
ปัจจุบัน&อนาคต ธุรกิจหนังสือไทย
โดย...เสน่ห์จันทน์
โดย...เสน่ห์จันทน์
กรุงเทพฯ กำลังจะกลายเป็นเมืองหนังสือโลกในปี 2556 และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ก่อนจะถึงวันนั้น เรามามองย้อนดูภายในก่อนว่า การอ่านในประเทศไทยเราเข้มแข็งหรือยัง อุตสาหกรรมหนังสือเติบโตมีความพร้อมที่จะไปสู่จุดนั้นอย่างแข็งแรงหรือไม่
เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา “ธุรกิจหนังสือไทย อยู่อย่างไรให้รุ่งในยุคดิจิตอล และเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน” เพื่อเปิดเผยถึงผลวิเคราะห์อุตสาหกรรมสำนักพิมพ์ ทิศทางการเติบโต และบทบาทของสมาคมที่ยืนอยู่บนพันธกิจของการสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัทสถาพรบุ๊คส์ กล่าวว่า อีก 2 ปี เราจะเข้าสู่ AEC เชื่อว่าภาพรวมสำนักพิมพ์ของเราเข้มแข็งมาก เพราะเราเป็นเอกชนที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัฐบาล หลายประเทศกำลังมองเราเป็นศูนย์กลางการซื้อขายลิขสิทธิ์ ปีหน้าเราจะเป็นเจ้าภาพประชุม IPA Congress หรือสมาคมผู้จัดพิมพ์นานาชาติเป็นครั้งแรก สำนักพิมพ์ทั้งโลกมาอยู่ที่เมืองไทย ถ้าเราแสดงศักยภาพได้ เราก็ผลักดันตัวเองให้เป็นเอเชียน ไรต์ ฮับ (Asian Right Hub) ได้ หลายประเทศสนับสนุนเราอยู่ ว่าเราสะดวกเป็นเซ็นเตอร์ไหม ปูพื้นฐานให้ธุรกิจหนังสือก้าวสู่สากล ไม่อยากให้มองแค่ไทย มองให้ไร้ขอบเขต ไร้พรมแดน เราจะอยู่รอดได้ในยุคอนาคต
“งานด้านวรรณกรรม หรือนวนิยายของประเทศต่างๆ ควรได้รับการแปลและเผยแพร่ เนื่องจากวรรณกรรมเป็นสิ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ และสภาพของสังคมของแต่ละประเทศได้อย่างดี รัฐบาลอาจต้องสนับสนุนด้านศูนย์การแปล เพื่อเป็นตัวเร่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนงาน และยังเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในประชาคมอาเซียนด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ยกระดับการอ่าน ความรู้ ความเข้าใจ ระหว่างคนอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”
นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังมั่นใจว่าธุรกิจหนังสือปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็มีปัจจัยที่ต้องระวังเยอะ โดยเฉพาะจากนโยบายของรัฐบาลในหลายเรื่อง “ถ้ามองการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มย่อยที่เป็นประชาชนคนอ่าน จะมีการระมัดระวังในการซื้อมากขึ้น อย่างเรื่องรถคันแรกนี่ทำให้เงินในกระเป๋าทุกท่านมีจำกัดมากขึ้น ในส่วนของงบซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดก็ส่งผลกระทบไม่น้อย เพราะแท็บเล็ตเบียดงบไป ปีที่แล้วงบซื้อหนังสือแทบไม่มีเลย เป็นความเสี่ยงมาก เวลาผมไปตามโรงเรียนต่างจังหวัด บางที่สัญญาณโทรศัพท์ยังมีปัญหาเลย แต่แจกแท็บเล็ต จริงๆ ควรให้ความสำคัญกับตัวเนื้อหาก่อนเครื่องมือ ปีนี้เราก็ยังกังวลอยู่ว่าภาครัฐจะจัดสรรงบซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดอย่างไร หลายโรงเรียนไม่มีหนังสือใหม่มาเป็นปีแล้ว”
เมื่อมองดูวัฒนธรรมการอ่านที่ตอนนี้มีคนนิยมอ่านผ่านทางอีบุ๊ก วรพันธ์ ให้ข้อสังเกตว่า “ในอเมริกาอีบุ๊กมีการเติบโตมาก เพราะเขามีปัจจัยที่ต่างจากเราเยอะ นอกจากเรื่องภาษาแล้ว ประเทศเขาใหญ่ ร้านหนังสือกระจายไม่ทั่วถึง เมื่อร้านห่างไกลจากผู้คน อีบุ๊กก็แทรกได้ แต่บ้านเราตอนนี้คนใช้อินเทอร์เน็ตแค่ 20 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ น้อยกว่าสิงคโปร์ที่ใช้ 50 เปอร์เซ็นต์ จึงมีข้อจำกัดเรื่องขนาดตลาด ในประเทศไทยอีบุ๊กยังไม่มาแน่ๆ ใน 5 ปีนี้ แต่มีส่วนหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ ออนไลน์ บุ๊ก สโตร์ ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมที่น่าสนใจในช่วงเปลี่ยนผ่านแบบนี้ ออนไลน์ บุ๊ก สโตร์จะมา และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แน่ๆ โดยเฉพาะเมื่อจำนวนหนังสือที่ออกมาเฉลี่ยเดือนละ 1,250 เล่ม หรือตกเดือนละ 42 เล่ม ไม่สมดุลกับจำนวนร้านหนังสือและระยะเวลาในการวาง อายุของหนังสือร้านจะทำให้มีปัญหาหนังสือส่งคืน แล้วหนังสือพวกนี้ปีหนึ่งๆ รวมมูลค่าแล้วหลายพันล้าน ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักและแรงกดดันของสำนักพิมพ์ สัดส่วนตรงนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ และชดเชยหนังสือที่ไม่อยู่หน้าร้านได้ เป็นผลกระทบเพื่อความอยู่รอด”
ด้าน ศักดิ์ชัย วิจัยธรรมฤทธิ์ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เปิดเผยว่า มีสถิติหนึ่งที่น่าสนใจมากในแวดวงหนังสือ คือ สถิติที่ว่าด้วยกลุ่มผู้อ่าน ปกติแล้วผู้อ่านจะเป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 1220 ปี แต่ปีที่ผ่านมาสถิติมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าจับตา จากผู้หญิง 80% ต่อผู้ชาย 20% ค่อยๆ ขยับเป็นผู้หญิง 75% ต่อผู้ชาย 25% และเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นผู้หญิง 70% ต่อผู้ชาย 30% ปรากฏการณ์ของผู้ชายนี่เห็นเลย เด็กผู้ชายต่อแถวยาวเหยียดซื้อหนังสือในหลายบูธ เชื่อว่าปีนี้อาจโตเกิน 7%
“การอ่านจะโตได้ สำนักพิมพ์ต้องเลิกทำหนังสือตามๆ กัน จะผลิตหนังสือต้องมีทาร์เก็ตและมาร์เก็ตชัดเจน สัดส่วนเด็กผู้ชายเยอะขึ้นเรื่อยๆ อย่าปล่อยผ่าน แล้วเวลาทำหนังสือออกมาแล้วอย่าทำแค่วางหน้าร้านอย่างเดียว แล้วปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ หน้าร้านอายุการวางหนังสือสั้น การทำมาร์เก็ตติงและการสร้างแบรนดิงเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องทำ และช่องทางหนึ่งที่ดีมากๆ คือโซเชียลเน็ตเวิร์ก การสร้างใหม่เหมาะสมกว่าการแย่งเค้กจากก้อนเดียวกัน อีบุ๊กเป็นเสมือนมีเดียช่องทางหนึ่ง ต้องติดตามตลอด พร้อมเมื่อไหร่ค่อยกระโจนก็ได้ แต่คอนเทนต์จะต้องแน่นจริงๆ”
อนาคตบนแผงหนังสือ
สิ่งที่สะท้อนออกมาในภาพรวมในปี 2555 และต่อมายังปี 2556 คือ ภาพการล้มหายตายจากของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กจำนวนมากกว่า 60 แห่ง สะท้อนให้เห็นการแข่งขันอย่างรุนแรงในธุรกิจนี้
ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้ยังสามารถเติบโตได้โดยอาศัยช่องว่างของตลาดที่ยังมีอยู่มาก
กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ยังเป็นกลุ่มสำนักพิมพ์ที่มีสัดส่วนการครอบครองตลาดน้อยที่สุดอย่างต่อเนื่อง แต่มีจำนวนผู้ประกอบการมากที่สุดอยู่ภายในกลุ่ม
การทำซ้ำ การเลียนแบบ หรือการทำตามๆ กันในรูปแบบของหนังสือแนวเดียวกัน หรือรูปลักษณะเดียวกัน เช่น นวนิยาย หรือหนังสือเรื่องความเชื่อ หากไม่มีความแตกต่าง หรือมีเอกลักษณ์ มักจะไม่สามารถอยู่รอดได้
นวนิยายวัยใส นวนิยายผู้ใหญ่ แนวแฟนตาซี มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เข้ามาผลิตจำนวนหนังสือมากขึ้นในตลาดนี้
การเพิ่มจำนวนสาขาของร้านหนังสือ Chain Store และร้านค้าระดับท้องถิ่น การจัดงานหนังสือสัญจร การจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของสำนักพิมพ์ จะสามารถขยายฐานผู้อ่านให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกมากในอนาคต







