
อย่าดูถูกเวลาว่าง
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
ใกล้วันหยุดเข้ามาแล้ว มีใครมีแพลนกันบ้างหรือยังคะ
สำหรับหนูดีเอง เตรียมไปเวียนเทียนที่วัดใกล้บ้านตามปกติ รวมถึงการทำบุญในวันมาฆะบูชาด้วย ส่วนท่านใดที่เตรียมรับวันหยุดยาว 3 วัน หนูดีมีข้อมูลเกี่ยวกับ “วันหยุด” มาให้ดูกันค่ะ ว่า พวกเราใช้วันหยุดกันไปอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า และจริงๆ แล้วพอหมดวันหยุด เรารู้สึกมีพลังงานมากขึ้นหรือน้อยลง
หากใครติดตามงานด้านความคิดสร้างสรรค์ คงไม่พลาดที่จะรู้จัก ดร.มิฮาลี ชิคเซนมิไฮ ที่เป็นผู้คิดค้นและให้คำนิยามคำว่า “โฟลว์” หรือ ภาวะ Flow ที่เป็นภาวะความคิดสร้างสรรค์ก่อตัวและดำเนินไปอย่างดี จนกระทั่งเราหลงหายเข้าไปในกิจกรรมที่ทำจนลืมเวลาไปเลย เป็นลักษณะที่คนคนหนึ่งหลงใหลหรือติดพันกับอะไรสักอย่าง จนนาฬิกาหมดความหมายไปโดยสิ้นเชิง
เรามักคิดว่า คนที่จะหลงใหลอะไรได้สักอย่าง หรือสนุกจนติดพันไม่อยากเลิกนี้ ต้องเกิดขึ้นกับสิ่งที่สนุกมากๆ สิ่งที่มีค่า หรือกิจกรรมที่เราชอบมากๆ แต่ที่น่าสนใจก็คือตามงานวิจัยแล้ว คนเรามักจะเกิดภาวะ “โฟลว์” ในเวลาทำงาน มากกว่าเวลาที่เรา “เล่น” หรือทำกิจกรรมที่สนุกในเวลาว่าง
แปลกนะคะ
เพราะถ้าไม่ดูผลจากงานวิจัย เราอาจจะเดาไปว่า คนเราอาจไม่รู้สึกสนุก หรือ Flow สักเท่าไรในเวลาทำงาน เพราะคนส่วนใหญ่ก็บ่นว่าไม่อยากให้มีวันจันทร์ และรักวันศุกร์กันเสมอๆ โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์นั้น หากดูในโซเชียลมีเดียแล้ว จะเห็นคนโพสต์บ่นกันมากมาย ว่า วันจันทร์อีกแล้ว เหนื่อยจัง ไม่อยากไปทำงาน แต่เชื่อไหมคะ ว่า เรากลับรู้สึกมีพลังสร้างสรรค์ในเวลาทำงาน มากกว่าเวลาว่างที่เรานอนเปล่าๆ เยอะเลย
ในบทความนี้ หนูดีไม่ได้จะบอกว่า การนอนพักเพื่อฟื้นฟูพลังงานเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่สมควร เพราะจริงๆ แล้วคนเราก็ต้องการการพักผ่อนแบบสมบูรณ์เช่นนั้น แต่ในหลายกรณีเรากลับใช้เวลาพักอย่างน่าเสียดาย เพราะนอกจากจะไม่ได้พักผ่อนอย่างจริงจังแล้ว เรายังกลับมาทำงานด้วยความไม่สดใสอย่างที่ควรจะเป็นด้วย
จริงๆ แล้ว ดร.มิฮาลี กล่าวไว้ว่า คนเราจะสามารถเอนจอยและมี “โฟลว์” ในเวลาทำงานได้มากกว่าเวลาพัก (เชื่อหรือไม่) เพราะว่าในการทำงานนั้น เรามีการกำหนดเป้าหมาย มีการให้ฟีดแบ็ก มีกฎระเบียบที่ชัดเจน มีความท้าทาย และมีระบบรางวัลที่ชัดเจน มันจึงง่ายกว่าที่เราจะทำตัวในรูปแบบหนึ่งที่เรารู้ว่า ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรแน่ๆ สิ่งนี้จึงทำให้เราสนุกและเกิดโฟลว์ได้ง่ายกว่าในเวลาพัก ซึ่งไม่มีระบบระเบียบอะไรใดๆ ให้เราจับต้องได้เลย
ฟังดูเหมือนที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์มาบังคับ ไม่มีระเบียบอะไร น่าจะทำให้เรามีความสุขได้มากกว่า แต่พอมองลึกลงไปจริงๆ เราก็ต้องมาดูว่า คนเราในปัจจุบัน “พัก” อย่างไร
งานวิจัยของ ดร.มิฮาลี ทำในสหรัฐ แต่หนูดีคิดว่า ผลของงานวิจัยนี้สามารถใช้ได้ทั่วโลกเชียวค่ะ เพราะว่าการใช้เวลาว่างของเรา เหมือนกับคนตะวันตกเข้าไปทุกทีตามลักษณะการไหลบ่าทางวัฒนธรรมตามปกติ ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงใช้เวลาว่างไปกับการดูโทรทัศน์ ดูซีรีส์ เล่นอินเทอร์เน็ต เล่นเกม เล่นโซเชียลมีเดีย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าการใช้เวลาให้หมดไปๆ ไม่ได้ทำให้เรามีเป้าหมายในชีวิต หรือมีความสุขที่ยั่งยืน จริงจังอะไรในระยะยาว
การใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ ก็คือ การใช้เวลาว่างตามคำนั้นเลยค่ะ คือ การใช้ไปเพื่อการ “สร้างสรรค์” สิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา ในอดีตเราใช้เวลาว่างเพื่องานอดิเรก แต่ในปัจจุบันเราใช้เวลาว่างเพื่อให้หมดไปจริงๆ หมดไปกับการดูหนัง ฟังเพลง การกิน การเที่ยวกลางคืน ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันไม่ทำให้เกิดภาวะ “สร้างสรรค์จนติดพัน” เท่านั้นเอง นักมานุษยวิทยาชื่อดังชาวอเมริกัน โรเบิร์ต พาร์ค เคยพูดไว้ว่า “คนอเมริกัน สูญเสียชีวิตไปในเวลาว่างมากที่สุด” หากเราวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว เวลาว่างที่เราทำอะไรเพื่อเผาเวลาให้หมดไปทีละชั่วโมง ด้วยการกระตุ้นประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง โดยไม่ได้สร้างอะไรใดๆ ให้กับชีวิตเลยนั้น ก็น่าจะเป็นตามที่ โรเบิร์ต พาร์ค พูดไว้จริงๆ
ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่ควรดูหนัง ฟังเพลง ทานขนม อัพเดตสเตตัส เลยหรือ
จริงๆ ชีวิตก็ไม่ควรตึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ตัวหนูดีเองก็ทำกิจกรรมสนุกสนานเช่นนั้นกับเพื่อนๆ เป็นประจำ เพราะเราทุกคนก็ควรมีเวลาหย่อนใจ
แต่การที่เรารู้เท่าทันเวลาว่าง ว่า มันสามารถดูดกลืนชีวิตของเราได้วันละเป็นชั่วโมงๆ ปีละเป็นร้อยๆ พันๆ ชั่วโมง ก็คงทำให้เราได้ตั้งสติ และทำให้ชีวิตเราเพิ่มดัชนีความสร้างสรรค์ขึ้นมาบ้าง
ตัวหนูดีเองหลังจากศึกษาเรื่องนี้ ก็พบว่า หนูดีเพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ขึ้นมาปีละหนึ่งถึงสองอย่างเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ปีนี้ หนูดีเองก็ตัดสินใจนำเวลาว่างในวันอาทิตย์ไปเรียนเป็นเชฟครัวไทย ณ โรงเรียนการอาหารนานาชาติสวนดุสิต หลังจากที่หลงใหลการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก และทำเองแบบมั่วๆ มาตลอด จนได้ฉายาจากคนในครอบครัวว่า หนูดีทำอาหารอร่อย แต่ให้ทำครั้งสองจะไม่อร่อยเหมือนครั้งแรก เพราะไม่เคยเกาะสูตรค่ะ ดังนั้นปีนี้ไปเรียนดีกว่า จะได้อร่อยสเถียร
เมื่อได้ทำสิ่งที่รัก หนูดีก็พบตัวเองในภาวะ “โฟลว์” เหมือนที่ ดร.มิฮาลี ว่าไว้ไม่ผิดเพี้ยน คือ ในโรงเรียนนี้จะฝึกคนให้เป็นเชฟครัวไทยเพื่อไปทำงานในยุโรปหรืออเมริกา และต้องทำจริงจัง ยืนกันตั้งแต่เช้าจรดเย็น หนูดีไปเรียนเล่นๆ แต่ก็ต้องทำจริงจังเช่นกัน ห้ามอู้ ทำอาหารวันละหลายเมนูจากต้นจนจบ เริ่มตั้งแต่โขลกน้ำพริกเอง ไปจนผัดน้ำจิ้มสะเต๊ะให้แตกมันโดยไม่ใช้น้ำมัน แต่เชื่อไหมคะว่า เวลาจากเก้าโมงเช้าไปจนเกือบห้าโมงเย็นนั้น หนูดีรู้สึกเหมือนผ่านไปชั่วโมงเดียว แถมคืนนั้นจะหลับสบายเสมอเพราะออกกำลังมาก แถมยังรู้สึกชีวิตสนุก มีค่า มีความหมาย อารมณ์แตกต่างจากการนอนดูซีรีส์ตื่นเต้นเป็นชั่วโมงๆ ที่ตอนจบตอบตัวเองไม่ได้ว่า มันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตกันแน่
เวลาว่างของเรา ควรใช้ไปเพื่อให้เรามีความสุข มีสุขภาพจิตดี มีความเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ และมีความแข็งแรงทางจิตใจ เวลาว่าง ไม่ใช่เวลาสูญเปล่า ถ้าเราใช้เป็น ก็คงเหมือนที่ C.K. Brightbill พูดไว้น่าสนใจว่า “The Future will belong to not only to the educated man, but to the man who is educated to use his leisure wisely.” การใช้เวลาว่างอย่างไร มีผลกับชีวิตเราจริงๆ ค่ะ







