีสาน เรื่องเล่าปรัมปราแถบถิ่นริมโขงที่เคยได้ฟังเมื่อครั้งอดีต บทกวีจีนโบราณ ข่าวสารความเคลื่อนไหวบนหน้าหนังสือพิมพ์ เฟซบุ๊ก ภาวะโลกร้อน คนไร้บ้านพลัดถิ่น แนวรบในผืนป่าตะวันตกและตะวันออก
ชีวิตท่ามกลางมรสุมไฟใต้ ไล่เรื่อยจนกระทั่งมุมมองเกี่ยวกับความรัก ความรุนแรง สงครามและสันติภาพ ตลอดจนความงดงามของชนบทในถิ่นฐานบ้านเกิด
ทั้งหมดล้วนถูกถ่ายทอดเรียงร้อยออกมาได้อย่างกระชับจับใจ
“วิธีนำเสนอ อยากเล่าผ่านกรอบโครงของตำนาน เรื่องเล่า นิทานที่คนในแต่ละวัฒนธรรมมีเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ มีลักษณะคล้ายๆ กับบทกวี เพราะเป็นการเชื่อมโยงจินตนาการเข้ากับโลกแห่งความจริงและตำนาน
แม้เรื่องเล่าเหล่านี้จะถูกมองจากคนยุคใหม่ว่าเป็นเรื่องเหลวไหล จับต้องไม่ได้ แต่จริงๆ แล้ว นี่คือวิธีบอกนัยการเชื่อมความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความทรงจำ และการใช้ชีวิตแนบชิดกับธรรมชาติ เรื่องเล่า ปรัมปรานิทานมีลักษณะพิเศษ คือ สามารถดำรงอยู่มาได้ยาวนาน มีความลื่นไหล สามารถปรับตัว ถูกปรับใช้ รับใช้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ผมเลยอยากนำมาเชื่อมโยงและบอกเล่าต่อในบริบทใหม่ของสังคมยุคสมัยใหม่”
ในมุมมองของกวีหนุ่ม เสน่ห์บทกวีอยู่ที่ความสั้นกระชับ ควบแน่นประเด็น เนื้อหา อารมณ์ ความคิด สีสัน บรรยากาศ จินตภาพต่างๆ ที่ต้องการบอกเล่าไว้อย่างครบถ้วน
ขณะเดียวกันสามารถสร้างอารมณ์ร่วม ความสะเทือนใจผู้อ่านได้ค่อนข้างมาก ซึ่งวรรณกรรมประเภทอื่นๆ อาจจะต้องใช้ความยาวหลายหน้าหนังสือในการบอกเล่า แต่ปรากฏในกวีเพียงสำนวนเดียว หรือบทเดียว นี่จึงอาจจะเป็นความยากในการที่จะเขียนบทกวีดีๆ งดงาม ลงตัว สั่นสะเทือนคนอ่านได้
“ผมไม่ได้มีชื่อเสียง หรือได้รับรางวัลมากมายอะไรหรอกครับ หากเทียบกับสิ่งที่การเขียนการอ่านบทกวีให้เรามาแต่เริ่มแรก อย่างเช่นการพาเราไปรู้จักแง่มุมต่างๆ ของโลก ชีวิต ความคิด ความอ่าน หนังสือหนังหา ท่าทีการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นๆ
ส่วนเรื่องมูลค่าทางการเงิน จำนวนคนอ่านน้อย นั่นก็ไม่ใช่สาระอะไรเลย ผมยังจะตอบคำถามเหล่านี้ด้วยคำตอบเดิม คือ ข้อสังเกตเหล่านี้ไม่ควรจะตกอยู่กับกวีแต่เพียงฝ่ายเดียว มันคงเกี่ยวพันไปถึงผู้อ่าน ผู้คนในสังคมปัจจุบันด้วยว่าให้ความสนใจอะไรอยู่เป็นพิเศษ
งานเขียนไม่ว่ากวีนิพนธ์ วรรณกรรม และศิลปะประเภทอื่นๆ น่าจะเรียกร้องวุฒิภาวะจากผู้เสพอยู่บ้าง อีกประเด็น คือ มีความจำเป็นแค่ไหนที่กวีคนหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการเขียนในสิ่งที่ไม่ได้เชื่อ ศรัทธา เพื่อตอบโจทย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการตลาด หรือเพื่อจะได้รับความนิยม”
เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายของ อังคาร จันทาทิพย์ กวีหนุ่มหัวใจพเนจรที่หนักแน่นจับใจ ไม่แพ้บทกวีนิพนธ์ “หัวใจห้องที่ห้า” เล่มนี้เลยแม้แต่น้อย
เกิดวันที่ 9 ก.ค. 2517 ที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เริ่มต้นเขียนกลอนตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมต้น จากการจับพลัดจับผลูเลือกเข้าชมรมวรรณศิลป์ของโรงเรียน ซึ่งทุกสัปดาห์จะได้รับโจทย์ให้แต่งโคลง กลอน กาพย์เป็นการบ้าน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เกิดความรักในการเขียนบทกวีมาจนถึงทุกวันนี้
ครูทางกวีนิพนธ์คนแรก คือ ประยูร ลาแสง หรือเจ้าของนามปากกา “พระไม้” กวีและนักแต่งเพลงชื่อดัง
อังคาร เป็นสมาชิกกลุ่มกวีหน้ารามฯ ประกอบด้วย ศิริวร แก้วกาญจน์ พินิจ นิลรัตน์ พจนาถ พจนาพิทักษ์ ลำภา มัคศรีพงษ์ พิทักษ์ ใจบุญ เอก อัคคี พิเชฐ แสงทอง นพดล ปรางค์ทอง ฯลฯ ทุกนามล้วนเป็นนักเขียน กวี และนักวิจารณ์ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงวรรณกรรม ณ พ.ศ.นี้
ปัจจุบันเขียนบทกวีเป็นงานหลัก อาชีพทำแมกกาซีนเป็นงานรอง มีผลงานรวมบทกวีนิพนธ์มาแล้ว 4 เล่ม อาทิ คนรักของความเศร้า (2542) วิมานลงแดง (2543) ที่ที่เรายืนอยู่ (2551) หนทางและที่พักพิง (2552) ได้รับรางวัลกวีนิพนธ์ยอดเยี่ยม รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปี 2554 จากบทกวี “ความตายของสันติสุข” และบทกวี “เสียงกบภูเขาที่ถนนข้าวสาร” ได้รับเลือกเป็นบทกวีดีเด่นรางวัลสมาคมภาษาและหนังสือฯ ประจำปี 2554







