posttoday
‘ยอกยาการ์ตา’ เสน่ห์แห่งชวา

‘ยอกยาการ์ตา’ เสน่ห์แห่งชวา

16 กุมภาพันธ์ 2556

เมืองยอกยาการ์ตา คืออดีตศูนย์กลางด้านการปกครองที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี

เมืองยอกยาการ์ตา คืออดีตศูนย์กลางด้านการปกครองที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี

โดย...ทีมงานโลก360องศา

เมืองยอกยาการ์ตา คืออดีตศูนย์กลางด้านการปกครองที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ซึ่งเพาะบ่มให้ยอกยาการ์ตากลายเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม แม้ว่ากระแสของโลกาภิวัตน์จะนำวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้ามาถาโถมที่นี่ หากแต่ว่าท่ามกลางเมืองที่แออัดด้วยผู้คน การจราจรที่ติดขัด และภาพกราฟิตีบนกำแพงทุกมุมเมืองแห่งนี้ ก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่พยายามรักษาวัฒนธรรมพื้นบ้าน อันเป็นเอกลักษณ์ของยอกยาการ์ตาไว้เพื่อบอกเล่าคนรุ่นหลัง

ประมาณ 6 กิโลเมตร จากถนนมาลิโอโบโรใจกลางเมืองยอกยาการ์ตา เป็นที่ตั้งของย่านเมืองเก่าที่มีชื่อว่าโกตาเงเด (Kotagede) ซึ่งอดีตเมื่อครั้งที่ยอกยาการ์ตายังไม่มีพื้นที่กว้างขวางเท่าปัจจุบันนี้ ที่นี่คือศูนย์กลางความเจริญ เพราะเป็นที่ตั้งของวังสุลต่าน มัสยิดหลวงโกตาเงเดและบ้านพักของข้าราชบริพารในสมัยราชวงศ์อิสลามมาตาราม ชาวบ้านที่นี่มีความเก่งกาจในเรื่องการทำเครื่องเงินเพื่อถวายสุลต่านและขุนนาง ซึ่งองค์ความรู้ในการผลิตเครื่องเงินก็ได้ถูกถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลานจนถึงปัจจุบัน จุดเด่นของช่างฝีมือที่นี่คือการถักทอเส้นไหมเงินที่มีขนาดเล็กให้ออกมาเป็นงานที่มีความละเอียดซับซ้อน จนกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเครื่องประดับในยุโรปและญี่ปุ่น

หนึ่งในวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวยอกยาการ์ตา คือการละเล่น “วายังกุลิต” (Wayang Kulit) หรือหุ่นละครเงา ต้นแบบสำคัญของการละเล่นหนังตะลุงทางภาคใต้ของไทย ซึ่งสันนิษฐานกันว่าวายังกุลิตได้รับอิทธิพลมาจากการละเล่นหุ่นเงาจากประเทศอินเดียที่เข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาฮินดูบนเกาะชวา โดยเริ่มแรกนั้นวายังกุลิตเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนาในการอัญเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อมาสถิตกับหุ่น แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นการละเล่นเพื่อประกอบการเผยแผ่ศาสนาผ่านการเชิดหุ่นละครที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณกรรมรามายณะ ว่ากันว่าในยุคของสงครามเนื้อหาในการละเล่นวายังกุลิตยังได้ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง เพราะในยุคสมัยก่อนนั้นช่องทางการสื่อสารอย่าง วิทยุ หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ ยังไม่เข้าถึงผู้คนมากเท่าปัจจุบัน การละเล่นวายังกุลิตจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่สามารถเข้าถึงผู้คนในชนบท ปัจจุบันวายังกุลิตก็ยังคงเป็นวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านที่มักจะนำไปจัดแสดงตามงานบุญต่างๆ คล้ายกับหนังตะลุงในบ้านเราที่ถูกว่าจ้างไปเล่นตามงานวัดหรืองานบวชต่างๆ ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญที่ช่วยต่อลมหายใจของการละเล่นพื้นบ้านที่ทรงคุณค่านี้

งานศิลปหัตถกรรมที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้หากมาที่ยอกยาการ์ตา นั่นก็คือผ้าบาติก หลายคนอาจสงสัยว่าเมื่อพูดถึงผ้าบาติกนั้น หลายประเทศในย่านนี้ก็ล้วนแต่บอกว่าผ้าบาติกของตนเองมีคุณภาพดีที่สุด หากแต่ว่าเมื่อพูดถึงผ้าบาติกของยอกยาการ์ตานั้น แน่นอนว่าคุณภาพไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผ้าบาติกของที่นี่แตกต่างจากที่อื่นๆ คือลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง ด้วยความที่ยอกยาการ์ตาเคยเป็นศูนย์กลางของศาสนาฮินดูยาวนานหลายร้อยปี มากพอที่จะทำให้ศิลปะของศาสนาฮินดูหยั่งรากลึกเข้ากับศิลปะท้องถิ่นจนไม่สามารถแยกออกจากวิถีชีวิตผู้คนที่นี่ได้ หากลองสังเกตจากลวดลายของซุ้มประตู หรือภาพสลักหินนูนต่ำในวัดพรัมบานัน ศาสนสถานฮินดูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย จะพบว่านี่คือลวดลายต้นแบบที่สามารถพบได้บนผ้าบาติกที่มาจากที่นี่ มากไปกว่านั้นสีที่นิยมใช้ในการวาดลวดลายอย่างสีคราม สีน้ำตาล และสีขาว ยังมีนัยที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาฮินดูอีกด้วย นั่นก็คือเป็นสีตัวแทนของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีในการพิมพ์ลายด้วยเครื่องจักรทันสมัย แต่การทำผ้าบาติกในยอกยาการ์ตาก็ยังคงทำด้วยมือทุกขั้นตอน เพราะผลงานที่ได้มีคุณค่าและมีมูลค่าสูงกว่าผ้าบาติกที่พิมพ์ลายด้วยเครื่องจักรนั่นเอง

แหล่งซื้อขายผ้าบาติกสำคัญในยอกยาการ์ตาอยู่ที่ตลาดเบอร์ริงฮาโจ ใจกลางเมืองติดกับถนนมาลิโอโบโร ที่นี่เต็มไปด้วยร้านขายผ้าบาติกนับพันร้านค้า มีให้ซื้อหาทั้งของถูกและของแพง ส่วนด้านหลังของตลาดเป็นโซนอาหาร ซึ่งที่นั่นเราสะดุดตากับร้านค้ามากกว่าสิบร้านที่จำหน่ายอาหารชนิดหนึ่ง มีหน้าตาคล้ายแผ่นมันฝรั่ง มีทั้งสีเหลือง สีขาว และสีชมพู กองพะเนินเทินทึกอยู่หน้าร้าน คนที่นี่เรียกสิ่งนี้ว่า “กรุปุ๊ก” หรือที่คนไทยรู้จักกันดีก็คือข้าวเกรียบทอดนั่นเอง ซึ่งชาวอินโดนีเซียนิยมรับประทานข้าวเกรียบร่วมกับอาหารจานหลัก ส่วนคนไทยนิยมรับประทานข้าวเกรียบเป็นอาหารรับประทานเล่น จากข้อมูลที่สืบค้นมาพบว่าผู้คนที่นี่รับประทานข้าวเกรียบมาช้านานแล้ว และน่าจะเป็นชนชาติแรกที่คิดค้น ว่ากันว่าในช่วงที่ชาวดัตช์เข้ามาปกครองที่นี่ ก็ได้นำข้าวเกรียบกลับไปเผยแพร่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์จนได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย ปัจจุบันข้าวเกรียบอินโดนีเซียมีให้เลือกมากมายหลายรสชาติ ทั้งข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบปลา และข้าวเกรียบถั่ว ซึ่งมีวัตถุดิบหลักในการผลิต คือแป้งมันและแป้งข้าวเจ้า ว่ากันว่าทุกมื้ออาหารชาวอินโดนีเซียขาดกรุปุ๊กไม่ได้ คล้ายๆ กับคนไทยเราที่ไม่สามารถขาดพริกน้ำปลาได้นั่นเอง

การมาทำความรู้จักกับศิลปะและวัฒนธรรมของชาวยอกยาการ์ตาในวันนี้ ทำให้เราเห็นว่าอันที่จริงแล้วกรุปุ๊กไม่ได้เป็นแค่ข้าวเกรียบธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความแข็งแรงของวัฒนธรรมที่คงอยู่ แม้ว่าจะเคยผ่านการปกครองจากชาติตะวันตกมาหลายร้อยปีก็ตาม และเราก็ได้เห็นว่าผ้าบาติกไม่ได้เป็นแค่ผ้าพิมพ์ลายเท่านั้น แต่เป็นเครื่องสะท้อนถึงความศรัทธาในศาสนาและความเคารพในธรรมชาติ เช่นเดียวกับวายังกุลิตที่ไม่ใช่แค่เป็นตุ๊กตาของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นศิลปะประจำชาติที่ผ่านการฝึกฝนและถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ประเทศอินโดนีเซียก็คงคล้ายๆ กับประเทศอื่นๆ ในโลกที่ปัจจุบันมีการรับเอาวัฒนธรรมจากที่อื่นๆ เข้ามา แต่โชคดีที่ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ดังนั้น จึงมีวัฒนธรรมแข็งแกร่งที่ได้เข้าไปฝังรากลึกในครอบครัวและสังคม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกลายมาเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่จะทำให้อินโดนีเซียสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั่นเอง


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์