
การศึกษาแบบใหม่ว่าด้วยอี-บุ๊ก
เดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ใครๆ ก็ใช้แท็บเล็ตกันเต็มไปหมด ในเมืองแทบจะเห็นไอแพดอยู่ในมือกันทุกคน
เดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ใครๆ ก็ใช้แท็บเล็ตกันเต็มไปหมด ในเมืองแทบจะเห็นไอแพดอยู่ในมือกันทุกคน
โดย...นายบรอดแบนด์
เดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ใครๆ ก็ใช้แท็บเล็ตกันเต็มไปหมด ในเมืองแทบจะเห็นไอแพดอยู่ในมือกันทุกคน ส่วนต่างจังหวัดมีแท็บเล็ตราคาย่อมเยาทำตลาดเป็นหลักอยู่แล้ว ยิ่งใช้ยิ่งติดใจ แรกๆ ซื้อมาไว้เล่นแอพพลิเคชันท่องโลกอินเทอร์เน็ตกันง่ายๆ เพราะคอนเทนต์ในบ้านเรายังมีจำกัด จนปีที่ผ่านมาโครงการแท็บเล็ต ป.1 ของรัฐบาลกระจายออกไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศกว่า 1.6 ล้านเครื่อง
สำหรับกรณีนี้บอกได้เลยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่รัฐบาลมีโครงการสนับสนุนแท็บเล็ตสำหรับการเรียนการสอน หลายประเทศในเอเชีย ยุโรป หรือสหรัฐ ในโครงการลักษณะนี้เช่นกัน แต่เป็นโรงเรียนทำกันเอง ใครพร้อมก่อนก็ไปก่อน เรื่องนี้ทำให้ผู้ผลิตทั่วโลกจับตาดูประเทศไทยกันมาก เพื่อเป็นกรณีศึกษาว่าจะได้ผลมากน้อยอย่างไร
ส่วนตัวยืนยันได้เลยครับว่า ในอีก 3-5 ปีนี้ แท็บเล็ตจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของการเรียนการสอนต้องอยู่บนเจ้าอุปกรณ์นี้แน่นอน ต้องมีการใช้ควบคู่ไปกับหนังสือปกติ ลองเปรียบเทียบดูนะครับว่า ระหว่างหนังสือหน้ากระดาษบางๆ พร้อมจะขาดได้เสมอ สีสันไม่สวยสดใส ตัวหนังสือเยอะๆ ไม่น่าอ่าน กับแท็บเล็ตที่สีสวย ใช้ง่าย ภาพเคลื่อนไหวได้ กดทีเดียวเข้าอินเทอร์เน็ตได้อีกต่างหาก ถ้าส่งเสริมให้พัฒนาคอนเทนต์ดีๆ จำนวนมากมารองรับตลาด รับรองว่าไปรุ่งแน่ๆ
ขนาดผมเองมีทุนทรัพย์เล็กน้อยถอยแท็บเล็ตราคาไม่สูงมากมาเครื่องหนึ่ง ก็ยังหาหนังสือที่เป็น pdf ไฟล์มาไว้อ่านในเครื่องเป็นร้อยเรื่องเลยครับ ใช้ความจุไม่มากเท่าไร เปิดอ่านได้ตลอดตราบเท่าที่แบตเตอรี่ยังไม่หมด เทียบกับการแบกหนังสือสักสิบเล่มไปด้วยก็ทำไม่ได้แล้ว นี่ยังไม่พูดถึงว่า ถ้าเก็บหนังสืออีกจำนวนมากไว้บนบริการฝากไฟล์อย่างดรอปบอกซ์ หรือกูเกิลโครมอีก นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของอีบุ๊ก ง่ายๆ แต่ทดแทนได้ดี จากนั้นจึงค่อยพัฒนาไปสู่สิ่งที่เหนือกว่า
แต่ยังไงซะหนังสือแบบเดิมๆ ก็ยังจำเป็นนะครับ และที่สำคัญการเขียนด้วยกระดาษและดินสอก็ยังจำเป็นอย่างที่สุด จะขาดไปไม่ได้เลย นี่คือความท้าทายของโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ที่จะสร้างความสมดุลที่ลงตัวขององค์ประกอบทั้งหมด
&<2288;







