
เพลงกรำโลก บ็อบ ดีแลน
โดย...เพ็ญแข
โดย...เพ็ญแข
เพลงกรำโลก บ็อบ ดีแลน
Bob Dylan
Tempest
(Sony) * * * *
ชื่อนี้ บ็อบ ดีแลน แทบไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากความ เพราะว่าคนฟังเพลงทั่วโลกต่างก็รู้จักเขาดีแล้วในฐานะศิลปินผู้ยืนยงคงกระพันในวงการนี้มา 50 ปี
ขณะที่คนในรุ่นเดียวกันรับมือกับวัยที่มาเยือนด้วยการย้อมสีผม ฉีดโบทอกซ์ พยายามหนุ่มโดยห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อผ้าแฟชั่นร่วมสมัย นำเพลงฮิตในอดีตกลับมาทำใหม่ขายครั้งแล้วครั้ง ฯลฯ แต่ บ็อบ ดีแลน อ้าแขนต้อนรับวัยที่ล่วงโรย โดยนำข้อดีซึ่งเวลาได้มอบให้มาเป็นการใช้ประสบการณ์ที่เคี่ยวกรำเนิ่นนานมาสร้างสรรค์งานชุดใหม่ได้โดดเด่น ชายวัย 71 ปีคนนี้ยังเท่และยังเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์
Tempest คือ อัลบั้มชุดที่ 35 ของนักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกันผู้นี้ โดยเมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา นิตยสารโรลลิงสโตนส์ได้จัดให้เป็น 1 ในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งปี 2012
งานนี้ทำต่อเนื่องมาจาก Time Out of Mind อัลบั้มปี 1997 ซึ่งเขาสนุกสนานกับการเดินทางไปในโลกของดนตรี “อเมริกันสไตล์” ทั้ง บลูส์ คันทรี โฟล์ก ร็อกอะบิลลี สวิง ฯลฯ ผสมผสานกัน อัลบั้มนี้เขาโปรดิวซ์ด้วยตัวเองโดยใช้นามแฝงว่า แจ็ค ฟอร
ตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา บ็อบ ดีแลน ไม่เคยนำเสนอเพลงผ่อนคลายฟังสบายหรือชิลชิล งานของเขาเข้มข้นจริงจังเสมอ เขาร้องเพลงเพื่อ “ปลุก” บางสิ่งบางอย่างซึ่งหลับไหลอยู่ในตัวตนของเราให้ตื่นขึ้นมา ด้วยเสียงแหบพร่าและเนื้อหาราวกวีอันร้ายกาจ Tempest นำเสนอเรื่องราวความรุนแรง โกรธเกรี้ยว ตัณหาราคะ และอารมณ์ขันอันหม่นหมอง แต่เขาก็เกือบหลอกเราได้สำเร็จ ด้วยเปิดอัลบั้มด้วยดนตรีนุ่มๆ Duquesne Whistle แต่บ็อบก็ยังคงเป็นบ็อบเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ท่อน
บ็อบ ยังคงเป็นนักเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยม หลายเพลงในอัลบั้มนี้ยาวมาก โดยเฉพาะเพลงชื่อเดียวกับชื่ออัลบั้มซึ่งยาวเกือบ 14 นาที เป็นเพลงเล่าอ้างถึงประวัติศาสตร์เรือไททานิค ดนตรีมีกลิ่นอายเคลติก เพลงชุดนี้เป็นการย้อนอดีต มีทั้งสงครามในศตวรรษที่ 18 รวมทั้งการฆาตกรรม จอห์น เลนนอน ในเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม เนื้อหาบางท่อนมาจากคัมภีร์ไบเบิลบ้าง เป็นแรงบันดาลใจจากบทกวีของ วิลเลียม เบลค หรือกระทั่งเนื้อเพลงของ เดอะ บีเทิลส์
เพลง Duquesne Whistle มีสตีลกีตาร์กับอะคูสติกกีตาร์ประสานกันให้บรรยากาศย้อนยุค Soon After Midnight เป็นเพลงบัลลาดที่มีสัญญาณอันตราย ขณะที่ Narrow Way เป็นบลูส์ เช่นเดียวกับ Early Roman Kings
งานนี้ บ็อบ มีเพื่อนๆ นักดนตรีที่เล่นด้วยกันมาเนิ่นนานให้การสนับสนุนเช่นเคย เดวิด ไฮดัลโก หนึ่งในนักเล่นแอกคอร์เดียนที่ดีที่สุดของโลกมาโชว์ฝีมือของเขาในบทเพลงชุดนี้ เสียงกีตาร์โดดเด่นเฉียบคม เสียงร้องเก่าคร่ำแหบห้าวของ บ็อบ ดีแลน กรุ่นอารมณ์
หากเทียบกับชุดอื่นๆ แล้ว Tempest คือ อัลบั้มที่ดุดันดุร้ายที่สุดสำหรับ บ็อบ ดีแลน 50 ปีผ่านไปงานเพลงของชายคนนี้ยังเต็มไปด้วยมนต์ขลังอันลึกลับและน่าค้นหา ให้เวลากับงานชุดนี้สักหน่อยและมันจะจับคุณไม่ปล่อย
วันนี้ บ็อบ ดีแลน ได้พิสูจน์อีกครั้งว่า เขาไม่ได้แก่เพราะว่าอยู่มานาน แต่เป็น “คนแก่โลก” ซึ่งเคี่ยวกรำด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชำนาญ ทั้งยังไม่ใช่คนแก่ที่โลกจะหลงลืมได้ง่ายๆ
และนี่ก็จะไม่ใช่งานชิ้นสุดท้ายของเขาแน่นอน อย่างที่เขาร้องไว้ในเพลง Early Roman Kings ว่า “I ain’t dead yet, my bell still rings” @
Did You Know?
ก่อนจะเรียกตัวเองว่า บ็อบ ดีแลน โรเบิร์ต อัลเลน ซิมเมอร์แมน คนนี้เคยใช้ชื่อ เอลส์ตัน กันน์ มาก่อน ปัจจุบันเขาใช้นามแฝง แจ๊ก ฟรอสต์ สำหรับการทำงานโปรดิวซ์
ตอนเรียนมัธยมวงของ บ็อบ ดีแลน และเพื่อนถูกให้ออกจากการประกวดความสามารถในโรงเรียน เพราะว่าการแสดงของพวกเขาน่าตกใจเกินไป
บ็อบ ดีแลน เคยได้เกรด D ในวิชาดนตรีวิจักษณ์ หรือ Music Appreciation ขณะเรียนที่มหาวิทยาลัยมินเนโซตา
ในปี 1970 เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางด้านดนตรีจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
เขาทำงานบันทึกเสียงครั้งแรกในฐานะนักเป่าฮาร์โมนิกา
เพลงของเขาไม่เคยขึ้นอันดับ 1 ในบิลบอร์ด ป็อป ชาร์ต เพลง Like a Rolling Stone และ Rainy Day Women ขึ้นสูงสุดแค่อันดับที่ 2 แต่เมื่อ เดอะ เบิร์ดส นำ Mr. Tambourine Man ไปคัฟเวอร์เพลงนี้สามารถไต่ถึงอันดับ 1 ได้ ขณะที่ Blowin' in the Wind เป็นเพลงเดียวของ บ็อบ ดีแลน ที่ขึ้นอันดับท็อปเทน 2 ครั้ง เมื่อ ปีเตอร์ พอล แอนด์ แมรี และ สตีวี วอนเดอร์ นำไปคัฟเวอร์
Never Ending Tour ของ บ็อบ ดีแลน เริ่มต้นในปี 1988 จนถึงปลายปี 2012 เขาและวงขึ้นโชว์มาแล้ว 2,480 ครั้งทั่วโลก







