
แม่สะเรียงเคียงคู่สาละวิน
สวัสดีปีใหม่กันอีกครั้งครับท่านผู้อ่าน อ๊ะๆ ผมไม่ได้จำเดือนผิดหรือสับสนเดือนนะครับ
สวัสดีปีใหม่กันอีกครั้งครับท่านผู้อ่าน อ๊ะๆ ผมไม่ได้จำเดือนผิดหรือสับสนเดือนนะครับ
โดย...นิธิ ท้วมประถม
สวัสดีปีใหม่กันอีกครั้งครับท่านผู้อ่าน อ๊ะๆ ผมไม่ได้จำเดือนผิดหรือสับสนเดือนนะครับ เพราะถ้านับตามปฏิทินจีนก็เพิ่งเข้าสู่ปีใหม่ของชาวจีนเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมานี้เอง
ตรุษจีน...เทศกาลของคนไทยเชื้อสายจีนที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้เป็นอย่างยิ่ง ก็จะเริ่มตั้งแต่ไหว้เจ้าที่ ไหว้บรรพบุรุษ จนไปถึงไหว้ผี ฯลฯ รวมถึงไหว้เทพเจ้าอีกเยอะ ในช่วงกลางคืน ส่วนผมไม่ได้มีเชื้อสายจีนอะไรมากมายแต่ก็เกาะกระแสไปกับเค้าด้วยทุกเทศกาลครับ ทำเนียนๆ รับอั่งเปาสักซองสองซองท่าจะดี
ถัดจากวันไหว้ทีนี้ก็เข้าทางผมละครับ วันเที่ยวหรือเรียกอีกอย่างว่าวันถือ (วันชิวอิก) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่โต ธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงร้านชำ ถ้ามีเชื้อสายจีนแล้วละก็ นิยมหยุดกันยาวครับ ถือโอกาสให้พนักงานได้ไปเยี่ยมญาติและท่องเที่ยวไปด้วยในตัว
เกริ่นซะยาว...กลับมาเข้าเรื่องเที่ยวทริปนี้กันดีกว่าครับ ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่รักการเดินทางเหมือนผมสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดไม่ว่าจะเทศกาลไหน ก็เมืองไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอให้เราเดินทางไปค้นหา ทริปนี้ผมเดินทางไป อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอนครับ การไปแม่สะเรียงของผมครั้งนี้มีที่มาที่ไปจากโซเชียลมีเดียล้วนๆ ครับ
ก็นั่งท่องเว็บไปท่องเว็บมาสายตาดันไปสะดุดเข้ากับภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ใน อ.แม่สะเรียง ที่เกิดจากคนพื้นที่ที่ช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวอยากให้คนเดินทางไปเยี่ยมเยือนแม่สะเรียงกันเยอะๆ ผมเองก็ติดกับดักนั้นครับ...เห็นรูปบ่อยเข้าก็ไปสะกิดต่อมคิดถึงเมืองนี้ขึ้นมา เอาล่ะไปก็ไป เพราะยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป
ก่อนไปไม่ลืมที่จะเช็กดินฟ้าอากาศ อืม...เค้าว่าหนาวววว 16 องศา ตอนกลางคืนจนถึงรุ่งเช้า ดังนั้นเสื้อผ้าหน้าผมต้องพร้อม หนาวแค่ไหนก็สบายล่ะ ออกเดินทางแต่เช้าผมเลือกวิ่งเส้นทาง อ.เถิน เลี้ยวซ้ายไปเข้า อ.ลี้ ถนนหนทางดีครับ แต่ขับยาก ใครว่าโค้งไป อ.ปาย โหดแล้ว ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของ อ.ลี้ครับ ขับไปเรื่อยๆ แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้า อ.ดอยเต่า วิ่งเส้น 108 เข้าแม่สะเรียง บ่ายแก่ๆ ก็พาตัวเองไปเดินชิลๆ ที่แม่สะเรียงได้แล้ว
ไปถึงแดดร่มลมตก แต่ไม่ยักกะหนาวแฮ่ะ แสงแดดกำลังสวยออกไปขับรถตระเวนในเมืองซะหน่อยว่าแม่สะเรียงของผม เอ้ย...ของเราเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว สำหรับผมโดยรวมแล้วยังเปลี่ยนแปลงไปในแบบที่รับได้ คือ ยังคงเป็นเมืองเงียบๆ ไม่พลุกพล่านมากนัก จะมีก็แต่ที่พักเล็กๆ ที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาแวะก่อนเดินทางต่อไปอำเภอต่างๆ ใน จ.แม่ฮ่องสอน ก็ถือว่าดีครับเป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวมากขึ้น
หลายคนอาจเคยไป อ.แม่สะเรียง หรือผ่านไปมา ถ้าสังเกตดีๆ จะมองเห็นวัดที่อยู่บริเวณ 3 แยกเข้า อ.แม่สะเรียง แต่อาจจะยังไม่รู้ความเป็นมาและเป็นไป ผมเองก็เป็นอีกคนที่ยังไม่รู้ครับ เพราะเข้าวัดแล้วจะมีอาการร้อนนิดๆ หุหุ
ระหว่างที่ขับรถออกมาหาที่จิบกาแฟก็มาได้ข้อมูลจากร้านกาแฟเจ้าถิ่นแนะนำให้ขึ้นไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินที่วัดพระธาตุจอมแจ้งที่มีจุดชมวิวมุมสูง มองเห็น อ.แม่สะเรียงเต็มๆ โดยเฉพาะถ้ามองไปทางด้านทิศตะวันออกจะเห็นภาพทุ่งนา และบ้านเรือนของชาว อ.แม่สะเรียง บิลด์กันซะขนาดนี้ไม่พลาดแน่ ดูจากแสงแล้วน่าจะสวยไม่น้อย ว่าแล้วก็ไปเลยครับใกล้แค่นี้เอง
วัดพระธาตุจอมแจ้งอยู่ตรงทางเข้าเมืองใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมแม่สะเรียง มองบันไดทางขึ้นแล้วสบายครับ วัยอย่างผมยังเดินขึ้นได้สบายๆ ภายในวัดพระธาตุจอมแจ้ง มีศิลปกรรมแบบล้านนาแบบผสมผสาน และมีพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองประดิษฐานอยู่สององค์ แถมท้องฟ้าเป็นใจจริงๆ ครับ เมฆเป็นเกล็ดๆ สวยทีเดียว ถ่ายรูปจนสมใจก็เย็นย่ำพอดี
อันที่จริงแล้วแม่สะเรียงมีวัดที่ตั้งอยู่บนดอยหรือภูเขาของเมืองถึง 4 วัดด้วยกัน และแต่ละวัดจะมีพระธาตุอยู่บนเขา ซึ่งวัดทั้ง 4 แห่งนั้นตั้งอยู่ 4 ทิศของเมือง คนที่นี่เขาจะเรียกรวมกันว่า“พระธาตุสี่จอม”เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง ที่สร้างขึ้นเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแลปกปักรักษาเมืองแม่สะเรียงแห่งนี้ วัดและพระธาตุทั้งสี่จอม คือโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของผู้คนที่นี่
มีตำนานเล่าขานสืบกันมาเกี่ยวกับพระธาตุทั้งสี่จอมว่า มีพระฤาษีสี่ตนเป็นพี่น้องกันได้เป็นผู้ริเริ่มสร้างพระธาตุสี่มุมเมืองยวมคือ พระธาตุจอมมอญ พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมทอง พระธาตุจอมกิตติ พระฤาษีทั้งสี่พี่น้องเป็นผู้มีตบะเดชะมีวิทยาคมแก่กล้ามาก ได้ศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัติจากพระฤาษีอีกองค์หนึ่งผู้เป็นอาจารย์ซึ่งมีฤทธิ์มากและมีอายุมากแล้ว ได้บำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งทางเหนือของเมืองยวม กล่าวกันว่าถ้ำนั้นชื่อถ้ำเหง้า หลังจากท่านฤาษีทั้งสี่ตนพี่น้องเรียนศาสตร์ต่างๆ จนจบแล้ว จึงกราบลาอาจารย์ไปบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีต่อ และได้สร้างพระธาตุทั้งสี่จอมขึ้นมา สำหรับผมครั้งนี้มีโอกาสไปแค่จอมเดียวก็คุ้มแล้วครับ เก็บไว้อีก 3 จอมจะได้หาเรื่องไปแม่สะเรียงอีก อิอิ
วันรุ่งขึ้นความตั้งใจของผมอยากไปล่องแม่น้ำสาละวินสักครั้ง หลังจากที่แคล้วคลาดกันไปหลายหน เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเดินทางพอควร เพราะต้องไปลงเรือที่ท่าเรือบ้านแม่สามแลบอยู่ใน อ.สบเมย ซึ่งห่างจากตัวเมืองแม่สะเรียงไป 46 กม.
ขอเตือนก่อนนะครับ ว่าถ้าไม่ใช่รถกระบะละก็ อย่าไปเชียว เพราะตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทำทางทั้งเส้นทางครับ ทางโหดมากกก ทั้งแคบ ทั้งชัน ทั้งเละ ผมว่าไม่ใช่สามแลบแล้ว แต่น่าจะเป็นตับแลบมากกว่า ถ้าใครรถไม่พร้อมหรือขับรถไม่ชำนาญนัก สามารถหารถโดยสารเป็นรถสองแถวประจำทางออกทุกชั่วโมงจาก อ.แม่สะเรียงได้ ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น.
ผมออกจากตัวเมืองแม่สะเรียงช่วงสายฉิ่งฉับทัวร์ไปเรื่อยกว่าจะถึงท่าเรือ ก็ใกล้บ่ายแล้ว แดดเปรี้ยงเลยครับ คว้าแว่นคว้าหมวกแทบไม่ทัน แต่พอมองลงไปที่ท่าเรือด้านล่างไหงเขาเดินกันไม่แคร์แดดเลย แถมแบกของ ขนข้าวสารกันเป็นกระสอบแบบไม่หนักเลยแม้แต่น้อย
ผมเดินแบบงงๆ ไปที่เจ้าหน้าที่ทหารพราน เพื่อสอบถามเส้นทางล่องเรือเที่ยว เจ้าหน้าที่แนะนำว่านั่งเรือหางยาวแบบเหมาลำไปจะสะดวก แพงกว่าแต่จะไปจะกลับเวลาใดก็ได้ โดยมีให้เลือก 2 เส้นทาง คือล่องลงใต้ไปสบเมย หรือล่องขึ้นเหนือไปบ้านท่าตาฝั่ง ส่วนราคามาตรฐานครับไม่ต้องกลัวโดนโก่งราคา มีป้ายบอกชัดเจน ทั้งแบบไปกลับและค้างคืน มีคิวเรือพร้อมชื่อคนขับเรือชัดเจน
จากนั้นผมเดินลงไปสำรวจที่ท่าเรือด้านล่าง แบบยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเที่ยวไหนดี สักพักก็มีชาวบ้าน ซึ่งผมมั่นใจว่าไม่น่าจะใช่คนไทย เพราะพูดกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง มาถามว่าจะไปไหน แล้วก็แนะนำให้ผมล่องขึ้นเหนือไปบ้านท่าตาฝั่งแบบเหมาดีกว่า เพราะถ้าไปสบเมยใช้เวลานานราคา 1,500 บาทแบบเหมา แต่ถ้าไปบ้านท่าตาฝั่งใช้เวลาไม่นานราคา 1,300 บาท ขอต่อรองราคาซะหน่อย ฟลุกๆ ได้มา 1,200 บาท ได้ราคาถูกกว่าที่กำหนด เลยตกลงทันทีครับ
ลงเรือได้สักพักถึงแม้แดดจะเปรี้ยง แต่โดนลมเย็นๆ เข้าไป ทำเอาขนลุกขนพองขึ้นมาในบางช่วง แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้ปวดหนักหรือปวดเบาใดๆ ก็พอเรือหางยาวแล่นแหวกลำน้ำสาละวินท่ามกลางภูเขาขนาบซ้ายขวาไปตลอดทาง ทำให้เหมือนวิ่งเข้าหาอากาศเย็นไปเรื่อยๆ ทำเอาหายใจโล่งบอกไม่ถูก
“แม่น้ำสาละวิน”หรือที่ชาวแม่ฮ่องสอนเรียกว่า“แม่น้ำคง”ทำหน้าที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย-พม่า เป็นอีกหนึ่งแม่น้ำที่มีชื่อเสียงในเรื่องของทัศนียภาพที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติสาละวิน เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากหิมะเหนือเทือกเขาหิมาลัยในเขตที่ราบสูงธิเบต ซึ่งมีความสูงถึง 8,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
แล่นเรือมาได้ชั่วโมงกว่าๆ โดยที่แทบจะไม่มีบทสนทนากับคนขับเรือของผมเลย ไม่ได้หยิ่งนะครับ แต่“อามัด”คนขับเรือของผมซึ่งไม่ใช่คนไทย ผิวดำสนิทดูแล้วน่าจะเป็นลูกครึ่งพม่าอะไรสักอย่าง พยายามคุยกันแล้ว รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เดาๆ เอาบ้าง ไหนจะเสียงเครื่องเรือที่ดังจนต้องตะโกนคุยกันหรือไม่ก็ต้องเบาเครื่องเรือจึงพอจะได้ยิน เอาครับไหนๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่ ก็ตามอามัดไปละกัน
เสียงเครื่องยนต์ของอามัดเบาลง เพื่อวนเข้าจอดที่บ้านท่าตาฝั่ง ผมมองทางเดินขึ้นฝั่งชันเล็กน้อยเดินได้สบายๆ ขึ้นไปเจอพี่ทหารพราน 2 คน ทำหน้าที่เข้าเวรอยู่ถามว่ามาเที่ยวเหรอ ให้เดินขึ้นไปข้างบนเป็นหมู่บ้านของชาวบ้าน มีโรงเรียน ให้เดินชมตามสบาย ร้อนๆ เยี่ยงนี้ผมรีบเดินขึ้นไปหวังว่าจะได้นั่งพักชิลๆ ขึ้นไปถึงเจอกับบ้านพัก หรือเป็นสถานที่ทำการอะไรสักอย่างถูกทิ้งร้าง ไม่เจอใครสักคนนอกจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่าสุนัข มาเดินตามกันอยู่เนืองๆ คงเพราะหิว หรืองงว่าไอ้นี่มันมาทำไม 555
จริงๆ ผมได้ยินมาว่าที่นี่มีโฮมสเตย์ แต่ดูจากสภาพแล้วยังขาดการประชาสัมพันธ์เรื่องการท่องเที่ยว เพราะเมื่อขึ้นฝั่งไปแล้วคงจะมีอีกหลายคนที่งงๆ เหมือนผมว่าจะเดินไปไหนยังไงต่อดี บวกกับอากาศที่ร้อนมั่กๆ ผมเดินวนไปมาสักพักเดียวก็ลงมาคุยกับพี่ทหารพรานที่ป้อมด้านล่างดีกว่า ระหว่างรออามัดซึ่งหายไปไหนไม่รู้
ถามไถ่พี่ทหาร ได้ความว่าต้องมาประจำการรอบละ 2 ปี แล้วก็ต้องย้ายไปตามฐานต่างๆ ซึ่งการมาประจำการที่นี่ ก็ไม่น่ากลัวอะไรมากนัก ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเพื่อนบ้านอย่างพม่า ซึ่งอยู่ตรงฝั่งตรงกันข้ามแล้ว แต่ก็ต้องทำหน้าที่เข้าเวรเฝ้ายามกันตามปกติ ชาวบ้านทั้งสองฝั่งก็ทำมาหากินข้ามไปมาตามปกติ
สักพักอามัดเดินมาพร้อมกับถั่วถุงโต แล้วบอกว่าไปซื้อถั่วจากชาวบ้านแถวนี้มา อ้าวๆๆๆ มิน่าล่ะถึงแนะให้ผมมาที่นี่ ที่แท้จะมาซื้อถั่วนี่เอง เดี๋ยวเก็บค่าเรือกับอามัด เมื่ออามัดมาถึงท่าเรือผมก็ร่ำลาพี่ทหารนั่งเรือกลับ ขึ้นฝั่งได้ก็บ่ายแก่แล้วขับรถกลับเข้าแม่สะเรียงเลยครับ เผื่อจะได้รูปสวยๆ ยามเย็นที่พิพิธภัณฑ์แม่สะเรียงซะหน่อย
หลังจากเมื่อวานได้รูปแค่ภายนอกของพิพิธภัณฑ์เพราะไปไม่ทันครับ ปิดซะก่อน วันนี้ผมไม่พลาด จอดรถตรงทางขึ้นได้เลย วันธรรมดานักท่องเที่ยวน้อยครับ แต่เด็กเยอะ!! วิ่งกันให้วุ่น ผมเดินดุ่มๆ เข้าไป เห็นเด็กนักเรียนแบ่งเป็นกลุ่มๆ มีวิทยากรคอยอธิบายให้เด็กๆ จด แต่เหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเพราะเด็กเล็กครับ ดูจากสายตาน่าจะประมาณ ป.1-ป.2 วิทยากรคงเห็นหน้าผมมีคำถาม เลยเดินเข้ามาบอกว่าวันนี้มีเด็กนักเรียนลงมาจากโรงเรียนบนดอย มาทัศนศึกษาเลยจะวุ่นๆ หน่อย เด็กๆ คงตื่นเต้นไม่ค่อยได้ลงมาเปิดหูเปิดตา เลยออกแนวสนุกมากกว่า
พิพิธภัณฑ์แม่สะเรียง สร้างขึ้นในรูปแบบอาคารรูปทรงสถาปัตยกรรมคล้ายของไทใหญ่ ที่นิยมสร้างหลังคาสร้างซ้อนกันลดหลั่นเป็นชั้นๆ ที่นี่จะจัดเป็นนิทรรศการต่างๆ ว่าด้วยเรื่องกิจกรรมและประเพณีต่างๆ ของชาวแม่สะเรียง
โยนสะลิน ไมลองยี เมืองนาย เมืองยวมใต้ แม่สะเรียง เมืองห้าสมญานาม พ.ศ. 2107 ปรากฏชื่อ เมืองโยนสะลิน หรือแม่สะเรียง ปัจจุบันพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วซึ่งเขียนขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลายกล่าวถึงเมืองนี้ว่า“ในปี พ.ศ. 2107 บะยินหน่อง หรือบุเรงนองได้ยกพลถึง 16 ทัพ มาตีล้านนาข้ามแม่น้ำคง (สาละวิน) ผ่านเมืองโยนสะลินเข้าสู่นครพิงค์ เชียงใหม่ เมืองยวมหรือเมืองยวมใต้เป็นเมืองหน้าด่านและเมืองทางเศรษฐกิจที่สำคัญเมืองหนึ่งของเชียงใหม่ หรือเรียกกันว่า“ล้านนาตะวันตก
จนมาถึงเมื่อปี พ.ศ. 2352 เมืองยวมถูกน้ำท่วม ทางการจึงได้ย้ายมาตั้งเมืองใหม่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองยวมเก่าประมาณ 1,500 เมตร ซึ่งก็คือที่ตั้ง อ.แม่สะเรียงในปัจจุบันนี้เอง จากนั้นมาปี พ.ศ. 2443 ทางราชการได้ยกฐานะขึ้นเป็น อ.เมืองยวม และเปลี่ยนชื่อมาเป็นอำเภอแม่สะเรียงในปี พ.ศ. 2467 เนื่องจากชื่อ อ.เมืองยวมไปพ้องเสียงกับ อ.ขุนยวม จึงเปลี่ยนชื่อตามลำน้ำแม่สะเรียงที่ไหลผ่านนั่นเอง
สำหรับผมพิพิธภัณฑ์แม่สะเรียง อีกแหล่งท่องเที่ยวประจำ อ.แม่สะเรียงที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งครับ เราจะได้รับรู้ประวัติความเป็นมาและเป็นไปของอำเภอเล็กๆ ที่ซ่อนตัวเองอยู่ท่ามกลางหุบเขา แต่กลับมีความยิ่งใหญ่อยู่ในตัวเองอย่างนี้
ใครที่มีโอกาสไปเมืองเหนือคราวหน้า อย่าลืมไปเยือนแม่สะเรียงกันนะครับ







